กลิ่นอายน้ำมันสนและอครีลิกแห้งกรังคละคลุ้งอยู่ในความเงียบงันของห้องสตูดิโอ รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่ถูกละเลงด้วยโทนสีเทาหม่นและสีครามเข้ม ราวกับท้องฟ้าในคืนเดือนดับ
ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่เธอถือพู่กันเบอร์ศูนย์ไว้มั่น หยดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาคลอหน่วยดวงตาคู่สวยไม่ได้ไหลร่วงลงมา แต่มันทำลายโฟกัสของภาพวาดเบื้องหน้าให้พร่าเลือนจนหัวใจของเธอเจ็บแปลบ
"คุณกำลังทำลายตัวเองด้วยสีพวกนั้นอีกแล้วนะ ริน..."
เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าของเมฆาดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง เขาไม่ได้ก้าวเข้ามาใกล้ เธอยังคงสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากสายตาคู่คมที่มองทะลุแผ่นหลังของเธอมาเนิ่นนาน
รินรดาไม่หันกลับไปมอง เธอแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข
"แล้วจะให้ฉันใช้อะไรเล่า เมฆา? สีสันสดใสที่คุณพยายามยัดเยียดให้มันมีความหมาย มันเป็นแค่เรื่องโกหก... โลกของฉันไม่มีสีเหลืองของดอกทานตะวัน ไม่มีสีชมพูของกลีบกุหลาบ มีแค่รอยเปื้อนของความล้มเหลวที่แม่ขีดเขียนไว้บนชีวิตฉันต่างหาก"
เมฆากัดกรามแน่นจนสันนูนขึ้นชัดเจน เขาขยับกายก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว ย่างก้าวของเขาเงียบเชียบราวนักล่า แต่แววตาที่มองจิตรกรสาวกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้งที่ถูกเก็บงำไว้ใต้ความเงียบขรึม
"คุณจำไม่ได้จริงๆ หรือริน..." เมฆาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้เสียจนเธอได้กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของเขา "ภาพวาดสีหม่นพวกนี้... ไม่ได้เกิดจากความคาดหวังของใคร แต่มันเกิดจากความกลัวที่คุณสร้างขึ้นมาเอง กลัวที่จะมีความสุข กลัวที่จะยกโทษให้ตัวเอง... เหมือนกับตอนที่ฉันสูญเสียทุกคนไป ฉันก็เคยขังตัวเองไว้ในความมืดแบบที่คุณกำลังทำอยู่ไม่มีผิดเพี้ยน"
คำพูดนั้นราวกับมีดปลายแหลมที่กรีดลงกลางใจ รินรดากำด้ามพู่กันในมือแน่นจนข้อต่องนิ้วขาวซีด
เธอกลั้นหายใจ หันขวับกลับไปเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ความโกรธ ความอัดอั้น และความโหยหาปะปนกันอยู่ในห้วงอารมณ์ที่สั่นไหวของคนทั้งคู่
"อย่าเอาอดีตของคุณมาเทียบกับฉัน!" รินรดาตวาดเสียงสั่น น้ำตาที่กลั้นไว้หยดเผาะลงบนหลังมือ "คุณยังมีสิทธิ์เลือก... แต่ฉันถูกกำหนดไว้หมดแล้ว! แม่ขีดเส้นทางให้ฉันเดิน พ่อขีดกรอบให้ฉันอยู่ แล้วคุณล่ะ? คุณเข้ามาทำไมในชีวิตที่พังๆ ของฉัน ถ้าสุดท้ายแล้วคุณก็ทำได้แค่ยืนมองฉันจมดิ่งลงไป!"
เมฆาไม่หลบสายตา ความเงียบโรยตัวลงมาครู่ใหญ่ ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือหนาขึ้นมาสัมผัสกรอบหน้าเนียนนุ่มของเธออย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วหยาบกร้านปาดหยดน้ำตาที่แก้มใสออกให้อย่างทะนุถนอม ราวกับเธอบอบบางเสียจนหากออกแรงมากกว่านี้เธอจะแตกสลายคามือ
สัมผัสนั้นทำให้ลมหายใจของรินรดาสะดุด ร่างกายที่เคยเกร็งขืนค่อยๆ อ่อนยวบลงอย่างห้ามไม่ได้ ความอุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามาเยียวยาความหนาบเหน็บในอก เธอกะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่ม่านน้ำตา มองลึกเข้าไปในดวงตาสสีนิลของชายหนุ่มที่สะท้อนเงาของเธออยู่เพียงผู้เดียว
"เพราะฉันมองเห็นคุณไง..." เสียงกระซิบของเมฆานุ่มนวลราวกับบทกวีที่ร้อยเรียงในคืนไร้ดาว "ต่อให้โลกรอบตัวคุณจะสาดสีเทาลงมามากแค่ไหน ริน... สำหรับฉันแล้ว ทุกรอยพู่กันที่คุณวาดออกมา แม้แต่รอยเปื้อนที่เลวร้ายที่สุด มันก็ยังคงงดงามในสายตาของฉันเสมอ"
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ความรู้สึกโหยหาที่พยายามกดทับไว้พรั่งพรูขึ้นมาจุกที่ลำคอ ริมฝีปากของเธอเผยอขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะเอื้อนเอ่ยบางคำพูด แต่ยังไม่ทันที่เสียงใดจะหลุดลอด เมฆาก็โน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนลมหายใจอุ่นร้อนปะปนกัน
กลิ่นอายของความใกล้ชิดดึงดูดทั้งสองเข้าหากันราวกับแรงโน้มถ่วงของจักรวาล เมฆาชะงักเล็กน้อยเพื่อให้เวลาเธอปฏิเสธ แต่รินรดากลับเป็นฝ่ายหลับตาลง ยอมจำนนต่อความรู้สึกที่โหยหามานานแสนนาน
ริมฝีปากของเขาทาบทับลงมาอย่างนุ่มนวลและลึกซึ้ง มันไม่ใช่จูบแห่งความเร่าร้อน แต่เป็นบทเพลงบรรเลงความเจ็บปวดที่ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน รินรดาผ่อนลมหายใจออกทางจมูก มือเรียวที่เคยถือพู่กันเปลี่ยนมาขยุ้มเสื้อเชิ้ตตรงอกเสื้อของเขาแน่น เพื่อเหนี่ยวรั้งตัวเองไว้ในความฝันที่เธอกลัวเหลือเกินว่ามันจะเป็นจริง
ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักและความเปราะบาง ภาพวาดสีหม่นบนผืนผ้าใบเบื้องหลังราวกับไร้ตัวตน ในเสี้ยววินาทีนั้น โลกทั้งใบเหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน
กริ๊งงง...
เสียงกริ่งประตูหน้าสตูดิโอดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำลายภวังค์ความหวานซึ้งนั้นลงในพริบตา ทั้งสองผละออกจากกันอย่างตกใจ รินรดารีบยกมือขึ้นเช็ดริมฝีปากตัวเองที่ยังคงร้อนผ่าว ขณะที่เมฆาขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองทางประตูด้วยแววตาระแวดระวัง
เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาด้านในอย่างไม่เกรงใจ พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่หลังม่านบังตา
"รินรดา! ลูกอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วยสินะ..." เสียงทรงอำนาจของผู้หญิงวัยกลางคนดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงของมารดาเธอก้าวเข้ามาในห้องสตูดิโอด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
แต่สิ่งที่ทำให้รินรดาหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด ไม่ใช่การมาปรากฏตัวของมารดาผู้กุมบังเหียนชีวิตเธอ...
หากแต่เป็นชายวัยรุ่นในชุดสูทเนี๊ยบที่ยืนอยู่เคียงข้างมารดาของเธอ—ชายผู้ถือซองเอกสารสีน้ำตาล และส่งยิ้มเย็นเยียบมาให้เธอ พร้อมกับคำพูดที่ทำเอาโลกทั้งใบของเธอดับวูบลงในทันที
"สวัสดีครับคุณรินรดา ทางเรานำหมายศาลเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิทธิ์การครอบครองสตูดิโอแห่งนี้มาแจ้งให้ทราบ... ตามคำสั่งของคุณแม่คุณ ทุกอย่างถูกอายัดไว้เรียบร้อยแล้วครับ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมระบายสีความรู้สึกนี้ไปกับตัวละครนะคะ ดอกเดซี่ริมทางซาบซึ้งใจยิ่งนักค่ะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 48
บทที่ 48
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!