“แกกล้าดียังไง! รินรดา! บอกแม่มาสิว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร!”
เสียงแหลมสูงของมารดาบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ราวกับมีดโกนที่กรีดลงบนผืนผ้าใบที่เพิ่งลงสีรองพื้น รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้อง กลิ่นน้ำมันลินสีดและกลิ่นอายของสีอะคริลิกที่ลอยอบอวลในอากาศดูเหมือนจะจางหายไป เหลือเพียงกลิ่นแห่งความแตกร้าวที่อบอวลไปทั่วบริเวณ
ในมือของมารดานั่นคือภาพสเก็ตช์ด้วยดินสอแท่งถ่าน ใบหน้าที่ถูกวาดขึ้นอย่างประณีตบรรจงทุกรายละเอียด... ดวงตาคู่นั้นที่โศกเศร้าลึกล้ำ จมูกโด่งรั้น และริ้วรอยจางๆ มุมปากที่รินรดาเผลอไผลวาดขึ้นด้วยความทรงจำที่เธอเองก็ไม่เข้าใจว่ามันมาจากไหน
“รินไม่ทราบค่ะ...” รินรดาตอบเสียงสั่น พยายามควบคุมลมหายใจที่เต้นรัวอยู่ในอก “รินแค่... แค่วาดไปตามความรู้สึก”
“ความรู้สึกงั้นเหรอ?” มารดาขยำกระดาษแผ่นนั้นจนยับยู่ยี่ ก่อนจะเหวี่ยงมันลงพื้นอย่างไร้ความปราณี “นี่ไม่ใช่ความรู้สึก แต่มันคือคำสาป! ผู้ชายคนนี้คือคนที่ทำลายชีวิตครอบครัวเรา และแก... แกกำลังดึงผีร้ายตัวนั้นกลับมาในบ้านหลังนี้!”
รินรดาไม่ตอบ เธอทำได้เพียงก้มมองเศษกระดาษที่ถูกทิ้งไว้เบื้องล่าง ความเงียบงันทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ มันกดทับความรู้สึกของเธอจนแทบหายใจไม่ออก เมฆากระโดดออกไปในความมืดแบบนั้น ทิ้งให้เธอต้องเผชิญกับพายุที่เธอยังไม่พร้อมจะรับมือ เขาหนีไปแล้ว... หรือจริงๆ แล้ว เขาแค่พาตัวเองออกไปจากวงจรที่เขารู้ดีว่ามันจบลงแล้วกันแน่
คืนนั้น รินรดาขังตัวเองอยู่ในห้องทำงาน กลิ่นความชื้นจากสีที่ยังไม่แห้งสนิททำให้เธอรู้สึกวิงเวียน เธอหยิบพู่กันขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อวาดภาพ แต่เพื่อลบ... เธอเริ่มแต้มสีดำสนิทลงบนผืนผ้าใบที่เธอกำลังวาดภาพทิวทัศน์ของสวนในความทรงจำ สีดำนั้นค่อยๆ กลืนกินสีเขียวขจีและแสงแดดที่เธอตั้งใจบรรจงแต้มลงไปทีละน้อย
*‘เราคงไปได้ไกลแค่นี้’* คำพูดของเมฆายังคงวนเวียนราวกับเสียงกระซิบจากปีศาจ เขาไม่ได้ทิ้งแค่ตัวเธอไว้ แต่เขาดึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ของเธอไปด้วย
ท่ามกลางความมืดมิดในห้อง มีเพียงแสงไฟจากโคมไฟโต๊ะทำงานที่ส่องสว่างพอให้เห็นรอยน้ำตาที่ไหลผ่านแก้ม รินรดาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง บานหน้าต่างที่เมฆาเพิ่งกระโดดออกไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังคงเปิดทิ้งไว้ ลมพัดเย็นเยียบปะทะใบหน้า ความว่างเปล่าภายนอกนั้นช่างดึงดูดใจเหลือเกิน เธอวางมือบนขอบหน้าต่าง พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ร่วงหล่นอยู่บนสนามหญ้าด้านล่าง
เป็นสมุดบันทึกเล่มเล็ก... เล่มที่เมฆามักจะพกติดตัวเสมอ
เธอไม่รอช้า รีบวิ่งออกจากห้องตรงไปยังสนามหญ้าทันที ความมืดมิดของสวนยามวิกาลทำให้ทุกอย่างดูบิดเบี้ยว รินรดาคว้าสมุดเล่มนั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา เธอเปิดมันออกทันทีภายใต้แสงไฟจากตัวบ้านที่สาดส่องลงมา หน้ากระดาษแต่ละหน้าเต็มไปด้วยภาพวาดลายเส้นที่รวดเร็วและดิบเถื่อน แต่มันไม่ใช่ภาพทิวทัศน์... มันคือภาพของเธอ ในอิริยาบถต่างๆ ที่เธอเองไม่เคยรู้ตัวว่าถูกจ้องมอง
หน้าสุดท้ายที่คั่นไว้ด้วยริบบิ้นสีซีด มีเพียงประโยคสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือหนักแน่น
*‘ริน... ในวันที่รอยพู่กันสีหม่นนี้แห้งสนิท จงอย่ามองหาฉันในภาพวาดอีกต่อไป แต่จงมองหาฉันในเงาของกระจกที่คุณเคยบอกว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งของมัน เพราะความจริงที่แสนโหดร้าย กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในตอนที่แสงไฟในแกลเลอรีดับลง’*
รินรดาสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาใกล้จากด้านหลัง เธอหันกลับไปทันที สิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่เมฆา... แต่เป็นชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เขายืนอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ดวงตาที่คมปลาบนั้นจ้องมองมาที่สมุดในมือเธอราวกับจะทะลุผ่าน
“คุณคงเป็นคนที่เขาเลือกทิ้งสมุดเล่มนี้ไว้ให้สินะ” ชายคนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล “ความลับของจิตรกรที่ตายไปแล้ว ไม่ควรถูกส่งต่อมาถึงมือคนที่ยังไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับนรกที่เขาสร้างขึ้น”
รินรดากำสมุดเล่มนั้นแน่นจนกระดาษยับคามือ “คุณเป็นใคร... และเมฆาอยู่ที่ไหน?”
ชายคนนั้นยกยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ทำให้หัวใจของเธอร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม “เมฆาไม่มีตัวตนอยู่จริงตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว รินรดา... คนที่คุณรัก คือร่างจำลองของความผิดบาปที่ใครบางคนวาดขึ้นมาเพื่อรอวันล้างแค้น และดูเหมือนว่า... ผลงานชิ้นเอกที่เขาสร้างมาตลอดชีวิต กำลังจะเผยโฉมในคืนนี้ที่หอศิลป์ร้างท้ายเมือง”
ก่อนที่เธอจะทันได้ถามอะไรต่อ ชายคนนั้นก็ก้าวถอยหลังหายเข้าไปในความมืด ทิ้งให้รินรดายืนตัวสั่นอยู่กลางสวน พร้อมกับความจริงที่หนักอึ้งราวกับภูเขาที่กำลังจะพังทลายลงมาทับร่าง เธอหันกลับไปมองตัวบ้านอีกครั้ง เห็นแม่ยืนอยู่ที่หน้าต่างชั้นบน มองลงมาด้วยสายตาว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความสมเพช
ในวินาทีนั้นเอง แสงไฟจากโคมไฟในสวนก็กระพริบถี่ๆ ก่อนจะดับมืดลงพร้อมกันทั้งหมด ทิ้งให้โลกทั้งใบของรินรดาจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดที่แท้จริง พร้อมกับเสียงฝีเท้าจำนวนมากที่เริ่มดังขึ้นจากรอบทิศทาง... ราวกับมีใครบางคนกำลังล้อมกรอบเธอไว้ในนิทรรศการแห่งความตายนี้
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหยดสีแห่งความเจ็บปวดไปพร้อมกับดอกเดซี่ริมทางนะคะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 31
บทที่ 31
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!