นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 41

บทที่ 41

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
“ถ้ารินอยากให้สีพวกนี้กลับมาสดใสเหมือนเดิม รินก็ต้องเลิกกลัวเงาของตัวเองก่อนค่ะ” เสียงของเมฆาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับอยู่ในสตูดิโอส่วนตัว กลิ่นสีน้ำมันจางๆ ที่ลอยอบอวลไม่ได้ทำให้รินรดารู้สึกผ่อนคลาย แต่กลับยิ่งเร่งเร้าให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ เธอถือพู่กันในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังผืนผ้าใบตรงหน้าที่ยังคงมีเพียงร่องรอยของสีเทาหม่นเป็นริ้วๆ ราวกับความทรงจำที่แตกสลาย “รินไม่ได้กลัวเงาของตัวเอง เมฆา...” รินรดาเอ่ยเสียงแผ่ว ลมหายใจของเธอติดขัดเล็กน้อย “รินแค่ไม่แน่ใจว่า... ถ้าวาดภาพที่เต็มไปด้วยความสุขออกมาจริงๆ แล้ว สุดท้ายมันจะจบลงด้วยความพังทลายเหมือนที่เคยผ่านมาไหม” เมฆาวางเกรียงผสมสีลงบนโต๊ะไม้ เสียงโลหะกระทบผิวไม้ดังเบาๆ แต่กลับสะท้อนก้องในความรู้สึกของหญิงสาว ร่างสูงโปร่งก้าวเดินเข้าหาอย่างช้าๆ ก่อนจะหยุดยืนเบื้องหลังจิตรกรสาว กลิ่นอายของยาสูบจางๆ ที่ปนกับกลิ่นละอองสีประจำตัวของเขาทำให้รินรดารู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าหาแรงโน้มถ่วงที่ไม่อาจต้านทาน “ความเจ็บปวดไม่ใช่เรื่องผิดบาปนะคะ” เมฆากระซิบข้างหู น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความนุ่มนวลทว่าหนักแน่นราวกับผืนดิน “แต่มันผิดถ้าเราใช้มันเป็นโซ่ตรวนขังตัวเองไว้ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า... รินรดา มองไปที่ภาพนั่นสิคะ ไม่ใช่ภาพที่รินกำลังวาดอยู่ตอนนี้ แต่เป็นภาพที่ริน ‘อยาก’ จะวาดจริงๆ ในวันที่รินไม่เหลือความหวาดกลัวอะไรอีกแล้ว” รินรดาหลับตาลง ภาพในหัวของเธอไม่ใช่ภาพทิวทัศน์ที่งดงามหรือแจกันดอกไม้ที่ไร้ที่ติ แต่มันคือภาพของแสงสีส้มทองที่อาบไล้บนใบหน้าของใครบางคน—ใบหน้าที่เธอกำลังโหยหาและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน เธอลืมตาขึ้นแล้วจุ่มพู่กันลงในสีเหลืองมัสตาร์ดเข้มข้น ก่อนจะตวัดมันลงบนผ้าใบอย่างรวดเร็ว เส้นสีตัดผ่านความหม่นหมองนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจความมืดมิด เมฆาขยับยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ความเงียบกลับมาครอบคลุมอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่กดดัน แต่มันคือความเงียบที่เต้นเร่าไปด้วยแรงปรารถนาที่ซ่อนอยู่ “รินกำลังพยายามจะหนีไปจากรอยพู่กันของตัวเอง” เมฆาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาขยับเข้าไปใกล้จนรินรดาสามารถรับรู้ได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา “รินรู้ใช่ไหมคะว่าทำไมรินถึงวาดภาพออกมาไม่ได้ดั่งใจ?” “เพราะเมฆา...” รินรดาตอบโดยไม่หันกลับมามอง “เพราะเมฆากำลังทำให้รินสับสน” “สับสน... หรือกำลังตระหนักได้ว่ารินไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกสีหม่นนี้นานเกินไปแล้ว?” เมฆาเอื้อมมือไปกุมมือของรินรดาที่กำลังถือพู่กันค้างอยู่ มือของเขาเย็นเยียบแต่กลับมีความอบอุ่นประหลาดแฝงอยู่ภายใต้สัมผัสนั้น รินรดาตัวแข็งทื่อ หัวใจของเธอเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก เธอรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลผ่านจากปลายนิ้วของเขามาสู่ร่างกายของเธอ “เมฆา... เราควรหยุด” “หยุดงั้นหรือคะ?” เขาโน้มตัวลงมาใกล้กว่าเดิม จนปลายจมูกเกือบสัมผัสกับพวงแก้มของเธอ “รินบอกว่าเราควรหยุด แต่หัวใจของรินที่กำลังเต้นแรงอยู่ในตอนนี้ มันไม่ได้บอกแบบนั้นนะคะ” บรรยากาศในสตูดิโอเริ่มเปลี่ยนไป ความร้อนผ่าวแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย รินรดาไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่าทุกการสัมผัสของเมฆากำลังปลดล็อกล็อคความทรงจำที่เธอพยายามฝังกลบไว้ ภาพของวันวาน ความสูญเสีย และความโดดเดี่ยวที่เธอเผชิญมาตลอดชีวิตดูเหมือนจะเลือนหายไปเมื่อมีเขาอยู่ตรงนี้ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาในโถงทางเดินด้านนอกก็ดังขึ้น ทำให้ทั้งสองสะดุ้งสุดตัวและผละออกจากกันแทบจะทันที ประตูสตูดิโอถูกผลักเข้ามาอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะบอกสัญญาณใดๆ ร่างของผู้ชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบที่รินรดาคุ้นเคยเป็นอย่างดีก้าวเข้ามา พร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและความผิดหวัง “พ่อ...” รินรดาอุทานเสียงหลง มือที่เปื้อนสีของเธอสั่นระริก “ฉันไม่คิดเลยว่าจะมาเห็นภาพแบบนี้... รินรดา” เสียงของชายผู้เป็นพ่อดังกังวาน ทรงอำนาจและเย็นเยียบ “แกเอาเวลาที่มีค่าของแกมาเสียไปกับคนประเภทนี้งั้นหรือ? คนที่ไม่มีอะไรติดตัวเลยนอกจากพู่กันราคาถูกและประวัติที่น่ารังเกียจเนี่ยนะ?” เมฆายืนนิ่ง ใบหน้าของเขากลับมาเรียบเฉยและลึกลับเช่นเดิม แววตาของเขาที่มองไปยังชายตรงหน้าไม่มีความเกรงกลัว แต่กลับมีความแค้นลึกๆ ที่รินรดาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วชายผู้เป็นพ่อก็หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทแล้วโยนมันลงบนโต๊ะไม้ใกล้กับภาพวาดของรินรดา “อ่านซะ... แล้วแกจะรู้ว่าไอ้คนที่แกกำลัง ‘มอบหัวใจ’ ให้เนี่ย แท้จริงแล้วมันคือคนที่ทำลายชีวิตครอบครัวของเรามาตลอดสิบปีที่ผ่านมา!” รินรดามองซองเอกสารสลับกับใบหน้าของเมฆา ความรู้สึกใจหายวาบแล่นผ่านไปทั่วร่างเมื่อเห็นแววตาของเมฆาที่วูบไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะดับแสงลง เธอค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมาด้วยหัวใจที่บีบคั้นราวกับจะหยุดเต้น ในขณะที่มืออีกข้างของเธอยังคงกำพู่กันเปื้อนสีสีหม่นเอาไว้แน่น ความลับที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มและผืนผ้าใบกำลังจะถูกเปิดเผยในวินาทีนี้ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของรินรดาและเมฆามาจนถึงตอนนี้นะคะ ดอกเดซี่ริมทาง
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%