เสียงฟ้าร้องคำรามครั่นครื้นลากยาวราวกับเสียงถอนหายใจของยักษ์ใหญ่ ก่อนที่ม่านน้ำฝนสีเทาทึบจะเทกระหน่ำลงมาอย่างไร้ความปรานี กลืนกินแสงสุดท้ายของวันจนสตูดิโอขนาดกว้างจมดิ่งลงสู่ความสลัว เมฆาไม่ได้ขยับตัวไปหยิบสวิทช์ไฟ เขายังคงยืนนิ่งอยู่หน้าเฟรมผ้าใบขนาดใหญ่ ปลายพู่กันในมือสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อหยดน้ำฝนสาดกระเซ็นผ่านบานหน้าต่างกระจกที่ปิดไม่สนิท กลิ่นอายของดินชื้นและละอองฝนลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นน้ำมันสนและสีอะคริลิก
"ถ้าเธอจะวิ่งออกไปตอนนี้... รองเท้าผ้าใบราคาแพงคู่โปรดของเธอน่าจะพังไม่เป็นท่า"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เมฆาไม่ได้หันกลับมามอง เขายังคงจดจ้องอยู่กับรอยแปรงสีครามที่เขาเพิ่งปาดลงไปบนผืนผ้าใบ รินรดาซึ่งยืนกอดอกแน่นอยู่มุมห้องสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าเรียวสวยฉายแววขัดเคืองและความอึดอัดระคนกัน เธอไม่ได้ตั้งใจจะติดอยู่ที่นี่ สตูดิโอแคบๆ ของเขา—ที่ตอนนี้กว้างใหญ่เกินไปในความรู้สึก—กลายเป็นกรงขังชั่วคราวจากพายุฤดูร้อนที่ไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง
"ฉันไม่ได้กลัวรองเท้าพังหรอก เมฆา" รินรดาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามสร้างกำแพงความเย่อหยิ่งขึ้นมาปกป้องหัวใจที่กำลังเต้นผิดจังหวะจากเสียงฟ้าผ่า "ฉันแค่... ไม่อยากเปียกฝนจนป่วยแล้วต้องมารบกวนพื้นที่ส่วนตัวของคุณต่างหาก"
เมฆาวางพู่กันลงบนถาดไม้ เสียงกระทบกันเบาๆ ดังสะท้อนในความเงียบ เขาค่อยๆ หันกลับมา แววตาคมกริบภายใต้เงาแสงสลัวของห้องสะท้อนภาพร่างของหญิงสาวที่ยืนสั่นเทา—ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เป็นเพราะแรงกดดันบางอย่างที่พวกเขารู้ดีว่ามันคืออะไร
"พื้นที่ส่วนตัวเหรอ?" มุมปากของชายหนุ่มยกย่องขึ้นนิดๆ เป็นรอยยิ้มที่หาความสุขไม่ได้ "ริน... ตั้งแต่วินาทีที่คุณก้าวเข้ามาในห้องนี้เมื่อสามชั่วโมงก่อน พื้นที่ของผมก็ไม่เคยเป็นส่วนตัวอีกเลย"
คำพูดนั้นทำเอารินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอเบือนหน้าหนีไปยังผนังด้านหนึ่งที่มีภาพร่างถ่านของดอกไม้ป่าสีหม่นกระจัดกระจาย ทุกภาพล้วนเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว ร่องรอยของความเจ็บปวดที่เมฆาพยายามซ่อนไว้หลังฉากบังตาของความเซอร์ไพรส์ และนั่นคือสิ่งที่ดึงดูดเธอยิ่งกว่าภาพวาดสีสันสดใสตามกรอบมาตรฐานของครอบครัว
ไฟฟ้าในตึกดับลงกะทันหัน ความมืดมิดเข้าโอบล้อมทั้งคู่ในทันที มีเพียงแสงวาบเป็นระยะของสายฟ้าที่แล่นผ่านกระจกหน้าต่าง สาดแสงสีขาวโพลนวาบเป็นภาพเงาสะท้อนของกันและกัน
รินรดาสบถเบาๆ ในลำคอ เธอควaหาโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อโค้ทเพื่อเปิดไฟฉาย ทว่านิ้วมือกลับสั่นเทาจนทำเครื่องร่วงหล่นลงบนพื้นพรม เสียงหัวใจของเธอเต้นโครมครามจนดังกว่าเสียงสายฝนด้านนอก
"อย่าขยับ" เสียงของเมฆาดังขึ้นใกล้เกินคาด
ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นบุหรี่จางๆ และกาแฟคั่วปะทะเข้ากับต้นคอของเธอ รินรดารู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ เมฆาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอในความมืดตั้งแต่เมื่อไหร่เธอก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ มือใหญ่เอื้อมผ่านไหล่เธอลงไปหยิบโทรศัพท์ที่ตกอยู่บนพื้น ปลายเรียวนิ้วของเขาเฉียดผ่านผิวเนื้อบริเวณข้อศอก ทำให้เกิดกระแสไฟแปลบปลาววิ่งพล่านไปทั่วร่างจนเธอต้องสูดหายใจเข้าลึก
"คุณ... เข้ามาใกล้เกินไปแล้วนะ เมฆา" เสียงของเธอแผ่วเบาและขาดห้วง ไม่หลงเหลือความแข็งกร้าวเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย
เมฆาไม่ได้ถอยหลัง เขายังคงยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ปล่อยให้ความมืดและเสียงสายฝนทำหน้าที่โอบล้อมคนทั้งคู่ไว้ แสงวาบจากฟ้าแลบครั้งล่าสุดส่องให้เห็นแววตาของเขาที่ก้มลงมองเธอในระยะประชิด มันไม่ใช่สายตาที่ดุดัน หรือเย็นชาอย่างที่เคยเป็น แต่มันคือสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม—คำถามที่รินรดาไม่กล้าแม้แต่จะหาคำตอบ
"ในความมืดแบบนี้... สีสันบนโลกใบนี้หายไปหมดแล้ว เหลือแค่เธอกับผม" เมฆากระซิบชิดใบหู น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและลึกล้ำ "เธอยังกลัวความมืดอยู่ไหม ริน"
รินรดานิ่งงัน คำถามนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของสภาพแวดล้อมรอบตัว แต่มันคือปมในใจที่เธอไม่เคยบอกใคร ความกลัวที่จะต้องเดินตามเส้นทางที่ไร้แสงสว่าง ความกลัวที่จะล้มเหลวต่อความคาดหวัง และความกลัวที่จะ... ตกหลุมรักใครสักคนอย่างหมดหัวใจ
เธ่อยกมือขึ้นวางบนอกเสื้อของเขาโดยไม่รู้ตัว สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจใต้ฝ่ามือ—มันหนักหน่วงและรวดเร็วไม่ต่างจากเธอเลย
"ฉันไม่ได้กลัวความมืด..." รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในความสลัว แม้จะมองเห็นไม่ชัดเจน แต่เธอกลับรับรู้ถึงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบขรึมนั้น "...ฉันแค่กลัวว่า ถ้าแสงสว่างกลับมาแล้ว เราจะแกล้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น"
เมฆานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่มืออุ่นจะเอื้อมขึ้นมาประคองกรอบหน้าของเธออย่างทะนุถนอม นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเบาๆ ที่พวงแก้มเนียนที่ชื้นเหงื่อบางๆ สัมผัสที่อ่อนโยนนั้นทำให้ขอบตาของรินรดาร้อนผ่าวอย่างไม่มีเหตุผล
"ไม่มีใครแกล้งทำเป็นอะไรทั้งนั้น..." เมฆากระซิบแผ่วเบาราวกับคำสัญญา ขณะที่ใบโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน "ตั้งแต่เธอเดินเข้ามาในชีวิตที่แห้งแล้งของผม... ทุกอย่างมันรวนไปหมดแล้ว ริน"
ริมฝีปากของเขากดทับลงมาอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางเสียงพายุที่โหมกระหน่ำด้านนอก สตูดิโอแห่งนี้กลายเป็นโลกใบเล็กที่มีเพียงลมหายใจอุ่นๆ และสัมผัสที่ค่อยๆ ละลายกำแพงทั้งหมดที่รินรดาสร้างขึ้น มันไม่ใช่จูบที่เร่าร้อน แต่มันลึกซึ้งและเว้าวอน ราวกับศิลปินที่กำลังจรดปลายพู่กันลงบนผืนผ้าใบสุดท้ายในชีวิตด้วยความรักและความกลัวว่าจะสูญเสียมันไป
รินรดาเผยริมฝีปากรับสัมผัสจากเขาอย่างเต็มใจ มือเรียวขยุ้มเสื้อผ้าบริเวณไหล่ของเขาแน่นเพื่อยึดเหนี่ยวในความหมุนคว้างของอารมณ์ ทุกหยดหยาดฝนที่โปรยปรายด้านนอกดูเหมือนจะละลายหายไป เหลือเพียงจังหวะหัวใจสองดวงที่เต้นตรงกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ทว่า ท่ามกลางความเงียบงันและห้วงเวลาที่ราวกับหยุดนิ่ง เสียงกริ่งประตูสตูดิโอด้านหน้าก็ดังขึ้น—กริ่งที่ถูกกดค้างไว้อย่างร้อนรน สลับกับเสียงทุบประตูดังปังๆ จนสะเทือนไปถึงผนังห้อง
เมฆาผละริมฝีปากออกช้าๆ ลมหายใจของทั้งคู่ยังคงหอบถี่ รินรดาลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อเธอตะโกนลั่นผ่านสายฝนเข้ามา
"รินรดา! ลูกอยู่ในนั้นใช่ไหม เปิดประตูให้พ่อเดี๋ยวนี้!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและสัมผัสความรู้สึกนี้ไปด้วยกันนะคะ —ดอกเดซี่ริมทาง
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 6
จังหวะของหัวใจที่ไม่ได้ตั้งใจ
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!