นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 26

บทที่ 26

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
"คุณกำลังโกหกตัวเอง หรือว่ากำลังโกหกภาพวาดของคุณกันแน่ รินรดา" เสียงของเมฆาแหบพร่าและเย็นเยียบ มันไม่ได้ดังเกินไปกว่าเสียงฝีแปรงที่ครูดไปบนผืนผ้าใบหยาบๆ แต่ทว่าทุกถ้อยคำกลับบาดลึกลงไปในเนื้อเยื่อของความรู้สึก รินรดาชะงักมือที่กำลังแต้มสีเทาลงบนจุดที่ควรจะเป็นสีแดงฉาน เธอไม่ได้หันไปมองเจ้าของเสียงที่ยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่างสตูดิโออยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เธอเลือกที่จะเพ่งมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาเก่าๆ ที่วางพิงกำแพงแทน "ความจริงคือสิ่งที่ไม่มีใครต้องการหรอกค่ะ" รินรดาตอบกลับโดยไม่ละสายตาจากผืนผ้าใบ "โดยเฉพาะคนอย่างคุณ ที่เลือกจะซ่อนตัวอยู่หลังม่านสีหม่นมาตลอดหลายปี" เมฆาขยับตัว ก้าวเดินเข้ามาใกล้จนรินรดาสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา เขาไม่ได้หยิบพู่กันขึ้นมาช่วยแต่งแต้ม แต่เขากลับใช้นิ้วมือที่เปื้อนสีน้ำมันสีคราม ป้ายลงไปบนขอบผ้าใบอย่างถือวิสาสะ แรงกดนั้นมากพอที่จะทำให้เฟรมไม้สั่นสะเทือน ความนิ่งเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่สตูดิโอแคบๆ นี้จนได้ยินเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันอย่างขัดแย้ง "ถ้าคุณมองว่าสีของฉันมันหม่น เพราะคุณเองนั่นแหละที่ดึงเอาความมืดมิดในใจคุณมาป้ายลงบนงานของฉัน" เมฆากระซิบใกล้ใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาทำให้รินรดาขนลุกซู่ "คุณคาดหวังให้ฉันเป็นแสงสว่าง แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็พยายามจะต้อนให้ฉันกลับไปอยู่ในหลุมศพที่ฉันขุดเอาไว้ให้ตัวเอง... คุณช่างใจร้ายเหลือเกิน รินรดา" รินรดาวางพู่กันลงในถังน้ำจนเกิดเสียง 'จ๋อม' เบาๆ เธอหมุนตัวกลับมาประจันหน้ากับเขา ดวงตาคู่สวยที่เคยเพ้อฝันยามนี้กลับไหวระริกด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ แววตาของเมฆายามนี้มันไม่ได้มีเพียงความลึกลับ แต่มันมีความโกรธขึงที่ปนเปไปกับความโหยหาอย่างน่าประหลาด "ถ้ามันใจร้ายนัก ทำไมไม่ทิ้งไปล่ะคะ?" เธอท้าทาย สองมือยันไว้กับขอบโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยคราบสี "เดินออกไปจากชีวิตฉัน เดินออกไปจากนิทรรศการนี้ แล้วปล่อยให้รินรดาคนนี้ล้มเหลวไปกับสีจืดชืดของตัวเองตามลำพังเสียที" "คุณก็รู้ว่าฉันทำไม่ได้" เมฆาแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยรอยร้าว "เพราะถ้าฉันเดินออกไป รอยพู่กันสีหม่นพวกนั้น... ก็จะเป็นเพียงแค่เครื่องเตือนใจว่าฉันเป็นคนฆ่าแรงบันดาลใจสุดท้ายของคุณ" ความกดดันในห้องพุ่งสูงจนแทบหายใจไม่ออก รินรดาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา เธอมองหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่เขาสร้างขึ้นมานานปี แต่สิ่งที่เธอพบกลับเป็นความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่ง เธอเริ่มสงสัยว่า หรือจริงๆ แล้ว เมฆาไม่ได้กลับมาเพื่อช่วยเธอ แต่มารอให้เธอแตกสลายคามือของเขาเอง รินรดาตัดสินใจก้าวเข้าไปหาเขา ลมหายใจของทั้งคู่รินรดกัน เธอเอื้อมมือที่สั่นเทาไปแตะที่รอยแผลเป็นจางๆ บนแก้มของเขา ซึ่งเป็นรอยแผลที่เขามักจะไว้ผมยาวปรกปิดไว้เสมอ เมฆาสะดุ้งเฮือกแต่ไม่ได้ถอยหนี "อดีตที่คุณแบกไว้ มันหนักเกินไปจนคุณมองไม่เห็นสีอื่นแล้วใช่ไหมคะ" รินรดากระซิบเสียงสั่น "คนคนนั้น... เขาไม่ได้อยากให้คุณมาจมปลักอยู่ที่นี่หรอกค่ะ เขาน่าจะอยากให้คุณใช้ชีวิต... ให้เหมือนกับสีที่สดใสที่สุดบนจานสีนี้" มือของเมฆาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบนั้นมากพอที่จะทำให้รินรดารู้สึกเจ็บ แต่มันกลับเป็นความเจ็บที่ทำให้เธอรู้สึกถึงตัวตนของเขาจริงๆ เมฆาโน้มใบหน้าลงมาจนชิดหน้าผากของเธอ เขาหลับตาลงเหมือนคนกำลังอดทนต่อความเจ็บปวดที่ถาโถม "คุณไม่เข้าใจหรอก รินรดา" เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบจากความทรงจำ "คนที่ตายไปแล้วไม่ได้ทิ้งแค่ความทรงจำ แต่มันลากเอา 'ความสามารถในการรัก' ของฉันลงหลุมไปด้วย... สิ่งที่คุณเห็นในนิทรรศการนี้ ไม่ใช่รอยพู่กันของฉัน แต่มันคือการสารภาพบาปที่ฉันยังไม่ได้รับการอภัย" ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูสตูดิโอดังขึ้นอย่างรุนแรงและฉับพลัน ขัดจังหวะห้วงอารมณ์ที่กำลังเปราะบางจนเกือบจะแตกสลาย รินรดาผละออกจากเมฆาด้วยความตกใจ ขณะที่เมฆาหันไปมองประตูด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน—ไม่ใช่ความโกรธ หรือความเศร้า แต่มันคือ 'ความหวาดกลัว' คนข้างนอกนั่นไม่ได้รอคำอนุญาต ประตูไม้ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนกระแทกกำแพงเสียงดังสนั่น หญิงสาววัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบ ผู้มีใบหน้าถอดแบบมาจากรินรดาทุกประการก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตานั้นกลับกวาดมองทุกหย่อมหญ้าในห้องด้วยความเหยียดหยาม "แม่?" รินรดาอุทานออกมา แววตาของเธอเลื่อนลอยไปชั่วขณะ แม่ของรินรดาไม่ได้สนใจลูกสาวสายเลือดเดียวของตนเลยแม้แต่น้อย สายตาของนางจดจ้องไปที่ภาพวาดผืนที่รินรดาเพิ่งวาดค้างไว้ แล้วนางก็เหยียดยิ้มออกมาเป็นรอยยิ้มที่ทำให้รินรดารู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก "ฉันคิดไว้แล้วไม่มีผิดว่าทำไมงานนิทรรศการถึงได้ออกมาเละเทะแบบนี้" หญิงผู้มาใหม่เอ่ยขึ้น เสียงของนางก้องกังวาน "รินรดา... ลูกคงลืมไปแล้วสินะว่าผู้ชายคนนี้คือใคร และทำไมลูกถึงห้ามเข้าใกล้เขาเด็ดขาด... หรือลูกจะบอกแม่ว่า ลูกไม่รู้จริงๆ ว่าเขานี่แหละคือ 'ฆาตกร' ที่ทำให้ครอบครัวเราต้องล่มสลายเมื่อสิบปีก่อน!" สิ้นคำพูดนั้น รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง เธอหันกลับไปมองเมฆาที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน ทว่าในวินาทีนั้นเอง เมฆากลับหยิบพู่กันด้ามยาวขึ้นมา แล้วกรีดลงบนผืนผ้าใบของเธอจนขาดกระจุย พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ฟังดูบ้าคลั่งหลุดออกมาจากลำคอของเขา หวังว่ารี้ดที่รักจะร่วมเดินทางไปกับรอยพู่กันของรินรดาจนถึงหน้าสุดท้ายนะคะ ขอบพระคุณจากใจค่ะ ดอกเดซี่ริมทาง
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%