ปลายพู่กันขนมิ้งค์เบอร์สิบสองถูกกดลงบนเนื้อกระดาษอาร์ตสยองขวัญ—ไม่ใช่ความน่ากลัวเชิงสยองขวัญสั่นประสาท หากแต่เป็นความน่ากลัวแบบที่บีบเค้นหัวใจจนแทบหยุดเต้น เมฆาไม่ได้แตะสีน้ำมันราคาแพงในหลอดอะลูมิเนียมนำเข้าจากปารีสมาสามวันแล้ว ตั้งแต่ค่ำคืนที่รินรดาเดินจากออกไปพร้อมกับคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนอยู่บนพวงแก้มขาวเนียนราวกับกลีบดอกไม้โดนฝนซัด
กลิ่นเทอร์pentine และกลิ่นอับชื้นของห้องสตูดิโอใต้ถุนตึกเก่าในย่านทรงวาดลอยอวลผสมปนเปกับฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างยามต้องแสงนีออนสีตุ่น ๆ จากภายนอก
“คุณริน... คุณไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าความว่างเปล่ามันหน้าตาเป็นอย่างไร”
เสียงพึมพำลอดผ่านริมฝีปากแห้งผากของชายหนุ่ม เขาตวัดข้อมืออย่างรวดเร็ว สีอะคริลิกสีดำสนิท ไร้ซึ่งประกายเงาถูกป้ายทับลงไปกลางผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่เคยถูกร่างไว้ด้วยภาพทิวทัศน์ยามเย็นอันงดงาม ตอนนี้มันถูกกลบฝังด้วยความมืดมิดราวกับสุสาน ไร้ซึ่งร่องรอยของความหวัง ราวกับต้องการลบตัวตนของความทรงจำทั้งหมดให้หายไปจากโลกใบนี้
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องพักสี่เหลี่ยมแคบ ๆ บนอพาร์ตเมนต์ย่านเจริญกรุง รินรดากำลังนั่งกอดเข่าอยู่หน้ากระจกเงาบานเก่าที่ขอบเริ่มขึ้นสนิม ดวงตาคู่สวยบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักติดต่อกันหลายชั่วโมง บนโต๊ะเครื่องแป้งมีพู่กันและหลอดสีที่กระจัดกระจายราวกับผ่านสนามรบ ภาพร่างพอร์เทรตของเมฆาที่เธอใช้เวลาวาดติดต่อกันสามวันเต็มถูกวางคว่ำหน้าไว้ เธอไม่กล้าแม้แต่จะมองมันอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ปลายพู่กันสัมผัสลงบนกระดาษ ภาพรอยยิ้มจาง ๆ ของเขาในวันวานกลับกรีดลึกลงมาที่กลางใจ จนเธอไม่รู้ว่ารอยแผลนี้เกิดขึ้นจากความรักหรือความเจ็บปวดกันแน่
เสียงเคาะประตูกระชั้นชิดดังขึ้นสามครั้งติด ๆ กัน ทำให้รินรดาสสะดุ้งสุดตัว
“คุณรินคะ! เปิดประตูให้หน่อยค่ะ ดิฉันเอง... นภัสสร”
เสียงร้อนรนของเพื่อนสนิทและผู้จัดการส่วนตัวลอดผ่านบานไม้เก่า ๆ เข้ามา รินรดาลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนแทบรับน้ำหนักตัวเองไม่ไหว เธอบิดลูกกลอนแล้วดึงประตูเปิดออก
นภัสสรไม่ได้เข้ามามือเปล่า ในมือถือซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะ ใบหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความตึงเครียดและหวาดหวั่นอย่างที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน
“เกิดเรื่องแล้วค่ะคุณริน...” นภัสสรกวาดสายตาเข้ามาในห้อง ก่อนจะปิดประตูกลอนลงอย่างแน่นหนา “มีคนส่งพัสดุลึกลับไปที่หอศิลป์... มันจ่าหน้าถึงคุณ และ... และข้างในนั้นมีภาพวาดสีน้ำมันชิ้นหนึ่ง ที่พวกนักวิจารณ์ศิลปะกำลังฮือฮากันในกลุ่มลับออนไลน์ตอนนี้ค่ะ”
รินรดาขมวดคิ้วแน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความสังหรณ์ใจที่แปลกประหลาด “ภาพอะไรคะนภัส? รินไม่ได้ส่งภาพอะไรไปจัดแสดงช่วงนี้นะคะ”
นภัสสรกัดริมฝีปาก ลังเลอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะยื่นซองเอกสารนั้นให้ “ไม่ใช่ภาพของคุณค่ะ... แต่มันเป็นภาพของ ‘คุณเมฆา’... และสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ บนผืนผ้าใบผืนนั้น มีรอยเลือดจริง ๆ ปนเปื้อนอยู่กับสีน้ำมัน และที่มุมขวาล่างของภาพ มีลายเซ็นของคุณกำกับอยู่ด้วยค่ะ!”
ดวงตาของรินรดาเบิกกว้าง ลมหายใจสะดุดกmลงไปในลำคอ สมองขาวโพลนจนแทบคิดอะไรไม่ออก
*ลายเซ็นของเธอ? เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อเธอไม่เคยแม้แต่จะแตะต้องภาพนั้น?*
“ริน... รินไม่ได้ทำนะคะ” เสียงของรินรดาสั่นพร่า น้ำตาที่เพิ่งแห้งเหือดกลับเอ่อล้นขึ้นมาคลอเบ้าอีกครั้ง “รินไม่ได้วาดภาพนั้น... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!”
“ดิฉันรู้ว่าคุณรินไม่ได้ทำค่ะ” นภัสสรเอื้อมมือมาจับไหล่ที่สั่นเทาของเพื่อนสาวไว้แน่น “แต่ปัญหาคือ ตอนนี้ตำรวจและสื่อมวลชนกำลังตามหาตัวคุณเมฆาให้วุ่น เพราะมีรายงานว่าสตูดิโอของเขาถูกพบในสภาพที่ไร้เงาเจ้าของ... และข้าวของภายในห้องถูกทำลายจนย่อยยับ ไม่มีใครติดต่อเขาได้เลยมาสิบสองชั่วโมงเต็มแล้วค่ะ!”
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ รินรดาผุดลุกขึ้นคว้ากระเป๋าและเสื้อโค้ทตัวยาวอย่างไร้สติ ภาพความทรงจำครั้งสุดท้ายที่เธอเห็นดวงตาคู่นั้นมองมาที่เธอ—ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและการยอมจำนน—พรั่งพรูเข้ามาในหัว
“เมฆา...” เธอพึมพำชื่อนั้นออกมาเบาหวิว ราวกับเสียงกระซิบที่ถูกพัดหายไปกับสายลม
รินรดาก้าวถอยหลังออกไปจากห้อง ทิ้งภาพวาดพอร์เทรตที่คว่ำหน้าอยู่เบื้องหลัง วิ่งฝ่าความมืดของค่ำคืนออกไปโดยไม่สนใจเสียงทักท้วงของนภัสสรแม้แต่น้อย ปลายทางของเธอมีเพียงสิ่งเดียว—สตูดิโอใต้ถุนตึกเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่ที่ทุกอย่างเริ่มต้น และอาจเป็นสถานที่ที่ทุกอย่างต้องจบลง
รถแท็กซี่แล่นฝ่าสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาปรอย ๆ ทัศนียภาพนอกกระจกมัวซัวไปด้วยหยดน้ำ รินรดานั่งกุมมือตัวเองแน่น ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจากปลายนิ้วเข้าสู่ขั้วหัวใจ เธอกลัว... กลัวเหลือเกินว่าเมื่อไปถึงที่นั่น เธอจะไม่หลงเหลือโอกาสแม้แต่จะเอ่ยคำว่า ‘ขอโทษ’ ออกมาอีก
เมื่อรถจอดสนิทที่หน้าตึกเก่า รินรดาผลุนผลันลงจากรถโดยไม่รอเงินทอน เธอก้าววิ่งขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ากลัวในความมืด กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเทอร์pentine ที่คุ้นเคยโชยมาเตะจมูกทันทีที่เธอมาหยุดอยู่หน้าประตูสตูดิโอของเมฆา
บานประตูไม้สักเก่า ๆ เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยปาดของสีดำสนิท มันไม่ได้ล็อก... มันถูกแง้มเปิดไว้เพียงเล็กน้อย ราวกับกำลังรอคอยให้ใครบางคนผลักเข้ามาเผชิญหน้ากับความจริง
รินรดยกมือขึ้นสั่นเทา ผลักบานประตูนั้นให้เปิดออกกว้างขึ้นอย่างช้า ๆ
แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟดวงเดียวที่ห้อยต่องแต่งกลางห้องสาดส่องลงมาที่พื้น สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาของเธอไม่ใช่ผืนผ้าใบสีดำทึบที่ตั้งอยู่กลางห้อง หากแต่เป็นร่างสูงโปรดของเมฆากำลังยืนหันหลังให้ เธอมองเห็นรอยเปื้อนสีแดงฉานคล้ายหยดเลือดเปรอะเปื้อนอยู่ที่ปลายเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขา และในมือข้างขวาของชายหนุ่ม... เขากำลังถือพู่กันขนมิ้งค์ที่ชุ่มโชกไปด้วยของเหลวสีเข้มข้นหยดติ๋งลงสู่พื้นเบื้องล่าง
“เมฆาคะ...” รินรดาเปล่งเสียงเรียกออกไปอย่างยากลำบาก ลมหายใจสะดุดติดอยู่ที่ริมฝีปาก
ร่างสูงหยุดชะงัก ชายหนุ่มค่อย ๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเธออย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่คมลึกล้ำที่เคยอบอุ่น บัดนี้กลับว่างเปล่าไร้ประกายแสงใด ๆ ทว่าสิ่งที่ทำให้รินรดาต้องกรีดร้องออกมาในลำคอจนแทบสิ้นสติ คือรอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้น พร้อมกับถ้อยคำกระซิบแผ่วเบาที่ลอยละล่องมาในความเงียบงัน
“คุณมาสายไปนิดเดียวนะครับรินรดา... ภาพวาดชิ้นสุดท้ายของเรา เพิ่งจะแห้งสนิทไปเมื่อกี้นี้เอง”
***
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและระบายสีหัวใจไปพร้อมกับตัวละครในทุกๆ บทตอนนะคะ ดอกเดซี่ริมทางซาบซึ้งในความรักและแรงสนับสนุนที่มีให้กันเสมอมาค่ะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 46
บทที่ 46
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!