นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 24

บทที่ 24

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
“ความจริงมันเจ็บปวดกว่าที่เธอคิดใช่ไหม รินรดา?” น้ำเสียงของชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าไม่ได้มีความเห็นใจเจือปนเลยแม้แต่น้อย เขาวางภาพสเก็ตซ์ใบหนึ่งลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวเขื่อง—ภาพที่รินรดาจำได้แม่นยำว่าเป็นงานชิ้นแรกที่เธอเคยได้รับรางวัลตอนอายุสิบขวบ ทว่าวันนี้ มุมหนึ่งของภาพนั้นกลับถูกขีดฆ่าด้วยสีน้ำมันสีดำสนิท ราวกับจะประกาศก้องว่าอดีตที่งดงามถูกทำลายลงด้วยมือของผู้เป็นพ่อเอง รินรดาพยายามยันกายลุกขึ้น เข่าที่สั่นเทาของเธอไร้ซึ่งเรี่ยวแรง เสียงลมหายใจของเธอติดขัดเหมือนจิตรกรที่กำลังขาดสีสันในการถ่ายทอดอารมณ์ เธอเงยหน้าขึ้นมองเมฆาที่ยืนนิ่งอยู่ข้างกาย แววตาของเขาที่เคยสงบนิ่งราวกับผืนน้ำในยามค่ำคืน บัดนี้กลับไหวระริกด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนไม่มิด เขาไม่ได้มองมาที่เธอ แต่มองไปที่รูปภาพนั้นด้วยความเกลียดชังที่ชัดเจนพอๆ กับความรักที่เขามีต่อเธอ “คุณพ่อ... ทำไมต้องเป็นตอนนี้คะ?” รินรดาเค้นเสียงถาม มือเรียวบางกำกระโปรงไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “ทำไมต้องใช้ความลับของเมฆามาทำลายความฝันของรินด้วย” “ความฝัน?” ชายวัยกลางคนแค่นหัวเราะ “ความฝันที่ล้มเหลวไม่มีค่าพอจะเรียกว่าความฝันหรอกรินรดา เธอหลงทางไปกับผู้ชายที่ไม่มีแม้แต่ที่ยืนในสังคมศิลปะ คนที่ทำลายอนาคตของตัวเองด้วยการขายศักดิ์ศรีให้กับความแค้น” เมฆาขยับตัวเล็กน้อย ราวกับเสือที่พร้อมจะกระโจนออกไปปกป้องอาณาเขตของตน แต่เขากลับเลือกที่จะหยุดนิ่ง มือหนาของเขาเอื้อมมาคว้าข้อมือรินรดาไว้เบาๆ เป็นการสื่อสารโดยไร้คำพูด ว่าเขาพร้อมจะอยู่ตรงนี้ แม้โลกทั้งใบจะกำลังพังทลายลงต่อหน้าก็ตาม “คุณไม่ใช่เจ้าของชีวิตริน” เมฆาเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าแต่หนักแน่นราวกับค้อนที่ตอกลงบนเนื้อไม้ “คุณอาจจะเป็นผู้ให้กำเนิด แต่คุณไม่ใช่จิตรกรที่จะมาขีดเขียนสีสันบนผืนผ้าใบชีวิตของใครได้ตามใจชอบ โดยเฉพาะกับเธอ” “แกคิดว่าแกมีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนฉัน?” พ่อของรินรดาก้าวเข้ามาใกล้ พื้นห้องที่ปูด้วยพรมราคาแพงแทบจะจมหายไปใต้แรงกดดันจากโทสะของเขา “แกมันก็แค่ภาพวาดราคาถูกที่พยายามอัปเกรดตัวเองขึ้นไปวางในแกลเลอรีหรู! ริน... ถ้าเธอยังเลือกจะยืนอยู่ข้างคนคนนี้ ก็จงจำไว้ว่านิทรรศการที่เธอเฝ้าฝันถึง จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง แม้แต่ตารางนิ้วเดียวในประเทศนี้” รินรดาสะอื้นออกมาโดยไม่รู้ตัว กลิ่นสีน้ำมันเก่าๆ ในห้องทำงานนี้ดูเหมือนจะอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความกดดันที่เธอแบกรับมาตลอดชีวิต เธอหันไปมองเมฆา—ผู้ชายที่เธอเลือกด้วยหัวใจ แต่กำลังถูกเหยียบย่ำด้วยความจริงที่เขาพยายามปิดบังไว้มาโดยตลอด “เมฆา...” รินรดาเรียกชื่อเขาแผ่วเบา “เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต... ที่คุณเคยบอกว่าคุณทำพลาดไปจริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่คะ?” เมฆาชะงัก สายตาที่เขามองเธอนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เขาไม่ได้ตอบทันที แต่หันไปมองภาพสเก็ตซ์ใบนั้นด้วยความเศร้าสร้อย มือของเขาที่กุมมือเธออยู่นั้นเย็นเฉียบ “มันคือรอยเปื้อนที่ผมไม่มีวันล้างออกได้รินรดา และนั่นคือเหตุผลที่ผมไม่เคยคู่ควรกับผืนผ้าใบที่ขาวสะอาดอย่างคุณ” บรรยากาศในห้องเงียบสนิทจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของคนทั้งสาม รินรดาเริ่มเข้าใจแล้วว่าความจริงที่เธอพยายามตามหามาตลอด ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการสูญเสีย แต่มันคือเรื่องของ 'การหักหลัง' ที่ลึกซึ้งกว่าที่จินตนาการไว้มากนัก “ถ้าคุณคิดว่านั่นคือรอยเปื้อน ก็จงให้รินเป็นคนเติมสีอื่นลงไปแทนสิคะ” รินรดากล่าวออกมาด้วยเสียงที่เริ่มหนักแน่นขึ้น เธอไม่ได้มองพ่อของเธออีกต่อไป สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่นัยน์ตาของเมฆา “เราจะแก้สีสันบนภาพวาดนี้ใหม่... ต่อให้มันจะเป็นภาพที่น่าเกลียดที่สุดในโลกก็ตาม” พ่อของรินรดาขมวดคิ้ว เขาเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดวางลงบนโต๊ะเบื้องหน้า หน้าจอที่สว่างวาบขึ้นเผยให้เห็นข้อความที่ทำให้ลมหายใจของรินรดาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง มันไม่ใช่แค่คำขู่ แต่มันคือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีความที่เคยเป็นข่าวครึกโครมเมื่อหลายปีก่อน คดีที่ทำให้ศิลปินชื่อดังคนหนึ่งต้องหายสาบสูญไปจากวงการ “ถ้าเธอเลือกเขา ก็เชิญอ่านนี่ให้จบซะ” พ่อของเธอกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่เย็นเยียบ “แล้วบอกฉันอีกทีว่า... ผู้ชายคนนี้คือคนที่เธอควรจะเสียสละชีวิตให้จริงๆ หรือเปล่า” เมฆาหลับตาลงแน่น ราวกับว่านี่คือนาทีสุดท้ายของชีวิต เขาค่อยๆ ปล่อยมือจากรินรดาอย่างช้าๆ ทว่าในวินาทีที่รินรดากำลังจะเอื้อมมือไปคว้าหน้าจอโทรศัพท์นั้น ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยคนที่ไม่คาดคิด ร่างของหญิงสาวในชุดเดรสสีขาวซีดที่คุ้นตา ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ทว่าแววตาของเธอกลับฉายชัดถึงความแค้นที่สั่งสมมานับสิบปี เธอคือคนเดียวที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้วในอุบัติเหตุครั้งนั้น “พี่เมฆา...” เสียงของเธอเอ่ยเรียกอย่างแผ่วเบาจนน่าขนลุก “ในที่สุดเราก็ได้พบกันอีกครั้ง... ในนิทรรศการความตายที่พี่เป็นคนวาดมันขึ้นมาเองกับมือ” รินรดาหันไปมองหญิงสาวคนนั้นสลับกับเมฆา สมองของเธอขาวโพลนไปหมด ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศแล่นริ้วเข้ามาในอกราวกับถูกมีดกรีดลงบนผ้าใบที่กำลังจะลงสี... นี่คือจุดจบของความรัก หรือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้กันแน่? ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยดสีและหยาดน้ำตามาด้วยกันจนถึงตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%