รอยเปื้อนของสีน้ำมันสีเบอร์นาเบิร์นเซีย (Burnt Sienna) บนปลายนิ้วของรินรดาไม่ได้ให้ความรู้สึกอุ่นใจเหมือนเช่นเคย มันแห้งกรังและตึงผิว ราวกับคราบน้ำตาที่ถูกปล่อยให้แห้งไปตามกาลเวลาโดยไม่มีใครซับให้
กลิ่นทินเนอร์จางๆ ในห้องสตูดิโอแคบๆ นี้คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายความอึดอัดที่สะสมมาหลายชั่วโมอง โต๊ะทำงานไม้สักตัวเก่าถูกรบกวนด้วยแรงกระแทกเบาๆ จากซองเอกสารสีน้ำตาลที่ถูกโยนลงมา—มันไม่ใช่จดหมายรัก หรือบทกวีจากภาพวาด แต่เป็นข้อตกลงและเงื่อนไขจากทางบ้านที่ถูกส่งตรงมาเพื่อย้ำเตือนว่า โลกแห่งความจริงสีหม่นกำลังพยายามดึงเธอกลับไป
รินรดาจ้องมองซองเอกสารนั้นราวกับมันเป็นสัตว์พิษ ร่างบางในเสื้อเชิ้ตลินินสีครีมสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เป็นเพราะความรู้สึกเคว้งคว้างที่กำลังกัดกินหัวใจ ภาพวาดผ้าใบขนาดใหญ่ตรงหน้าซึ่งควรจะเต็มไปด้วยจังหวะชีวิตและการเติบโต กลับถูกทิ้งให้ค้างคาไว้ในโทนสีเทาหม่น—สีที่เธอเกลียดชังที่สุด แต่กลับเป็นสีเดียวกับที่ครอบครัวของเธอยอมรับ
ประตูสตูดิโอถูกผลักเปิดออกช้าๆ โดยปราศจากเสียงเคาะ เมฆาก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเธอด้วยฝีเท้าเงียบงันเช่นเคย เสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำเซอร์ๆ และเรือนผมหยักศกที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยทำให้เขาดูเหมือนหลุดออกมาจากภาพสเกตช์ถ่านที่ยังไม่สมบูรณ์ ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่หน้ากรอบประตู กวาดสายตาคมกริบมองสำรวจบรรยากาศตึงเครียดภายในห้อง ก่อนที่ดวงตาคู่คมคู่นั้นจะสะดุดเข้ากับซองเอกสารบนโต๊ะ
"ถ้าคุณเลือกที่จะเซ็นชื่อลงไปในกระดาษแผ่นนั้น..." เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของเมฆาดังขึ้น ทำลายความเงียบงันราวกับใบมีดบาดอากาศ "คุณก็แค่กำลังวาดภาพซ้ำในกรอบที่คนอื่นขีดไว้ให้... รินรดา มันไม่ใช่ภาพของคุณอีกต่อไปแล้ว"
รินรดาเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตที่รื้นไปด้วยหยาดน้ำใสไหวระริก เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกแน่นในลำคอ ปลายพู่กันในมือสั่นระริกจนควบคุมไม่ได้
"แล้วคุณจะให้ฉันทำอย่างไรล่ะคะ เมฆา..." เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือ "คุณก็รู้ว่าฉันไม่ออกจากกรอบนี้ได้ง่ายแค่ไหน โลกของฉัน... มันไม่ได้อิสระเหมือนโลกของคุณ สีของฉันมันจืดจางลงทุกทีจนฉันแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใคร"
เมฆาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว ฝีเท้าของเขามั่นคงและหนักแน่น ราวกับต้องการเป็นพื้นดินให้หญิงสาวที่กำลังจะจมดิ่ง เขาหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นอายเฉพาะตัวของเขา—กลิ่นฝนจางๆ และกลิ่นสีน้ำมัน—อบอวลอยู่รอบตัวเธอ ชายหนุ่มเอื้อมมือหนาออกมาช้าๆ ปลายนิ้วกร้านจากการจับพู่กันมานานแตะเบาๆ ที่ข้อมือข้างที่สั่นเทาของเธอ
สัมผัสนั้นไม่ได้ร้อนผ่าว แต่มีความนุ่มนวลลึกล้ำที่ทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบ
"อย่ามองโลกผ่านกระจกที่คนอื่นพ่นสีทับสิครับ..." เมฆาเปลี่ยนสรรพนามและน้ำเสียงให้ละมุนขึ้น แววตาที่เคยเย็นชาในตอนแรกบัดนี้เต็มไปด้วยความลึกซึ้งและห่วงใย "มองฉันสิ... รินรดา มองลึกลงไปในดวงตานี้ สีที่แท้จริงของคุณไม่ได้หายไปไหน มันแค่ซ่อนอยู่ใต้รอยพู่กันสีหม่นที่พวกเขากลัวจะเปื้อนมือต่างหาก"
หัวใจของรินรดากระตุกแรง คำพูดของเขาเปรียบเสมือนพู่กันวิเศษที่แตะลงบนกลางใจ เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา เนตรสีเข้มของชายหนุ่มสะท้อนภาพเงาของเธอ—ผู้หญิงที่อ่อนแอ หวาดกลัว แต่ก็โหยหาอิสรภาพอย่างที่สุด
"แต่ถ้าฉันเลือกที่จะเดินออกไป..." เสียงกระซิบของเธอเบาหวิว "ฉันอาจจะไม่เหลืออะไรเลย..."
"คุณจะมีฉัน..." เมฆาตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องคิด น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่หนักแน่นจนน่าใจหาย "และคุณจะมีสีสันในแบบที่เป็นของคุณเอง ไม่ใช่สีที่ใครกำหนด"
บรรยากาศในห้องเงียบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นระรัวแข่งกับเสียงฝนโปรยปรายด้านนอก เมฆาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนหน้าผากของเขากับเธอแทบจะชิดกัน ความใกล้ชิดที่บีบคั้นหัวใจทำให้รินรดาลืมเรื่องซองเอกสารบนโต๊ะไปชั่วขณะ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดรินอยู่เหนือริมฝีปากของเธอ ความรู้สึกโหยหาและหวาดกลัวตีรวนกันอยู่ในอกราวกับพายุหมุนสีเทาที่กำลังถูกละลายด้วยแสงสีทองอ่อนๆ ของรุ่งอรุณที่ปลายขอบฟ้า
ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะเคลื่อนเข้าหาเพื่อปิดช่องว่างระหว่างกัน เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—มันไม่ใช่เสียงเคาะที่เป็นมิตร แต่เป็นจังหวะที่หนักแน่นและคุ้นเคยเกินไป
รินรดาสะดุ้งเฮือก ผนلถอยหลังออกจากเมฆาทันทีราวกับถูกไฟลวก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเงาร่างของใครบางคนทาบทับผ่านกระจกฝ้าของประตูสตูดิโอ
ประตูกลอนหมุนเปิดออกพร้อมกับร่างของ "คุณหญิงศจี" มารดาผู้ทรงอิทธิพลและถือความเด็ดขาดเป็นสรณะ ก้าวเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าเรียบเฉยเย็นชา สายตาคมกวาดมองคนทั้งสองที่ยืนอยู่ใกล้กันเกินควร ก่อนจะหยุดนิ่งที่ซองเอกสารบนโต๊ะ
"แม่บอกลูกแล้วนี่คะ รินรดา..." น้ำเสียงเรียบเย็นแต่ทรงอำนาจดังขึ้นบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ว่าอย่าเอาเวลาไปคลุกคลีกับสิ่งไร้อนาคต... และคนนอกที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า"
เมฆาหันไปเผชิญหน้ากับผู้มาใหม่ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย รังสีความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาอีกครั้งเพื่อปกป้องหญิงสาวข้างกาย
ก่อนที่รินรดาจะทันได้เปล่งเสียงปฏิเสธ คุณหญิงศจีก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาหน้าจอแสดงภาพข่าวหน้าหนึ่งของแกลเลอรีชื่อดัง พร้อมกับประกาศิตที่เฉียบขาดราวกับคมมีด
"เลือกเอา... ระหว่างกลับไปรับตำแหน่งผู้บริหารตระกูล พร้อมกับชื่อเสียงที่แม่สร้างไว้ให้ หรือจะปล่อยให้แกลเลอรีและภาพวาดทั้งหมดของนายเมฆาถูกยึดใบอนุญาตภายในวันนี้!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและระบายสีหัวใจไปพร้อมกับตัวละครในทุกๆ บทตอนนะคะ ดอกเดซี่ริมทางซาบซึ้งในความรักและแรงสนับสนุนที่มีให้กันเสมอมาค่ะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 44
บทที่ 44
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!