"อย่าขยับ... ถ้าไม่อยากให้รอยเปื้อนสีบนเสื้อผ้าสวยๆ ของคุณกลายเป็นสีเลือด"
เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นจากด้านหลัง ชิดใกล้จนรินรดาสัมผัสได้ถึงไอเย็นของปลายโลหะที่แตะลงเบาๆ บนต้นคอ หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ความมืดมิดในสวนนิทรรศการไม่ได้น่ากลัวเท่ากับความรู้สึกที่ว่า 'โลก' ที่เธอเคยรู้จักกำลังพังทลายลงในพริบตา กลิ่นน้ำมันสนและสีน้ำมันจางๆ ที่คุ้นเคยของเมฆาจู่ๆ ก็ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้นของดินและกลิ่นสาบของเหล็ก
รินรดากลั้นหายใจ เธอพยายามเพ่งมองผ่านความมืด พยายามใช้สัญชาตญาณของจิตรกรที่เคยชินกับการมองหาแสงในเงา แต่ทว่า... คืนนี้กลับไม่มีแม้แต่แสงจันทร์ที่จะช่วยนำทาง
"คุณต้องการอะไร" รินรดาถาม เสียงของเธอสั่นเครือแต่ยังพยายามประคองสติให้มั่นคงที่สุด "ถ้าคุณคือคนที่ส่งจดหมายสีชาดนั่นมา... ก็แสดงตัวออกมาเถอะ อย่าเล่นเกมซ่อนหาในความมืดแบบนี้เลย"
ไม่มีคำตอบจากบุคคลปริศนา มีเพียงเสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนใบไม้แห้งรอบตัวเธอ มันดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเป็นการต้อนสัตว์เข้าสู่กรงขัง รินรดารู้สึกถึงหยาดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผม เธอหวนคิดถึงภาพวาดชิ้นล่าสุดที่เธอระบายสีลงไปบนผืนผ้าใบ... ภาพของหญิงสาวที่ยืนอยู่กลางพายุสีเทา เธอเพิ่งเข้าใจในวินาทีนี้เองว่า พายุนั้นไม่ได้อยู่บนผืนผ้าใบ แต่มันกำลังหมุนวนอยู่รอบตัวเธอในความเป็นจริง
ทันใดนั้น แสงไฟแฟลชจากกล้องถ่ายภาพตัวหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นกลางความมืด!
แสงสีขาวจ้านั้นเปลี่ยนภาพเหตุการณ์ให้กลายเป็นภาพนิ่งเสี้ยววินาที รินรดาเห็นเงาร่างคนสามคนสวมหน้ากากสีขาวเรียบเฉยยืนล้อมเธอไว้ และที่สำคัญที่สุด... เธอเห็นใครบางคนยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร คนที่ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ล่า แต่กลับยืนมองด้วยแววตาที่ว่างเปล่า... เมฆา
"เมฆา!" รินรดาร้องเรียก ความหวังเดียวของเธอพุ่งตรงไปที่เขา "ช่วยด้วย! เกิดอะไรขึ้น?"
เมฆายังคงนิ่งงัน แสงไฟที่สว่างขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีเผยให้เห็นสีหน้าของเขาที่เรียบเฉยจนน่าใจหาย เขาไม่ได้ถือพู่กันหรือสีเหมือนทุกครั้ง แต่ในมือเขากลับถือสมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่รินรดาจำได้แม่นว่ามันเป็นของ 'คนรักเก่า' ที่ล่วงลับไปแล้วของเขา
"ริน... เธอรู้ไหมว่าศิลปะที่สวยงามที่สุด ไม่ใช่การวาดภาพลงบนผ้าใบ" เสียงของเมฆาเรียบเย็นและห่างเหิน ราวกับเขากำลังอ่านบทกวีที่ไร้หัวใจ "แต่มันคือการบันทึกช่วงเวลาที่ทุกอย่างกำลังแตกสลาย... และตอนนี้ นิทรรศการของเธอกำลังจะเข้าสู่จุดพีคที่สวยงามที่สุดแล้ว"
"คุณหมายความว่ายังไง?" รินรดาตัวสั่นสะท้าน เธอเริ่มสัมผัสได้ว่าปลายโลหะที่คอของเธอถูกถอนออกไปแล้ว แต่กลับถูกแทนที่ด้วยฝ่ามือเย็นเยียบที่บีบต้นแขนเธอไว้แน่น
"ฉันเฝ้ามองสีที่จืดจางลงในใจของเธอมานานเกินไปแล้ว รินรดา" เมฆาก้าวเข้ามาใกล้ แสงไฟสลัวจากหน้าจอโทรศัพท์ของเขาส่องกระทบใบหน้า เขาไม่ได้มีแววตาของคนรัก แต่มีแววตาของนักวิจารณ์ที่กำลังจ้องมองผลงานศิลปะที่ตนเองมีส่วนร่วมในการทำลาย "ครอบครัวของเธอสอนให้เธอวาดภาพเพื่อความคาดหวัง แต่ฉัน... จะสอนให้เธอวาดภาพด้วยเลือดและรอยแผลที่แท้จริง"
คนกลุ่มนั้นถอยห่างออกไป ปล่อยให้รินรดายืนเผชิญหน้ากับเมฆาเพียงลำพัง ท่ามกลางสวนที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า รินรดารู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา เธอพยายามจะก้าวถอยหลัง แต่ขาของเธอกลับหมดแรงทรุดลงกับพื้นหญ้าที่เปียกชื้น
"นายทรยศฉัน..." รินรดากระซิบ น้ำตาเม็ดโตไหลรินลงมาอาบแก้ม "ตลอดเวลาที่ผ่านมา... นายแค่ต้องการใช้ฉันเป็นเครื่องมือในนิทรรศการบ้าๆ นี่เหรอ?"
เมฆาย่อตัวลงตรงหน้าเขา ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยหยาดน้ำตาของเธอเบาๆ สัมผัสนั้นแผ่วเบาหากแต่หนาวสั่นเข้าไปถึงกระดูก "ริน... คำว่า 'ทรยศ' มันใช้กับคนที่มีความไว้ใจให้กันตั้งแตแรก แต่สำหรับเรา... สิ่งที่เรามีมันคือ 'ข้อตกลง' ที่ต่างคนต่างลืมไปแล้วต่างหาก"
เขายื่นสมุดบันทึกเล่มนั้นให้เธอ หน้ากระดาษที่เปิดค้างไว้มีรูปวาดใบหน้าของเธอถูกขีดฆ่าด้วยสีแดงฉาน พร้อมข้อความเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ว่า 'บทเรียนที่ 32: การสูญเสียตัวตน คือจุดเริ่มต้นของสีที่แท้จริง'
"ถึงเวลาที่เธอจะต้องตัดสินใจแล้ว รินรดา" เมฆาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะชี้ไปที่ทางออกของสวนที่มีร่างคนปริศนาอีกกลุ่มหนึ่งกำลังยืนรออยู่ "จะยอมเป็นเพียงจิตรกรที่จืดจางอยู่ในกรอบของครอบครัวเธอต่อไป... หรือจะยอมให้ฉันพังทลายทุกอย่าง เพื่อที่เธอจะได้เป็นอิสระท่ามกลางเศษซากของความเจ็บปวดนี้?"
ทันใดนั้น เสียงไซเรนรถตำรวจก็ดังแทรกเข้ามาในความเงียบ พร้อมกับแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องเข้ามาในสวน เมฆาหันไปมองทางออกด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มให้รินรดา—ยิ้มที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกและอำนาจมืด
"ดูเหมือนแขกไม่ได้รับเชิญจะมาถึงก่อนเวลา... แต่ไม่ต้องห่วงนะริน ของขวัญชิ้นสุดท้ายของเธอยังวางอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทที่เธอสวมอยู่นั่นแหละ" เมฆากระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เธอต้องเบิกตากว้าง "ลองหยิบมันออกมาดูสิ... แล้วเธอจะรู้ว่า ทำไมฉันถึงต้องกลายเป็นปีศาจในเรื่องราวของเธอ"
มือของรินรดาสั่นระริกขณะล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ท และสิ่งที่เธอสัมผัสได้... ไม่ใช่พู่กันหรือสีอย่างที่เธอคุ้นเคย แต่มันคือปืนกระบอกเล็กสีดำสนิทที่ยังคงอุ่นด้วยไอความร้อนจากมือของใครบางคน!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านรอยพู่กันสีหม่นไปกับเดซี่นะคะ ไว้พบกันตอนหน้าค่ะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 32
บทที่ 32
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!