"ถ้าความจริงมันทำร้ายเราได้มากขนาดนี้... คุณจะยังอยากรู้จักมันไปทำไมคะ เมฆา?"
เสียงของรินรดาสั่นพร่า ราวกับสายน้ำที่ถูกก้อนหินขวางกั้นจนเกิดเป็นคลื่นวน เธอจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าผ่านม่านน้ำตาที่เอ่อล้น แววตาของเมฆายังคงความนิ่งสงบดั่งผืนน้ำในยามค่ำคืน ทว่าลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น รินรดากลับเห็นเศษเสี้ยวของความแตกสลายที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้ความเงียบงัน
เมฆาไม่ตอบในทันที เขาเพียงขยับกายถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว ระยะห่างนั้นช่างสั้นนักในทางกายภาพ แต่ในความรู้สึกของคนทั้งคู่ มันกลับกว้างไกลราวกับช่องว่างระหว่างดวงดาวที่ไม่มีวันโคจรมาบรรจบกันได้อีก
"ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการทำลายคุณ ริน" เมฆาเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย "แต่ความลับที่คุณขีดเขียนไว้บนผืนผ้าใบเหล่านั้นต่างหาก... ที่กำลังทำลายตัวคุณเองทีละนิด ผมแค่อยากให้คุณวางพู่กันที่เปื้อนด้วยหยาดน้ำตาเหล่านั้นลงบ้าง... ก่อนที่หัวใจของคุณจะกลายเป็นสีหม่นจนไม่เหลือพื้นที่ให้สีอื่นได้แต้มเติม"
รินรดาสั่นศีรษะ เธอหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความสุข ความลับที่เธอเก็บงำไว้ตลอดหลายปี—เรื่องราวของการสูญเสียที่เธอเป็นผู้ก่อ—กำลังจะถูกเปิดเผย เพราะภาพวาดชุดใหม่ที่เธอมอบให้เขาเห็น ภาพวาดที่ซ่อนรายละเอียดของความผิดพลาดในอดีตไว้ในรอยแปรงที่เธอบรรจงตวัด
"คุณมองเห็นมันแล้วใช่ไหมคะ?" รินรดาถามพลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่มุมห้อง กลิ่นน้ำมันลินสีดและสีอะคริลิกจางๆ อบอวลอยู่ในอากาศ ราวกับจะตอกย้ำความเจ็บปวดที่ฝังรากลึกอยู่ในที่แห่งนี้ "ความทรงจำในฤดูหนาวปีนั้น... ที่ฉันไม่เคยบอกใคร ไม่แม้แต่จะกล้าบอกตัวเอง"
เมฆานิ่งไปครู่ใหญ่ เขามองภาพวาดบนขาตั้งที่ถูกคลุมด้วยผ้าดิบผืนหนา มือของเขาเอื้อมไปแตะที่ปลายผ้านั้นเบาๆ ราวกับจะดึงรั้งความลับทั้งหมดออกมาสู่แสงสว่าง แต่เขากลับชะงักค้างไว้เพียงแค่นั้น ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือลง
"ริน... ถ้าผมรับรู้เรื่องนี้แล้ว เรายังจะวาดภาพร่วมกันได้อีกไหม?"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนความรู้สึกของรินรดา เธอเงยหน้ามองเขา แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากการเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทางศิลปะ กำลังจะพังทลายลงเพราะรอยแยกที่เธอไม่ได้ตั้งใจสร้าง
"ถ้าความเชื่อใจมันสั่นคลอนไปแล้ว ต่อให้เรามีสีที่สวยงามที่สุดในโลก ก็ไม่สามารถเติมเต็มช่องว่างระหว่างเราได้หรอกค่ะ" รินรดาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง แม้ขาของเธอจะสั่นเทา เธอหยิบพู่กันด้ามหนึ่งขึ้นมาแล้ววางลงบนโต๊ะไม้ เสียงพู่กันกระทบพื้นไม้ดังกังวานในความเงียบ "ออกไปเถอะค่ะ... ก่อนที่ฉันจะเห็นแววตาผิดหวังของคุณชัดไปกว่านี้"
เมฆาจ้องมองเธอเป็นครั้งสุดท้าย สายตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเคือง มีเพียงความเสียใจที่ลึกซึ้งเกินจะบรรยาย เขาหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ประตูด้านหน้าปิดลงพร้อมกับเสียงล็อคที่ดังสะท้อนก้องในหัวใจของรินรดา
ห้องสตูดิโอที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการถกเถียงเรื่องเฉดสี กลับกลายเป็นเพียงความว่างเปล่าที่เย็นเยียบ รินรดามองไปรอบห้อง ภาพวาดสีหม่นที่เธอบรรจงวาดมาตลอดหลายเดือนดูไร้ความหมายขึ้นมาทันที เธอเดินไปที่หน้าต่าง บานกระจกสะท้อนภาพหญิงสาวที่ไร้ซึ่งประกายในดวงตา ความคาดหวังของครอบครัวที่เคยกดทับเธอไว้เริ่มผ่อนคลายลง แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยความโดดเดี่ยวที่โหดร้ายยิ่งกว่า
เธอหยิบภาพร่างสุดท้ายออกมาจากใต้โต๊ะ มันเป็นภาพของเมฆา... ภาพที่เธอวาดในวันที่เขาเผลอยิ้มออกมาอย่างจริงใจเป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่เธอคิดว่าจะเป็นแสงสว่างในชีวิตจิตรกรที่จืดชืดของเธอ รินรดาจรดนิ้วลงบนใบหน้าในภาพวาดนั้นด้วยความอาลัยอาวรณ์
ในจังหวะที่หัวใจของเธอกำลังจมดิ่งสู่ก้นบึ้งของความเสียใจ เสียงเคาะประตูที่รัวและหนักแน่นดังขึ้นจากด้านนอก ไม่ใช่เสียงจังหวะของเมฆาที่เธอคุ้นเคย แต่มันเป็นเสียงที่ดูรุนแรงและเร่งรีบ รินรดาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าไปยังประตูด้วยความสงสัย
เมื่อเธอเปิดประตูออกไป ภาพตรงหน้ากลับทำให้ลมหายใจของเธอแทบหยุดชะงัก ไม่ใช่เมฆา... แต่เป็นชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด ในมือของเขาถือซองจดหมายสีขาวสะอาดตาที่มีตราประทับของสมาคมศิลปะแห่งชาติ—องค์กรเดียวกับที่ครอบครัวของเธอพยายามยัดเยียดให้เธอเข้าไปมีส่วนร่วมตลอดมา
"คุณรินรดาครับ" ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ทางเราได้รับหลักฐานบางอย่างเกี่ยวกับภาพวาดชุด 'รอยสีหม่น' ของคุณแล้ว... ดูเหมือนว่าผลงานชิ้นเอกของคุณ จะไปพ้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อนได้อย่างน่าประหลาดใจนะครับ"
วินาทีที่เขากล่าวจบ ความเงียบงันก็เข้าครอบงำพื้นที่ตรงนั้น รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง ความลับที่เธอเพิ่งยอมรับกับเมฆาว่ามันทำลายหัวใจของเธอ กำลังจะถูกประกาศก้องให้โลกภายนอกรับรู้ และในวินาทีนั้นเอง เธอก็สังเกตเห็นบางอย่างที่มุมห้องด้านหลังของชายคนนั้น... เงาร่างของใครบางคนกำลังยืนหลบมุมอยู่ใต้แสงไฟสลัวที่กระพริบไหว และเงาร่างนั้น ก็คือก้าวแรกของหายนะที่เธอไม่มีวันหลีกพ้นไปได้ตลอดกาล
ดอกเดซี่ริมทางหวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะยังคงส่งกำลังใจให้กับรินรดาในตอนหน้ากันด้วยนะคะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 15
ช่องว่างระหว่างเรา
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!