กลิ่นอายของใบชาหลงJing ที่ถูกคั่วด้วยไฟอ่อนๆ ลอยอบอวลผสมผสานไปกับความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องรับรองคับแคบของที่ทำการคอมมูน จางเหว่ยไม่ขยับเขยื้อn ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีทึบตามแบบฉบับเจ้าหน้าที่รัฐยุค 70 หาได้ลดทอนรัศมีอันเยือกเย็นดุร้ายที่แผ่ออกมาจากกระดูกดำของอดีตชินอ๋องผู้กุมกองทัพนับแสนนายไม่ นัยน์ตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองสตรีตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องการชำแหละชั้นผิวหนังและเปลือกนอกที่นางสวมทับ เพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มพินิจพิเคราะห์นั้น
"เจ้า..." สุ้มเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อยเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบราวกับเสียงก้อนน้ำแข็งกระทบกัน "เมื่อครู่... เจ้าพูดว่าอะไรนะ?"
หลี่มู่เหยาสูดลมหายใจเข้าลึก นางไม่ได้สะดุ้งสะเทือนต่อแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านมาจากบุรุษตรงหน้า ในทางกลับกัน หัวใจของอดีตกุนซือหญิงกลับเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดระแวง ประโยคที่นางจงใจเปรยออกมาเมื่อครู่—สำนวนการวางหมากค่ายกลทหารที่ใช้ต้มตุ๋นพ่อค้าคนกลางในตลาดมืด—ไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านร้านตลาดหรือแม้แต่บัณฑิตจบใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่านนี้จะล่วงรู้ หากไม่ใช่ผู้ที่เคยผ่านสนามรบและตำราพิชัยสงครามโบราณมาอย่างโชกโชน
รอยยิ้มบนมุมปากของมู่เหยาจางลง กลายเป็นการสบตากลับอย่างไม่เกรงกลัว นางขยับตัวเล็กน้อย อาภรณ์ผ้าฝ้ายเก่าๆ แม้จะไร้ซึ่งความงดงามวิจิตรดั่งแพรไหมตาดทองในอดีต ทว่าท่าทางการวางมือ การตั้งศอก และการเชิดคางขึ้นเล็กน้อย กลับสง่างามและเปี่ยมด้วยราศีของยอดกุนซือผู้กุมชะตาบ้านเมืองอย่างเต็มเปี่ยม
"ข้าบอกว่า..." มู่เหยาเอ่ยทวนทีละคำ น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าชัดเจนก้องกังวานในความเงียบ "การตัดถนนผ่านแนวเทือกเขา เพื่อขนส่งผลผลิตการเกษตรออกสู่ตลาดเมืองหลวงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ก็เปรียบเสมือนการส่งทหารม้าเบาเข้าตีโอบปีกซ้ายของกองทัพศัตรู... ท่านอ๋อง... เอ่อ สหายจาง ท่านคิดว่าแผนนี้ รวดเร็วพอที่จะตัดกำลังข้าศึกในคราวเดียวหรือไม่?"
คำว่า 'ท่านอ๋อง' ถูกกลืนหายไปเกือบสนิท ทว่าประกายในแววตาของจางเหว่ยกลับวาวโรจน์ขึ้นมาในเสี้ยววินาทีนั้น ร่างสูงใหญ่ที่เคยนั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย กลับโน้มตัวไปข้างหน้าสัญชาตญาณนักรบตื่นตัวเต็มที่ มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบมาค่อนชีวิตบีบเข้าหากันจนข้อต่อขึ้นสีขาว
ความทรงจำเมื่อชาติภพก่อนหลั่งไหลทะลักเข้ามาในหัวของจางเหว่ยราวกับเขื่อนแตก ภาพสนามรบที่นองเลือด เสียงกัมปนาทของกลองศึก กลิ่นดินปืน คราบเขม่าควัน และที่สำคัญที่สุด... ภาพของสตรีในชุดเกราะทหารสีเงินยวง หรือบางคราก็สวมอาภรณ์บัณฑิตปักลายไผ่เขียว ผู้ยืนอยู่เคียงข้างแผนผังค่ายกล ยื่นแผนที่ยุทธศาสตร์ให้เขาด้วยรอยยิ้มมั่นใจในยามที่บ้านเมืองสั่นคลอน
*จะเป็นไปได้อย่างไร? นางคือ... กุนซือหลี่ผู้ลี้ลับคนนั้นจริงหรือ?*
จางเหว่ยขบกรามแน่น สันจมูกโด่งเป็นสันคมย่นเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความสับสนระคนตกตะลึง ในโลกยุค 70 ที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง ความยากจน และการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์ที่เข้มงวด เขานึกว่าตนเองคือนกตัวเดียวที่พลัดหลงข้ามกาลเวลามาติดอยู่ในกรงขังแห่งยุคสมัยนี้อย่างโดดเดี่ยว ทว่าเวลานี้... สตรีตรงหน้า กลับเอ่ยวาจาและรหัสลับที่ใช้สื่อสารกันเฉพาะในกองบัญชาการลับของชินอ๋องเมื่อชาติก่อนออกมาได้อย่างแม่นยำ
"เจ้าไปได้ยินคำพูดไร้สาระนี้มาจากไหน?" จางเหว่ยเค้นเสียงถาม นัยน์ตาคมกริบหรี่แคบลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกราวกับเข้าสู่ฤดูเหมันต์ "ในคอมมูนบ้านนอกเช่นนี้ ไร้ซึ่งตำราพิชัยสงคราม ไร้ซึ่งบันทึกประวัติศาสตร์การศึก เหตุใดปากของภรรยาชาวนาเช่นเจ้า จึงเอ่ยถ้อยคำของแม่ทัพนายกองออกมาได้?"
มู่เหยาไม่ถอยหนี นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่วงท่าการก้าวเดินมีความสง่างามดั่งบทกวีที่ร้อยเรียงอย่างพิถีพิถัน นางเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานไม้สนเก่าๆ ที่จางเหว่ยนั่งอยู่ ปลายนิ้วเรียวสวยแตะลงบนขอบโต๊ะเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความระคนยินดีและประกายแห่งความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
"ท่านอ๋อง... หรือข้าควรจะเรียกว่า 'สหายจาง' ดีล่ะคะ?" มู่เหยาจงใจใช้น้ำเสียงเย้าหยวนแกมท้าทาย "ท่านคิดว่ามีเพียงท่านคนเดียวหรอกหรือ ที่ถูกฟ้าผ่ากลางสนามรบในคืนหิมะโปรยปราย แล้วตื่นขึ้นมาพบกับกลิ่นไอน้ำมันเครื่องและเสียงรถแทรกเตอร์ไถนาเช่นนี้?"
ร่างของจางเหว่ยชะงักกึก ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ หัวใจที่ด้านชามาตลอดหลายปีนับตั้งแต่ข้ามภพมาเต้นกระหน่ำรัวรา과กลองศึก เขาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จนความสูงที่เหนือกว่าบังคับให้มู่เหยาต้องเงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย ทว่าแววตาของนางยังคงมั่นคง ดั่งหินผาที่ตั้งตระหง่านท้าทายคลื่นลม
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องอีกครั้ง ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากัน ท่ามกลางความแตกต่างของยุคสมัยที่หมุนเปลี่ยน ทว่าความผูกพันและสายใยจากอดีตชาติกลับร้อยรัดคนทั้งคู่เข้าหากันอย่างแน่นหนา
จางเหว่ยจ้องมองใบหน้านวลเนียนที่แม้จะอยู่ในชุดเรียบง่ายแต่ก็ไม่อาจปิดบังรัศมีได้ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มแรกในรอบหลายปีที่มิใช่รอยยิ้มเยือกเย็นหรือเหี้ยมเกรียม ทว่ามันคือรอยยิ้มของพยัคฆ์ร้ายที่ได้พบเหยื่อ... หรือสหายร่วมรบที่ตามหามาแสนนาน
"เจ้ากล้าดียังไง..." จางเหว่ยกระซิบเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับหน้าผากของนางเมื่อเขาก้มตัวลงมาใกล้ "กล้าดียามมาต่อรองกับชินอ๋องเช่นข้า... ในสถานที่ซอมซ่อแห่งนี้"
"ข้าไม่ได้มาต่อรอง..." มู่เหยาแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาสุกสกาวระยิบระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด "ข้ามาเพื่อร่วมมือกับท่าน... ในการผูกขาดเศรษฐกิจของมณฑลนี้ต่างหากล่ะเพคะ ท่านอ๋อง"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียดอันหอมหวานของอดีตชาติที่หวนคืน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างเร่งรีบ ทำลายห้วงเวลาอันน่าหลงใหลนั้นลงในพริบตา!
"สหายจาง! ท่านหัวหน้าจางครับ!" เสียงตะโกนร้อนรนของเลขาธิการหลิวลอดผ่านประตูไม้เข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งกระหืดกระหอบ "แย่แล้วครับ! มีคำสั่งด่วนจากส่วนกลาง... ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัญชีพิเศษเดินทางมาถึงสถานีรถไฟแล้ว พวกเขา... พวกเขากำลังมุ่งหน้ามาที่คอมมูนของเราตอนนี้เลยครับ!"
จางเหว่ยละสายตาจากมู่เหยาช้าๆ นัยน์ตาคู่คมเปลี่ยนกลับมาเป็นความเยือกเย็นดุร้ายและเฉียบขาดในทันที เขายื่นมือไปหยิบแฟ้มเอกสารลับบนโต๊ะมากอดไว้แนบอก ก่อนจะหันมามองสตรีตรงหน้าที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนมุมปากอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
"ดูเหมือนว่า..." มู่เหยาเอ่ยกระซิบเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบจากลมหนาว "ศึกแรกในยุค 70 ของเรา... ได้เริ่มขึ้นแล้วล่ะเพคะ"
จางเหว่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม "ถ้าเช่นนั้น... ในฐานะกุนซือคู่กาย... เจ้าจะแก้หมากตานี้อย่างไร, หลี่มู่เหยา?"
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและสนับสนุนกันเสมอนะครับ
--- เฉินเว่ยสายลุย
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า•ตอนที่ 7
เสียงกระซิบจากอดีต
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!