นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 16

จุดวิกฤตของความรู้สึก

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
"ถ้าคุณคิดว่าการทำลายสิ่งที่สร้างมากับมือคือการปลดปล่อย... งั้นคุณก็ไม่ต่างอะไรกับสีที่ถูกป้ายทับจนกลายเป็นสีโคลนหรอกค่ะ เมฆา" รินรดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ซ่านไปทั่วสตูดิโอ กลิ่นน้ำมันลินสีดและกลิ่นฝุ่นจางๆ ของสถานที่ที่เปรียบเสมือนลมหายใจของเขากำลังถูกความเย็นเยียบจากความจริงกัดกิน เธอจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า ชายผู้ที่กำลังเก็บพู่กันด้ามโปรดใส่กล่องไม้ด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย เขาไม่ได้หันมามองเธอ แต่ความเงียบของเขาตะโกนก้องยิ่งกว่าเสียงกรีดร้อง "มันไม่ใช่การทำลาย ริน... มันคือการยอมรับว่าที่ตรงนี้ไม่มีที่ว่างให้ผมอีกต่อไป" เมฆาตอบ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าราวกับพยายามกลบฝังเศษเสี้ยวของหัวใจไว้ใต้คำพูดนั้น "ภาพวาดที่ไร้จิตวิญญาณ ก็เป็นแค่ผ้าใบราคาแพงที่รอวันเน่าเปื่อย ผมไม่อยากให้งานของผม... หรืองานของคุณ กลายเป็นแบบนั้น" "แล้วคุณจะไปไหน?" รินรดาถาม ขยับกายเข้าไปใกล้ รอยเท้าของเธอบนพื้นไม้ส่งเสียงดังแผ่วเบาเหมือนเสียงกระซิบที่น่าเวทนา "คุณทิ้งสตูดิโอ ทิ้งสีที่เคยเป็นตัวแทนของความทรงจำ แล้วความรักที่เราพยายามถักทอผ่านงานศิลปะล่ะคะ? คุณจะทิ้งมันไปด้วยงั้นเหรอ?" เมฆาหยุดมือที่กำลังหยิบหลอดสีสุดท้าย เขาหันกลับมามองเธอ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยประกายแห่งความฝันบัดนี้กลับเหลือเพียงความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่ง เขาขยับยิ้มที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของรินรดารู้สึกเหมือนถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทง "ความรักในรอยพู่กันสีหม่นเหรอคะ... ริน ความรักมันก็แค่เฉดสีที่เราเผลอผสมลงไปจนเพี้ยนต่างหาก ตอนนี้ผมทำความสะอาดจานสีของผมแล้ว และผมคิดว่ารินก็ควรทำเหมือนกัน" ในขณะที่บทสนทนาเชือดเฉือน รินรดากลับไม่ได้ใส่ใจเพียงแค่เมฆา สายตาของเธอเหลือบไปทางเงามืดมุมห้อง เงาร่างนั้นยังคงอยู่... มันขยับเขยื้อนเล็กน้อยราวกับกำลังบันทึกภาพความแตกสลายของพวกเขาไว้ในความทรงจำ หัวใจของรินรดาสั่นไหว ความกลัวแล่นริ้วขึ้นมาถึงลำคอ เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน แต่มันคือจุดเริ่มต้นของหายนะที่เธอเคยพยายามหนีมาตลอด "ออกไปซะ ริน" เมฆาสั่งเสียงเรียบ "ทิ้งทุกอย่างไว้ที่นี่ แล้วกลับไปเป็นจิตรกรที่ครอบครัวคุณต้องการเถอะ การเป็นคนที่มีสีสันสดใสน่ะ มันปลอดภัยกว่าการจมอยู่กับสีหม่นๆ ของผมเยอะ" "คุณไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนรินแบบนั้น!" เธอสวนกลับ ความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นความเดือดดาลที่อัดแน่น "คุณบอกว่าคุณมองโลกต่างออกไป งั้นมองให้ดีๆ สิคะว่าการเดินหนีของคุณมันทำให้โลกของรินพังทลายแค่ไหน!" รินรดาเดินไปกระชากผ้าใบผืนที่เมฆาเคยบอกว่าเป็นหัวใจของเขาออกมาจากกรอบ เธอไม่ได้ทำลายมัน แต่เธอกำลังจ้องมองรอยแตกของสีที่แห้งกรัง ราวกับรอยร้าวในใจของพวกเขา สิ่งที่เธอเห็นในเนื้อสีนั้น... ไม่ใช่ความหม่นหมอง แต่เป็นชื่อของใครบางคนที่ถูกเขียนทับไว้ด้วยสีขาวโพลน—ชื่อที่เธอคุ้นเคยดีกว่าใคร เงาร่างในมุมห้องเริ่มขยับออกมาจากเงามืด แสงไฟสลัวจับไปที่ใบหน้าของบุคคลนั้น รอยยิ้มที่คุ้นตาของ 'คนคนนั้น' ทำให้เลือดในกายรินรดาเย็นเฉียบ "ช่างเป็นฉากที่น่าประทับใจจริงๆ นะคะ..." เสียงนั้นเอ่ยออกมา เป็นเสียงที่เธอไม่อยากได้ยินที่สุดในชีวิต "คุณพี่เมฆาจะทิ้งสตูดิโอ ทิ้งงานศิลปะ หรือจะทิ้งรินรดา... มันก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ตอนนี้ภาพวาดหลักฐานนั่น อยู่ในมือของรินรดาแล้ว" เมฆาเบิกตากว้าง เขาหันไปมองเงามืดนั้นอย่างลืมตัว รินรดารู้สึกเหมือนพื้นดินใต้เท้ากำลังแยกออก นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความรักที่พังทลาย แต่มันคือกับดักที่ถูกวางไว้อย่างแยบยลตั้งแต่ต้น "เธอ... เธอกลับมาทำไม?" เมฆาเค้นเสียงถาม ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ หญิงสาวในเงามืดก้าวออกมาเต็มตัว เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดหน้าจอเบาๆ ก่อนจะหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยัน "กลับมาเพื่อทวงทุกอย่างที่ควรเป็นของฉันค่ะ ไม่ใช่แค่สตูดิโอนี้... แต่รวมถึงความลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้สีหม่นๆ ของพวกคุณสองคนด้วยนะคะ" ในวินาทีนั้นเอง เสียงไซเรนรถตำรวจก็ดังแทรกเข้ามาในความเงียบสลัวของห้อง แสงไฟวับวาบส่องทะลุผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามา ตัดผ่านใบหน้าของรินรดาที่กำลังมองภาพวาดในมือด้วยความสิ้นหวัง เพราะเธอมารู้ตัวเอาในวินาทีนี้เองว่า สิ่งที่ถูกเขียนทับไว้ไม่ใช่แค่ชื่อ แต่มันคือคำสารภาพบาปที่เธอไม่ได้เป็นคนก่อ แต่กลับต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมดในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด! ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านรอยพู่กันไปกับดอกเดซี่นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%