เศษละอองสีอิลลูชันสีน้ำเงินเข้มและร่องรอยคราบอะคริลิกที่ยังไม่แห้งสนิทบนปลายพู่กันในมือของรินรดา ดูราวกับรอยแผลเป็นสดๆ ที่เพิ่งถูกกรีดลงบนผืนผ้าใบแห่งความเป็นจริง ความเงียบงันที่โรยตัวลงมาในสตูดิโอขนาดกะทัดรัดแห่งนี้ไม่ได้แปลว่าความสงบสุข หากแต่มันคือความอัดอั้นตันใจที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ เหมือนแรงดันในเตาหลอมแก้วที่ร้อนจัดจนแทบจะละลายทุกสิ่งรอบตัว
คุณหญิงมารศรีไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาในทันที ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าอันเย่อหยิ่งและผ่านโลกมามากกวาดมองผ่านร่างของลูกสาวคนเดียวไปหยุดนิ่งอยู่ที่ชายหนุ่มแปลกหน้า—เมฆา—ผู้ซึ่งยืนอยู่เคียงข้างรินรดาในระยะประชิด มือหนาของเขายังคงถือหลอดสีน้ำมันสีส้มอมแดงค้างไว้กลางอากาศ ราวกับจังหวะชีวิตของพวกเขาทั้งคู่ถูกหยุดเวลาไว้ด้วยปลายปากกาแห่งอำนาจมารดา
"รินรดา..." เสียงนั้นราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบเสียจนขนลุกเกรียว "นี่หรือคือผลงานที่ลูกใช้เวลาหมกมุ่นอยู่ในห้องนี้ตลอดสัปดาห์ ภาพวาดที่เหมือนขยะเปียกๆ และผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ที่ยืนทำตัวรุ่มร่ามอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของลูก"
"คุณแม่คะ..." รินรดาพยายามเปล่งเสียงออกไป แม้ลำคอจะแห้งผากและหัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก หญิงสาวขยับตัวจะก้าวเข้าไปหาผู้เป็นมารดา ทว่าแรงกดดันมหาศาลจากสายตานั้นทำให้ฝ่าเท้าเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น "นี่ไม่ใช่ขยะ... นี่คือตัวตนของรินค่ะ"
"ตัวตนงั้นหรือ?" คุณหญิงมารศรีแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ตระกูลของเราไม่เคยมีใครมีตัวตนที่ต่ำต้อยและไร้ระเบียบวินัยแบบนี้ ภาพวาดสีเปรอะเปื้อนอย่างไร้ทิศทาง กับผู้ชายที่แต่งตัวเซอร์ๆ ไร้หัวนอนปลายเท้าคนนี้ ลูกเอาอะไรมาแลกกับอนาคตที่แม่ปูทางไว้ให้ทั้งหมด"
เมฆาขยับตัวเล็กน้อย ความเงียบขรึมและลึกลับที่เคยห่อหุ้มตัวเขาไว้ไม่ได้ทำให้เขาลนลาน ชายหนุ่มวางหลอดสีในมือลงบนโต๊ะไม้ด้วยจังหวะที่นุ่มนวลและมั่นคง ก่อนจะหันมาสบตากับคุณหญิงมารศรีตรงๆ โดยไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย
"ศิลปะไม่ได้ถูกตีราคาด้วยชาติตระกูล หรือกรอบระเบียบที่คุณแม่พยายามขีดเส้นให้รินหรอกนะครับ" เมฆาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าทรงพลังอย่างประหลาด "รินรดากำลังค้นพบสีที่แท้จริงของตัวเอง สีที่ถูกซ่อนไว้ใต้กฎเกณฑ์จอมปลอมมาทั้งชีวิต"
คุณหญิงมารศรีหันขวับมามองเมฆา ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกท้าทายต่อหน้าลูกสาว "สามหีน! แกเป็นใคร ถึงกล้ามาสอนฉันเรื่องการอบรมสั่งสอนลูกสาว! ออกไปจากบ้านของฉันเดี๋ยวนี้ หรือจะให้ฉันเรียก รปภ. มาลากคอแกออกไป!"
"คุณแม่! อย่าทำแบบนี้นะคะ!" รินรดาพุ่งเข้าไปขวางระหว่างมารดาและชายหนุ่ม ดวงตากลมโตเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไม่ให้ไหลริน "พี่เมฆาไม่ได้ทำอะไรผิด เขาแค่... แค่เข้ามาช่วยให้รินกล้าที่จะจับพู่กันวาดในสิ่งที่อยากวาด!"
"ช่วยงั้นหรือ? รินรดา ลูกกำลังถูกคนนอกล้างสมอง!" คุณหญิงมารศชี้ปลายนิ้วสั่นเทาไปยังภาพวาดบนขาตั้ง "ภาพที่เละเทะพวกนี้มันสะท้อนความเหลวไหลของลูก! เอาล่ะ ถ้าลูกยังดึงดันจะคบหากับผู้ชายคนนี้ และยังทำตัวสำมะเลเทเมาอยู่กับงานศิลปะขยะนี่... ก็เตรียมตัวเก็บกระเป๋าออกไปจากตระกูลเราได้เลย แม่จะไม่ให้เงินสนับสนุนแกลเลอรีของลูกแม้แต่บาทเดียว และบัตรเครดิตทุกใบจะถูกระاتบตั้งแต่คืนนี้!"
คำประกาศิตนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจห้อง ความเงียบสงัดเข้าครอบงำอีกครั้ง แต่มันเป็นความเงียบที่หนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออก รินรดายืนตัวสั่นเทา ขอบตาร้อนผ่าว ความกลัวที่จะสูญเสียการยอมรับจากครอบครัวปะทะเข้ากับความโหยหาอิสรภาพในงานศิลปะที่เพิ่งได้ลิ้มลองอย่างรุนแรง
เมฆาสังเกตเห็นความลังเลและความหวาดกลัวที่ฉายชัดแววตาคู่สวยนั้น เขาเอื้อมมือมาแตะที่ไหล่บางเบาเบาๆ สัมผัสอุ่นซ่านจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดความมั่น
"ริน..." เมฆากระซิบแผ่วเบา ดวงตาคมกริมเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและลึกซึ้ง "อย่ากลัวที่จะสูญเสียภาพวาดที่ไร้สีสัน... เพื่อแลกกับการได้มีชีวิตของตัวเองจริงๆ"
รินรดาหันไปมองหน้าชายหนุ่ม หัวใจของเธอกำลังสั่นคลอนด้วยความรักและความซาบซึ้ง เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมเศษ
"ถ้าการเป็นลูกสาวที่สมบูรณ์แบบในสายตาแม่ หมายถึงการที่รินต้องตายทั้งเป็นในกรงทองที่แม่สร้างขึ้น..." รินรดาหันกลับไปสบตากับมารดา น้ำเสียงของเธอสั่นเครือแต่มั่นคงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "รินก็ยอมเลือกที่จะเดินออกจากกรงนั้นค่ะ... แม้ว่ามันจะแลกมาด้วยความยากลำบากก็ตาม"
คุณหญิงมารศรีหน้าถอดสีด้วยความตกใจและโกรธจัด ไม่คาดคิดว่าลูกสาวผู้เคยอ่อนแอและเชื่อฟังมาตลอดจะกล้าต่อปากต่อคำถึงเพียงนี้ "แก... นังเด็กอกตัญญู!"
เพี๊ยะ!
เสียงฝ่ามือกระทบแก้มขาวเนียนดังสนั่นหวั่นไหว รินรดาเซถอยหลังไปชนกับโต๊ะทำงานจนพู่กันและหลอดสีระเนระนาดหล่นกระจายเต็มพื้น แก้มข้างซ้ายขึ้นรอยแดงเป็นปื้น รสชาติเค็มปร่าของเลือดฝาดจางๆ แตกที่มุมปาก ทว่าหญิงสาวกลับไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นลูบมัน เธอยังคงยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเอง มองมารดาด้วยสายตาที่เจ็บปวดแต่ไร้ความหวาดกลัวอีกต่อไป
เมฆารีบก้าวเข้าไปประคองร่างของรินรดาไว้ทันที ดวงตาของเขาฉายแววดุดันขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นรอยแดงบนใบหน้าของหญิงสาว
"คุณล้ำเส้นเกินไปแล้วครับ" เมฆาเอ่ยเสียงต่ำ รังสีความเย็นชาแผ่ออกจากร่างจนคุณหญิงมารศรีต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความประหลาดใจในบรรยากาศรอบตัวเขา
"แก... แกมันตัวซวย!" คุณหญิงมารศรีชี้หน้าทั้งคู่ด้วยความเกรี้ยวกราด "จำคำฉันไว้ รินรดา ถ้าวันนี้เธอเดินออกไปจากบ้านหลังนี้ เธอจะไม่มีวันได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก และจำไว้ว่าเธอจะต้องเสียใจ!"
พูดจบคุณหญิงมารศรีก็สะบัดหน้าพรืดเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องไป ปิดประตูปังใหญ่จนผนังห้องสะเทือน เศษฝุ่นละอองสีร่วงหล่นลงมาจากชั้นวางของ ราวกับฉากละครชีวิตที่เพิ่งปิดม่านลงด้วยความร้าวฉาน
สตูดิโอเงียบสงบลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของรินรดา หยาดน้ำตาใสไหลอาบแก้มข้างที่ขึ้นรอยแดง เมฆาค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาที่ข้างแก้มให้อย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนที่สุด ราวกับเธอบอบบางยิ่งกว่าแก้วเจียระไน
"เจ็บมากไหมครับ..." เมฆากระซิบถาม ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น
รินรดาส่ายหน้าช้าๆ รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากทั้งๆ ที่ยังมีคราบน้ำตา "ไม่เจ็บค่ะ... รินไม่เคยรู้สึกโล่งขนาดนี้มาก่อนเลย"
บรรยากาศรอบตัวพวกเขาลดความตึงเครียดลง เหลือเพียงความใกล้ชิดที่ระอุอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ในพื้นที่ส่วนตัวแห่งนี้ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นหอมจางๆ ของสีน้ำมันผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของเมฆาทำให้หัวใจของจิตรกรสาวเต้นไม่เป็นจังหวะ มือหนาของเขาเลื่อนขึ้นประคองกรอบหน้าของเธออย่างทะนุถนอม สายตาคู่คมกริบมองลึกลงไปในดวงตากลมโต ราวกับกำลังอ่านบทกวีที่เขียนขึ้นจากความรู้สึกภายใน
ริมฝีปากของเมฆากำลังจะโน้มลงมาแตะสัมผัสกับเรียวปากอิ่มของเธอ เพื่อปลอบประโลมความเจ็บปวดทั้งหมดในค่ำคืนนี้
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นทางการ ขัดจังหวะความหวานซึ้งที่กำลังก่อตัวขึ้นในบรรยากาศ รินรดาสดุ้งตกใจเล็กน้อยและผละออกจากอ้อมแขนของเมฆาด้วยความประหลาดใจ ใครกันที่จะมาเคาะประตูสตูดิโอดึกดื่นป่านนี้ ในเมื่อคุณหญิงมารศรีเพิ่งจะเดินออกไป และเธอก็ตัดขาดจากโลกภายนอกแล้ว
เมฆาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บังร่างของรินรดาไว้ด้านหลังเล็กน้อยด้วยสัญชาตญาณการปกป้อง ก่อนจะเดินไปเปิดประตูสตูดิโอช้าๆ
แสงไฟจากโถงทางเดินสาดส่องเข้ามาภายในห้อง เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบเรียบร้อย ใบหน้าคมคายคุ้นตาที่รินรดาไม่ได้พบหน้ามานานแรมปี—"กรณ์"—อดีตคู่หมั้นหนุ่มผู้เพียบพร้อมที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในวันที่เธอประกาศถอนหมั้นเพื่อมาทุ่มเทให้งานศิลปะ
กรณ์กวาดสายตามองสภาพห้องที่เละเทะและคราบสีบนตัวรินรดาด้วยรอยยิ้มเย็นชา ก่อนจะหันมาสบตากับเมฆา และเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงในพริบตา
"ผมคงมาขัดจังหวะความรักโรแมนติกสินะครับ... แต่ดูเหมือนคุณกำลังจะมีปัญหาใหญ่กว่าเรื่องความรักซะอีกแล้วล่ะ รินรดา เพราะตอนนี้ตำรวจกำลังเดินทางมาที่นี่... ในข้อหาฆาตกรรมอำพราง"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแต่งแต้มสีสันไปพร้อมกับความรักอันงดงามนี้เสมอนะคะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 43
บทที่ 43
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!