“คุณควรจะบอกเธอสักทีนะ ว่าภาพวาดชิ้นสุดท้ายที่พ่อของเธอทิ้งไว้ก่อนจะจากไป... ทำไมมันถึงไม่มีสีเลยสักหยดเดียว”
ประโยคสุดท้ายของชายแปลกหน้าผู้กุมความลับในอดีตยังคงวนเวียนอยู่ในโสตประสาทของรินรดา ราวกับเงาตะคุ่มที่พาดผ่านผืนผ้าใบสีขาวโพลนในหัวใจ เปลวแดดจ้าของยามบ่ายส่องทะลุกระจกห้องสตูดิโอเข้ามา แต่มันไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านจากปลายนิ้วลดลงเลยแม้แต่น้อย ภาพวาดของพ่อ—เสาหลักแห่งความทรงจำที่เธอเฝ้าบูชาและพยายามเดินตามรอยมาตลอดชีวิต กลายเป็นเพียงภาพร่างสีเทาหม่นที่ซ่อนปริศนาอันดำมืดเอาไว้
“ไปกันเถอะ”
เสียงทุ้มต่ำและเรียบนิ่งของเมฆาดึงเธอกลับสู่ความเป็นจริง ชายหนุ่มยืนอยู่หน้าประตูสตูดิโอ ในมือถือกระดานไม้วาดภาพเก่าๆ กับกล่องสีฝุ่นที่ฝาปิดสนิทด้วยคราบกาลเวลา ดวงตาคมคายคู่นั้นไม่ได้มีแววเยาะเย้ยหรือคาดคั้นหลงเหลืออยู่ มีเพียงความว่างเปล่าที่เปิดกว้าง... เหมือนผืนป่าดิบชื้นยามไร้แสงตะวัน ที่พร้อมจะโอบรับทุกความลับอันแตกสลาย
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว เธอยังไม่ได้เอ่ยปากซักถามเรื่องคำพูดของชายคนนั้น แต่ขากลับก้าวตามหลังเมฆาไปอย่างไร้เรี่ยวแรง การออกไปวาดภาพนอกสถานที่ในวันนี้ไม่ได้เป็นไปตามแผนที่เธอวางไว้ตั้งแต่แรก จุดหมายไม่ใช่สวนดอกไม้ในเมืองใหญ่ หรือคาเฟ่ริมน้ำที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของคู่รัก หากแต่เป็น *“บ้านร้างริมหน้าผาหินปูน”* ทางทิศใต้ของเกาะ—สถานที่ที่ถูกผู้คนลืมเลือน และมีเพียงเสียงคลื่นซัดกระทบโขดหินเป็นเพื่อน
รถกระบะเก่าๆ ของเมฆาแล่นลัดเลาะไปตามถนนลูกรัง ฝุ่นดินสีแดงฟุ้งกระจายตามแรงเหวี่ยง ภายในรถไม่มีบทสนทนาใดๆ มีเพียงเสียงเพลงคลาสสิกจากวิทยุเทปเก่าที่ดังแทรกเสียงเครื่องยนต์อันแหบพร่า รินรดานั่งกอดกล่องสีของตัวเองแน่น สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์สีเขียวขจีค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยต้นไม้แคระแกร็นที่บิดเบี้ยวตามแรงลมทะเล
“ทำไมต้องที่นี่คะ” ในที่สุดเธอก็ยอมทำลายความเงียบ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
“เพราะความงามที่แท้จริง ไม่ได้ซ่อนอยู่ในสิ่งที่สมบูรณ์แบบ” เมฆาตอบโดยไม่ละสายตาจากถนน “ริน... คุณวาดรูปมาทั้งชีวิตเพื่อเอาใจคนอื่น กรอบทองคำที่คุณอยู่มันแคบเกินกว่าจะหายใจ การจะวาดภาพให้มีชีวิต คุณต้องกล้าที่จะมองความเน่าเฟะและความว่างเปล่าในตัวคุณเองเสียก่อน”
คำพูดของเขาคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นเก่าๆ รินรดานิ่งอึ้ง เธออยากจะเถียง อยากจะบอกว่าทุกสิ่งที่เธอทำคือความตั้งใจ แต่มันกลับจุกอยู่ที่ลำคอ เมื่อนึกถึงภาพวาดไร้สีของพ่อ... ภาพที่เธอไม่เคยกล้าแม้แต่จะตั้งคำถามว่า *ทำไม*
เมื่อรถจอดสนิท ลมทะเลปะทะเข้ากับใบหน้าทันที กลิ่นอายของเกลือและไอแดดผสมผสานกันอย่างรุนแรง บ้านไม้สองชั้นที่ทรุดโทรมตามกาลเวลาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หน้าต่างบานที่ผุพังราวกับดวงตาที่บอดสนิท มองตรงออกไปยังท้องทะเลสีครามเข้มที่เวิ้งว้างไร้ขอบเขต
“ตั้งขาตั้งตรงนั้น” เมฆาพยักเพยิดไปยังชานระเบียงที่พื้นไม้บางส่วนผุพังจนเห็นเกลียวคลื่นด้านล่าง “แล้ววาดสิ่งที่คุณเห็น ไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากให้มันเป็น”
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอกางขาตั้งผ้าใบ กลิ่นไม้เก่าและกลิ่นอายทะเลทำให้จมูกของเธอแสบเล็กน้อย เธอบีบสีน้ำมันหลากสีลงบนจานสี—สีแดงชาด สีน้ำเงินปรัสเซีย สีเหลืองโครม... สีสันที่เธอมักจะใช้มันเพื่อแต่งแต้มความสดใสให้ภาพวาดของเธอดูน่ามองในสายตาของคนอื่น
ทว่า... พอกำพู่กันขึ้นมา ปลายนิ้วกลับสั่นเทา
ภาพใบหน้าของพ่อ ลอยซ้อนทับกับคำพูดของชายแปลกคนที่ร้านกาแฟ... *ทำไมมันถึงไม่มีสีเลยสักหยดเดียว?*
หยดน้ำตาอุ่นๆ เอ่อคลอเบ้าอย่างห้ามไม่อยู่ ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาแรมปีระเบิดออกมาเป็นสะเก็ดความรู้สึก รินรดากำด้ามพู่กันแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน เธอตวัดปลายพู่กันลงบนผ้าใบสีขาวด้วยความโกรธเกรี้ยวและสับสน สีแดงชาดถูกละเลงลงไปอย่างไร้ทิศทาง ลากยาวเป็นรอยแผลฉานบนผืนผ้าใบ ราวกับเลือดที่ไหลรินจากความลับที่ถูกปิดตาย
เมฆายืนพิงเสาระเบียงอยู่ไม่ไกล เขากอดอกมองการกระทำของเธอเงียบๆ แววตาคมกริบสะท้อนภาพหญิงสาวที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นขณะละเลงสีลงบนภาพวาด ไม่มีคำปลอบโยน ไม่มีคำสั่งสอน มีเพียงความเงียบงันที่ลึกซึ้งและหนักหน่วง
“คุณมันใจร้าย...” รินรดากระซิบเสียงสั่น เธอยกแขนเสื้อขึ้นปาดน้ำตา ลบปื้นสีที่เปื้อนข้างแก้ม “คุณรู้เรื่องของพ่อฉัน... คุณรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณถึงทำเหมือนเป็นเรื่องสนุก?”
“ผมไม่เคยสนุกกับการเห็นใครต้องทนทุกข์กับเงาของคนตาย” เมฆาเดินเข้าไปใกล้ ช้าๆ ก้าวเท้าอย่างมั่นคงจนมาหยุดอยู่ด้านหลังเธอ ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนได้กลิ่นหอมจางๆ ของสนและบุหรี่อ่อนๆ จากตัวเขา “แต่คนที่ใจร้ายที่สุด... ไม่ใช่ผม ริน... แต่คือตัวคุณเอง ที่หลอกตัวเองมาตลอดชีวิตว่าภาพวาดของพ่อคือมรดกอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งที่มันคือการยอมจำนนต่อความสิ้นหวัง”
รินรดาสะدุดลมหายใจ มือที่ถือพู่กันค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ เมฆายื่นมือหนาของเขามาทับบนหลังมือของเธอ สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของชายหนุ่มส่งผ่านผิวเนื้อเข้ามา ทำให้หัวใจของเธอกระตุกวูบอย่างรุนแรง
“ลองเปลี่ยนวิธีมองสิ” เมฆากระซิบชิดริมหู เสียงของเขาต่ำทุ้มและพร่าเล่าราวกับเสียงกระซิบจากคลื่นลม “ปล่อยให้ความมืดในตัวคุณมันไหลออกมา... ไม่ต้องใช้สีสดใสพวกนั้นหรอก”
ปลายนิ้วของเขาออกแรงกดเบาๆ พาพู่กันในมือเธอปัดป้ายลงบนผืนผ้าใบอีกครั้ง รอยสีแดงชาดถูกเกลี่ยให้กลืนไปกับโทนสีเทาหม่นและสีดำสนิทของท้องทะเลเบื้องล่าง ความรุนแรงในตอนแรกค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนหวานที่โศกเศร้า เส้นสายที่ตวัดลงไปเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความคิดถึง และความจริงที่เธอไม่เคยกล้าเผชิญหน้า
ในวินาทีนั้น... โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน
กลิ่นอายของเกลือทะเล เสียงคลื่นซัดสาด และความอบอุ่นจากฝ่ามือของเมฆาที่กุมมือเธอไว้ หลอมรวมกันเป็นบทกวีที่ไม่มีถ้อยคำใดจะเอ่ยอธิบายได้ ความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้รอยพู่กันสีหม่นเริ่มก่อตัวขึ้น—มันไม่ใช่ความรักแบบหนุ่มสาวที่ฉาบฉวย แต่มันคือการยอมรับตัวตนที่แตกสลายของกันและกัน
รินรดานิ่งงัน หัวใจเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาในระยะประชิด ดวงตาคมคายคู่นั้นพr้อมจะกลืนกินทุกความลังเลในใจเธอ ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดกันโดยไม่รู้ตัว ท่ามกลางเสียงลมทะเลที่พัดโหมกระหน่ำรอบกาย
แต่แล้ว... ในจังหวะที่ลมหายใจของทั้งสองคนผสานกันจนแทบเป็นหนึ่งเดียว เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากบันไดไม้ด้านล่าง ทำลายความเงียบงันและบรรยากาศอันเปราะบางให้แตกกระเจิง
“คุณเมฆาครับ! แย่แล้วครับ...” เสียงตะโกนหอบกระهایของชายวัยกลางคนคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับร่างที่โผล่พ้นขอบระเบียงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “มีคนพบกระเป๋าเอกสารเก่า... ตกอยู่บริเวณซากเรืออับปางฝั่งทิศเหนือ เอกสารข้างใน... มันเป็นชื่อของคุณพ่อคุณรินรดา!”
รินรดาลืมตาโพรงด้วยความตกใจ ขาทั้งสองข้างแทบทรุดลงไปกองกับพื้น มือที่เคยถูกเมฆากุมไว้หลุดออกจากกันทันที เมฆาหันขวับไปมองผู้มาใหม่ แววตานิ่งสงบเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวและเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ราวกับเปลวไฟที่ถูกสาดด้วยน้ำมัน
และก่อนที่รินรดาจะทันได้ตั้งสติ เมฆาก็หันกลับมามองเธอด้วยสายตาที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ... สายตาที่บอกว่าความลับทั้งหมด กำลังจะถูกเปิดเผยในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในรอยพู่กันสีหม่นนี้ด้วยกันนะคะ -
"ดอกเดซี่ริมทาง"
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 4
บทกวีที่ไม่มีถ้อยคำ
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!