เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานก้องไปทั่วห้องทำงานที่เงียบสงัด มันเป็นเสียงที่รินรดารู้สึกเหมือนเข็มเล่มเล็กๆ นับพันแทงทะลุผ่านโสตประสาท หัวใจของเธอกระตุกวูบเมื่อเห็นกลอนประตูค่อยๆ เคลื่อนตัวออก ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปตามปลายนิ้วจนพู่กันในมือสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้
เมฆาไม่ได้ขยับห่างออกไป เขายังคงยืนซ้อนหลังเธอ กลิ่นอายของสีน้ำมันเจือจางด้วยกลิ่นบุหรี่จางๆ ของเขาห้อมล้อมเธอไว้ราวกับกรงขังที่มองไม่เห็น ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ข้างใบหูทำให้รินรดารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนหน้าผาสูงชันที่ไร้ทางถอย
“ริน... แม่มาหาลูกนะ! ทำไมเงียบไปล่ะ เปิดประตูให้แม่หน่อย” เสียงของมารดาดังลอดผ่านรอยแยกของประตูเข้ามา น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความกังวลที่เคลือบแฝงด้วยคำสั่งอันคุ้นเคย
รินรดากลั้นหายใจ ดวงตาคู่สวยสั่นระริกมองไปยังสมุดสเก็ตช์ภาพที่วางอยู่บนโต๊ะ หน้ากระดาษที่เปิดค้างไว้นั้นมิใช่ภาพทิวทัศน์ที่มารดาโปรดปราน แต่เป็นภาพใบหน้าของเมฆาที่ถูกตวัดเส้นสายด้วยความรู้สึกดิบเถื่อนและลึกซึ้งเกินกว่าที่คนนอกจะเข้าใจ
“ตัดสินใจสิคะ” เมฆากระซิบ น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งทว่าเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง “โลกใบเดิมที่แม่ของเธอขีดเขียนเส้นกรอบเอาไว้ให้ หรือโลกใบที่สีสันอาจจะหม่นหมอง แต่เธอได้เป็นคนถือพู่กันเอง... เลือกเอาเลยค่ะ”
มือของรินรดาเอื้อมไปคว้าสมุดเล่มนั้น แต่เมฆากลับกดทับมือของเขาลงบนหลังมือของเธอ แผงอกกว้างที่แนบชิดอยู่ด้านหลังทำให้เธอสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่หนักแน่นและไร้ซึ่งความลังเล
“ถ้าเธอเลือกจะเปิดประตู... ฉันจะเป็นคนออกไปเผชิญหน้ากับท่านเอง และเธอก็จะยังเป็นรินรดาคนเดิมที่ซ่อนตัวอยู่หลังภาพวาดจืดชืดนั่นตลอดไป”
เสียงบิดลูกบิดประตูเริ่มดังขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรงกว่าเดิม รินรดารู้ดีว่ามารดาของเธอไม่ใช่คนที่จะยอมหยุดหากไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ความขัดแย้งในใจของเธอตีกันยุ่งเหยิงราวกับสีที่ถูกละเลงจนกลายเป็นสีโคลน เธอโหยหาอิสระที่เมฆามอบให้ แต่ก็หวาดกลัวการสูญเสียความรักจากครอบครัวที่คอยประคับประคองมาตลอดชีวิต
“ฉัน... ฉันทำไม่ได้” รินรดาพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนกระดาษวาดเขียน
“ทำได้สิคะ ถ้าเธอกล้าที่จะระบายสีลงไปในพื้นที่ที่คนอื่นไม่อนุญาต”
เมฆาปล่อยมือจากเธอแล้วก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เขาไม่ได้หนี แต่เขากำลังยืนรออยู่ตรงมุมมืดของห้อง ราวกับผู้คุมกฎที่รอคอยบทสรุปของละครฉากสำคัญ
ประตูเปิดออกกว้าง มารดาของรินรดาก้าวเข้ามาพร้อมด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่แล้วดวงตาของผู้เป็นแม่ก็หยุดชะงักลงเมื่อเห็นห้องที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการทำงานที่ดูผิดแปลกไปจากเดิม ภาพวาดที่ถูกกางทิ้งไว้เต็มพื้นห้อง รวมถึงเงาร่างของชายหนุ่มที่ยืนนิ่งสงบอยู่ตรงมุมห้อง
“รินรดา! นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมชายคนนี้ถึงมาอยู่ที่นี่!” เสียงแหลมสูงของผู้เป็นแม่ดังขึ้น กวาดสายตามองไปรอบห้องก่อนจะมาหยุดที่สมุดสเก็ตช์ภาพบนโต๊ะ “นั่นอะไร! เอามาให้แม่ดูเดี๋ยวนี้!”
รินรดาขยับตัวจะคว้าสมุด แต่เมฆาก้าวพรวดพราดผ่านร่างของเธอไปอย่างรวดเร็วราวกับเสือชีตาห์ เขาคว้าสมุดเล่มนั้นขึ้นมาถือไว้ในมือ ก่อนจะส่งยิ้มที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นเยือกขึ้นไปอีกระดับ
“คุณแม่ครับ” เมฆากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างน่าขนลุก “คุณอยากเห็นความจริงที่รินรดาเก็บไว้ไหมครับ? ความจริงที่ว่า เธอไม่ได้ต้องการเดินตามเส้นทางที่คุณขีดไว้เลยแม้แต่นิดเดียว”
เขาสะบัดสมุดเปิดออกไปหน้าที่เต็มไปด้วยความลับที่รินรดาไม่อยากให้ใครเห็น ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทั้งห้อง เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่หอบถี่ของหญิงสาวทั้งสองคน มารดาของรินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นลายเส้นและถ้อยคำที่ถูกเขียนทับลงบนรูปวาดเหล่านั้น
“นี่แก... แกทำแบบนี้กับตัวเองงั้นเหรอ?” มารดาของเธอเสียงสั่น เธอมองลูกสาวราวกับเห็นคนแปลกหน้า
รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง เธอตัดสินใจก้าวออกไปยืนข้างเมฆา ไม่ใช่เพราะความรักที่ลึกซึ้งเพียงอย่างเดียว แต่เพราะในวินาทีนั้น เธอตระหนักได้ว่าหากเธอไม่เลือกที่จะพังกำแพงนี้ลงด้วยตัวเอง เธอจะกลายเป็นเพียงภาพวาดที่ไร้ชีวิตในกรอบทองที่แม่ของเธอสร้างขึ้น
“แม่คะ” รินรดากล่าว เสียงของเธอสั่นเครือแต่ทว่าหนักแน่น “รินไม่ได้ต้องการจะทำร้ายใคร แต่รินก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ภายใต้พู่กันของแม่ได้อีกต่อไปแล้ว”
เธอคว้ามือของเมฆาเอาไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแทรกซึมเข้ามาแทนที่ความเย็นเยียบในใจ
เมฆาปรายตามองหญิงสาวที่ยืนข้างกายด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา เขาโน้มตัวลงมาใกล้ข้างหูเธออีกครั้ง ในจังหวะที่มารดาของเธอกำลังก้าวถอยหลังด้วยความช็อก
“จำไว้นะรินรดา” เมฆากระซิบด้วยน้ำเสียงที่ดังก้องอยู่ในหัวเธอ “ความผิดบาปที่เธอเลือกวันนี้ จะเป็นสีสันที่สวยงามที่สุดในชีวิตของเธอ... หรือจะเป็นสีดำสนิทที่กัดกินหัวใจเธอไปตลอดกาล”
ทว่า ในขณะที่รินรดากำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของเมฆาก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงัน เขาหยุดชะงัก ก้มมองหน้าจอเพียงแวบเดียว แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับวูบไหวราวกับเปลวไฟที่ถูกพายุซัดกระหน่ำ เขาหันมามองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้าอย่างประหลาด
“ริน... เราคงไปได้ไกลแค่นี้” เขาปล่อยมือเธอทันที ก่อนจะรีบหันหลังเดินไปที่หน้าต่างแล้วกระโดดออกไปในความมืดของค่ำคืน ทิ้งให้รินรดายืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้อง ในขณะที่มารดาของเธอค่อยๆ กรีดร้องออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อเห็นภาพวาดใบหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้สมุดสเก็ตช์ ซึ่งเป็นภาพวาดใบหน้าที่แท้จริงของ 'บุคคลในอดีต' ที่เมฆาพยายามจะลืมมาตลอดชีวิต
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามดื่มด่ำไปกับรอยพู่กันของรินรดาในบทนี้ด้วยกันนะคะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 30
บทที่ 30
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!