กลิ่นน้ำมันสนและอครีลิคเจือจางลอยอบอวลอยู่ในอากาศ คล้ายกลิ่นอายของความทรงจำที่ยังไม่แห้งสนิท รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าผืนผ้าใบขนาดใหญ่ ปลายพู่กันเบอร์สิบในมือสั่นเทาเล็กน้อย หยดสีครามเข้มเกือบดำหยดลงบนพื้นผ้าใบสีขาวโพลนราวกับรอยแผลเป็นที่ไม่มีใครตั้งใจให้เกิด
"คุณกำลังทำลายมัน... ริน"
เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของห้องสตูดิโอ เมฆาก้าวออกมาจากเงาสลัว แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟเปลือยส่องกระทบสันจคมและดวงตาคู่นคมที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาไม่ได้เดินเข้ามาใกล้ เธอยังคงรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยราวกับเส้นสมมติที่พวกเขากีดกันกันและกันมาตลอด
รินรดาไม่หันไปมอง เธอจดจ้องอยู่กับรอยด่างสีครามนั้น หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับมีใครกำลังเคาะกลองอยู่ในอก ความกดดันจากภาพวาดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในชีวิต และสายตาคาดหวังของครอบครัวที่คอยกดทับ ทำให้สีสันในหัวใจของเธอเริ่มซีดเซียวลงทุกที
"มันพังตั้งแต่แรกแล้วต่างหากล่ะคะ... เมฆา" รินรดาเอ่ยเสียงแผ่วเบา สำเนียงสั่นพร่าเจือความน้อย
"คุณคิดว่าศิลปะคือการพยายามซ่อนรอยแผล หรือคือการยอมรับว่าเราเจ็บปวดกันแน่?" เมฆาถามกลับ น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนาแต่ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ เขาขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นกายผสมผสานกับกลิ่นชาเขียวอุ่นๆ ที่เขาโปรดปรานโชยมาแตะจมูก
รินรดากำด้ามพู่กันในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ภาพอดีตวันที่เธอต้องแบกรับความคาดหวังของมารดา—ผู้ต้องการให้งานศิลปะของเธอเป็นสินค้าที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ—ไหลย้อนกลับมาทำร้ายเธออีกครั้ง สีพาสเทลที่สวยงามแต่ไร้จิตวิญญาณเหล่านั้น คือสิ่งที่เธอถูกบังคับให้วาดมาตลอดชีวิต จนกระทั่งเธอได้พบกับเมฆา ผู้ชายที่สอนให้เธอรู้จักใช้สีเทา สีดำ และสีหม่น เพื่อบอกเล่าความจริงอันเจ็บปวด
"ฉันเหนื่อย..." รินรดาหันกลับมาสบตาเขา น้ำตาเอ่อคลอหน่วยดวงตากลมโต "ฉันเหนื่อยกับการต้องวาดภาพให้คนอื่นมีความสุข ทั้งที่ข้างในของฉันมันว่างเปล่าเหลือเกินค่ะ"
เมฆานิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ แววตาที่เคยแข็งกร้าวและห่างเหินไหววูบลงชั่วขณะ เขารู้ดีว่าความเจ็บปวดจากการสูญเสียมันเป็นอย่างไร และเขาก็รู้ดีว่ารินรดากำลังแบกรับสิ่งใดอยู่ มือหนาเอื้อมออกไป ปลายปลายนิ้วอุ่นแตะเบาๆ ที่หลังมือของรินรดาซึ่งกำลังถือพู่กันอยู่ สัมผัสที่คุ้นเคยนั้นทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด
"ถ้างั้น... ก็หยุดวาดเพื่อคนอื่นเสียทีสิคะ" เมฆากระซิบชิดริมหู น้ำเสียงอ่อนโยนลงอย่างประหลาด "วาดเพื่อตัวคุณเอง... วาดความเจ็บปวด ความโกรธ หรือแม้แต่ความกลัวที่คุณมี ออกมาให้หมดบนผืนผ้านี้สิ ริน"
คำพูดนั้นราวกับค้อนที่ทุบลงบนกำแพงน้ำแข็งในใจของรินรดา รอยร้าวแตกกระจาย น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบหลังมือของเขา เมฆาไม่ถอยหนี เขากลับกุมมือเธอแน่นขึ้น นำพาปลายพู่กันที่เปื้อนสีครามให้ลากยาวไปบนผืนผ้าใบอย่างไร้ทิศทาง สีผสมผสานกันอย่างบ้าคลั่ง ทั้งสีแดงฉานราวกับเลือด สีเหลืองหม่น และสีดำสนิทที่กลืนกินทุกสิ่ง แต่มันกลับทรงพลังและงดงามอย่างประหลาด งดงามราวกับบทกวีแห่งความร้าวราน
พวกเขายืนแนบชิดกันท่ามกลางกลิ่นสีและคราบน้ำตา ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันและกัน ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ รินรดารู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจของอีกฝ่ายที่เต้นรัวไม่แพ้กัน ดวงตาคมกริบของเมฆามองริมฝีปากของเธอก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตา ความรู้สึกโหยหาที่ต่างฝ่ายต่างเก็บงำไว้ตลอดหลายเดือนเริ่มปะทุขึ้นราวกับเปลวเพลิงที่ถูกสุมด้วยเชื้อไฟ
เมฆาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด มืออีกข้างยกขึ้นประคองแก้มเนียนนุ่มของเธออย่างทะนุถนอม ปลายนิ้วเกลี่ยหยดน้ำตาออกจากพวงแก้มแผ่วเบา รินรดาหลับตาลงรับสัมผัสอันอ่อนโยนนั้น หัวใจของเธอยอมจำนนต่อความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำใดมานิยาม
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของพวกเขากำลังจะทาบทับเข้าหากัน เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงในเสี้ยววินาที
"รินรดา! ลูกอยู่ในนั้นใช่ไหม เปิดประตูให้แม่เดี๋ยวนี้!"
เสียงตะโกนจากมารดาของเธอที่ดังลอดเข้ามาจากด้านนอก ทำให้รินรดาสดุ้งสุดตัวและผลักเมฆาออกห่างทันที สีหน้าของเธอซีดเผือดลงในพริบตา ความหวาดกลัวต่อกรอบเกณฑ์และคำพิพากษาของครอบครัวกลับมาเกาะกุมหัวใจอีกครั้ง เมฆาถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าของเขากลับมาเรียบเฉยและเย็นชาดังเดิมราวกับกำแพงน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นใหม่
รินรดากวาดสายตามองผืนผ้าใบที่เพิ่งถูกแต่งแต้มด้วยอารมณ์ดิบเถื่อนและจริงแท้ของเธอ ก่อนจะหันไปมองเมฆาที่มีแววตาซับซ้อนยากจะคาดเดา
"อย่าเปิด..." เมฆาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความเวทนาบางอย่าง "ถ้าคุณเปิด... ทุกอย่างที่เราสร้างขึ้นมาวันนี้จะถูกลบหายไปอีกครั้ง"
เสียงทุบประตูด้านนอกรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงเรียกชื่อเธอซ้ำๆ รินรดายืนอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความกล้าหาญที่จะเป็นตัวของตัวเอง กับความขลาดเขินที่จะต้องยอมจำนนต่อพันธนาการเดิมๆ เธอมองมือตนเองที่ยังเปื้อนสีครามเข้ม ก่อนจะตัดสินใจหันไปจับลูกบิดประตูด้วยมือที่สั่นเทา
กึก... เสียงปลดล็อกประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมระบายสีความรู้สึกนี้ไปกับตัวละครนะคะ ดอกเดซี่ริมทางซาบซึ้งใจยิ่งนักค่ะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 47
บทที่ 47
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!