“คุณกำลังโกหก”
รินรดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องจัดแสดงขนาดเล็ก เสียงของเธอสั่นพร่าทว่ากังวานพอที่จะทำให้ฝุ่นละอองในอากาศดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ดวงตาของเธอจ้องเขม็งไปที่มุมล่างขวาของผืนผ้าใบ—ลายเซ็นตวัดอ่อนช้อยที่เธอจำแม่นราวกับรอยแผลเป็นบนหัวใจ
เมฆาไม่ได้ขยับตัว เขายังคงยืนกอดอกห่างออกไปสามก้าว แผ่นหลังกว้างของเขาสะท้อนกับแสงไฟสีส้มสลัว ราวกับเขาเป็นเพียงเงาที่ถูกตัดแปะลงมาในห้องนี้ “ศิลปะไม่ได้มีไว้ให้เราตัดสินว่าอะไรจริงหรือโกหก รินรดา มันมีไว้ให้เราเลือกว่าจะ ‘เชื่อ’ หรือ ‘ไม่เชื่อ’ ต่างหาก”
“แต่ลายเซ็นนี้...” นิ้วเรียวของเธอสั่นเทาขณะชี้ไปที่อักษรย่อ *‘ร.ร.ณ.’* “นี่ไม่ใช่ลายเซ็นของคุณ มันคือของพ่อฉัน และท่านหายไปพร้อมกับภาพวาดชิ้นสุดท้ายเมื่อสิบปีก่อน”
เมฆาหันกลับมา แววตาของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มันกลับเรียบเฉยและลึกสุดหยั่งเหมือนน้ำในบึงที่นิ่งสนิท “คนเรามักจะมองหาสิ่งที่ตัวเองต้องการเห็นในงานศิลปะเสมอ คุณกำลังมองหาพ่อของคุณ ในขณะที่ผมกำลังมองหาความหมายของการมีชีวิตอยู่... เราต่างคนต่างหลงทางในเฉดสีของตัวเอง อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าความเจ็บปวดของคุณคือความจริงเพียงหนึ่งเดียว”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ ระยะห่างที่เคยถูกจำกัดด้วยช่องว่างของห้องกลับแคบลงจนรินรดาได้กลิ่นอายจางๆ ของสีน้ำมันและกลิ่นหนังสือเก่าบนตัวเขา กลิ่นที่ทำให้เธอนึกถึงห้องทำงานของพ่อ—ห้องที่เต็มไปด้วยความลับและสีที่แห้งกรัง
“ถ้าคุณไม่ได้วาดเอง แล้วมันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” รินรดาเค้นเสียงถาม พยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิง “คุณเป็นใครกันแน่ คุณเมฆา?”
“ผมเป็นแค่คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เหมือนกับคุณนั่นแหละ” เขาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาปะทะกับใบหน้า “ศิลปะไม่ใช่แค่การหยิบพู่กันมาลากเส้น แต่มันคือการทำให้อดีตที่ตายไปแล้วกลับมาหายใจอีกครั้ง... คุณคิดว่าทำไมรูปภาพนี้ถึงมีสีหม่นเทาขนาดนี้? เพราะมันถูกวาดขึ้นด้วยความทรงจำที่ไม่เคยได้รับการให้อภัยไงล่ะ”
รินรดารู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าสู่วังวนแห่งความสงสัย สีหน้าของเขาไม่ได้หลอกลวง แต่ความจริงที่เขากำลังปิดบังดูจะแหลมคมกว่ามีดกรีดผ้าใบเสียอีก เธอเบนสายตาไปที่จานสีไม้เก่าๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ มีคราบสีน้ำเงินอมเขียวที่คุ้นตา มันเป็นเฉดสีที่เธอพยายามตามหามาตลอดหลายปีแต่ไม่เคยผสมได้เหมือน
“สีน้ำเงิน ‘สยามโพลาริส’...” เธอพึมพำ “พ่อบอกว่าสีนี้มีไว้สำหรับวาดภาพสุดท้ายเท่านั้น”
เมฆาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์เหนือหัวกะพริบถี่จนเกิดเสียงหึ่งๆ ที่น่ารำคาญใจ “คุณรู้จักมันด้วยหรือ? งั้นคุณก็น่าจะรู้ว่าคนที่ใช้สีนี้มักจะไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่เงาของตัวเอง”
“ทำไมคุณถึงรู้เรื่องนี้!” รินรดาเผลอคว้าชายเสื้อของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว เธอต้องการคำตอบ เธอต้องการความยุติธรรมให้กับครอบครัวที่พังทลาย แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตาเขา เธอกลับพบกับความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นนั้น มันเป็นความเจ็บปวดแบบเดียวกับที่เธอเคยเห็นในกระจกเงาทุกครั้งที่เธอพยายามวาดภาพแต่ทำได้เพียงความว่างเปล่า
“ผมไม่ได้โกหกเรื่องที่ว่าผมเป็นศิลปิน” เมฆาผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา “แต่ภาพนี้... ผมไม่ได้เป็นคนวาด ผมแค่เป็น ‘ผู้ดูแล’ ที่รอคอยวันที่เจ้าของที่แท้จริงจะกลับมาทวงคืนต่างหาก”
เขาเอื้อมมือไปหยิบพู่กันด้ามไม้ที่วางอยู่ใกล้ๆ แล้วยื่นมันให้เธอ “ลองดูสิรินรดา ใช้พู่กันนี้แตะลงบนรอยแตกของภาพ คุณจะเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นสีหม่นๆ นี่”
มือของรินรดาสั่นระริกขณะรับพู่กันมา ความรู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านปลายนิ้ว เธอมองไปที่จุดศูนย์กลางของภาพวาด มันเป็นรอยแตกลายงาที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่เมื่อเธอจุ่มพู่กันลงในถ้วยน้ำใสสะอาดที่เขายื่นให้ แล้วแตะลงบนพื้นผิวของสีน้ำมันอย่างแผ่วเบา สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
สีที่ดูเหมือนจะหม่นหมองค่อยๆ เลือนหายไป เผยให้เห็นรอยจารึกซ้อนทับที่ทำจากสีทองคำเปลวที่ยังคงแวววาวราวกับเพิ่งเขียนเสร็จเมื่อวาน มันไม่ได้เป็นเพียงชื่อหรือสัญลักษณ์ แต่มันคือเลขชุดหนึ่ง... เลขที่เธอจำได้แม่นยำว่าเป็นรหัสตู้เซฟในห้องทำงานเก่าของพ่อ
“คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่?” รินรดาหันกลับมาถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาแห่งความสับสนคลอเบ้า
ทว่าก่อนที่เมฆาจะได้ตอบอะไร เสียงเคาะประตูไม้หนักๆ ก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งร้อน บานประตูถูกผลักเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต ชายชราในชุดสูทสีเข้ม—คนสนิทของลุงที่เธอเกลียดชังที่สุด—ก้าวเข้ามาพร้อมกับบอดี้การ์ดสองคน เขากวาดสายตามองไปรอบห้องก่อนจะมาหยุดที่ภาพวาดบนผนัง และสิ่งที่อยู่ในมือของรินรดา
“ในที่สุด... สมบัติที่หายไปก็ปรากฏตัวเสียที” ชายชราแสยะยิ้มที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกขึ้นทันที “รินรดา อย่าขยับไปไหน ของชิ้นนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเธอจะครอบครองได้”
เมฆาก้าวขยับขึ้นมาบังหน้าเธอไว้ ร่างสูงโปร่งของเขาดูตึงเครียดขึ้นผิดตา เขากระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกจนขนลุก “ถ้าไม่อยากให้ความลับของพ่อคุณถูกทำลายไปพร้อมกับชีวิตของผม... วิ่งไปที่หลังม่านนั่น แล้วอย่าหันกลับมามอง ไม่ว่าคุณจะได้ยินอะไรก็ตาม”
เขากระชากผ้าใบผืนนั้นออกจากกรอบไม้แล้วโยนไปทางรินรดา พร้อมกับคว้ามีดจานสีที่แหลมคมออกมาจากหลังเข็มขัด
*‘ดอกเดซี่ริมทาง’ ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 2 และหวังว่ารอยพู่กันของรินรดาจะทำให้อ่านต่อไม่ไหวในตอนหน้าครับ!*
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 2
ระยะห่างของสองเฉดสี
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!