กลิ่นอายความอับชื้นของดินโคลนผสมกับกลิ่นไอฝนช่วงต้นฤดูร้อนโชยปะทะนาสิก ท่ามกลางความเงียบงัดที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของคนนับร้อยที่รายล้อมอยู่รอบลานตากเมล็ดพืชของคอมมูน
สายฝนโปรยปรายลงมาบางเบา ราวกับม่านโปร่งสีเทาที่ถูกขึงกั้นระหว่างโลกยุคเก่าที่กำลังจะพังทลายกับยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความดุดันของการแย่งชิงอำนาจ ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อคลุมกันฝนทหารสีเขียวเข้มของจางเหว่ยหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าลาน สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทุ่งราบมองตรงไปยังสตรีร่างบางที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า
ไม่มีท่าทีตื่นตระหนก ไม่มีแม้แต่รอยย่นบนเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่นางสวมใส่ แม้สภาพแวดล้อมรอบตัวจะเต็มไปด้วยสายตาแห่งความชิงชังและหวาดระแวงจากบรรดาผู้เฒ่าและสมาชิกคอมมูนที่ถูกปลุกปั่นมาตลอดทั้งสัปดาห์
"ดูเหมือนว่า... เกมกระดานนี้จะสนุกกว่าที่เจ้าคิดเสียได้ สหายมู่เหยา..."
จางเหว่ยเอ่ยเสียงต่ำ ทุบทำลายความเงียบงัดลงด้วยน้ำหนักคำพูดที่ทรงพลังดั่งค้อนเหล็กกระทบแท่นตีมีด ขณะที่รถยนต์จี๊ปทหารสีดำคันสังกะสีขึ้นสนิมเล็กน้อยค่อยๆ แล่นมาจอดสนิทอยู่ที่หน้าลานบ้าน พร้อมกับร่างของบุคคลในเครื่องแบบสืบราชการลับก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทีแข็งกร้าว
หลี่มู่เหยาไม่แม้แต่จะชายตามองรถจี๊ปคันนั้น รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนมุมปากเรียวสวยราวกับภาพวาดพู่กันจีน นางยกมือขึ้นจัดชายเสื้อให้เข้าที่อย่างใจเย็น ท่วงท่าการเคลื่อนไหวนั้นสง่างามและเปี่ยมด้วยพิธีรีตองของสตรีสูงศักดิ์ในราชสำนักอดีต แม้ในยามที่ยืนอยู่กลางลานดินโคลนของหมู่บ้านยุคทศวรรษที่แปดเช่นนี้
"ท่านอ๋อง... อ้อ ลืมไป ตอนนี้ท่านคือ 'สหายหัวหน้าจาง' ผู้กุมชะตากรรมของคนนึงในคอมมูนแห่งนี้" มู่เหยาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับแฝงประกายคมปลาบที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ท่านคิดว่ารถสืบราชการลับคันนั้น จะสามารถกดดันให้ข้าคาย 'บัญชีลับ' ที่พวกท่านซุกซ่อนไว้ใต้ถุนศาลากลางออกมาได้หรือไร?"
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากฝูงชนชาวบ้านทันที ผู้เฒ่าหวัง ผู้ใหญ่บ้านผู้ทรงอิทธิพลหน้าเลือดรีบก้าวออกมาข้างหน้า ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว
"นังสารเลวหลี่มู่เหยา! อย่ามาใส่ร้ายป้ายสีคอมมูนของเรานะ! พวกเราทำตามนโยบายส่วนกลางอย่างเคร่งครัด บัญชีบ้าบออะไรของแก ไม่มีใครซ่อนทั้งนั้น!" ผู้เฒ่าหวังแผדเสียงตะโกนหวังกลบเกลื่อนความร้อนรนในแววตาที่สั่นระริก
มู่เหยาปรายตามองผู้เฒ่าหวังราวกับมองมดปลวก นางก้าวเท้าเดินช้าๆ ไปข้างหน้า สามก้าว... ทุกย่างก้าวประณีตราวกับการเดินบนท้องโรงละครหลวงในอดีต เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นดินเปียกชื้นกลับสร้างจังหวะที่กดดันให้ผู้คนรอบข้างต้องถอยร่นโดยไม่รู้ตัว
"ผู้เฒ่าหวัง... ท่านกล่าวว่าทำตามนโยบายส่วนกลางอย่างเคร่งครัดสินะ?" มู่เหยาเอ่ยเสียงหวานหยด ทว่าเย็นเยียบถึงกระดูกดำ นางสะบัดมือเบาๆ ส่งสัญญาณให้เด็กชายตัวผอมโซคนหนึ่งในกลุ่มชาวบ้านก้าวออกมา พร้อมกับถือสมุดปกสีน้ำตาลเล่มหนาที่เปอะเปื้อนคราบน้ำมันเครื่อง
"แต่ทว่า... ในสมุดบัญชีเล่มนี้ ซึ่งข้าบังเอิญ 'เก็บได้' ใต้แปลงนาขั้นบันไดเมื่อคืนก่อน กลับมีชื่อของท่านรับมอบปุ๋ยเคมีส่วนเกินจากรัฐถึงสามสิบกระสอบ และชื่อของท่านก็เป็นผู้จำหน่ายมันต่อให้กับพ่อค้าคนกลางในเมืองตลาดมืดด้วยราคาที่สูงกว่าท้องตลาดถึงห้าเท่า... น่าสนใจใช่ไหมล่ะสหายหัวหน้าจาง?"
จางเหว่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่จนบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงหลายองศา เขาไม่ได้มองสมุดบัญชีในมือเด็กชาย แต่นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นกลับจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าของสตรีตรงหน้าอย่างไม่วางตา ความรู้สึกประหลาดแล่นริ้วขึ้นในอก... สตรีผู้นี้ช่างกล้าหาญและเจ้าเล่ห์เพทุบายเสียยิ่งกว่าแม่ทัพใหญ่ฝ่ายศัตรูเสียอีก
"เจ้าเอาหลักฐานนี้มาจากไหน?" เจ้าหน้าที่สืบราชการลับในชุดเครื่องแบบก้าวเข้ามาหมายจะแย่งสมุดบัญชี
มู่เหยาเบี่ยงตัวหลบด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ปลายเสื้อคลุมสะบัดเป็นวงโค้งงดงาม นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดชะัก
"หยุด! หากพวกท่านแตะต้องหลักฐานชิ้นนี้แม้แต่นโยบายเดียว ข้าจะเผาทำลายต้นฉบับสำเนาอีกสามชุดที่ถูกส่งตรงไปยังโต๊ะทำงานของ 'ผู้ตรวจการพิเศษมณฑล' ในกรุงปักกิ่งเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เช้าตรู่!"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางกลางลานคอมมูน สีหน้าของผู้เฒ่าหวังและสมุนบริวารเปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกับกระดาษ สติปัญญาที่เหนือล้ำและความเด็ดขาดในการวางหมากของมู่เหยา ทำให้คนในหมู่บ้านที่เคยฮึกเหิมเมื่อครู่เริ่มหวาดกลัวและถอยกรูด บัดนี้... กำแพงความสามัคคีจอมปลอมที่ผู้เฒ่าหวังสร้างขึ้นเพื่อกดขี่ชาวบ้าน ได้พังทลายลงด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของนางแล้ว
จางเหว่ยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสะท้อนความขบขันและความชื่นชมที่ผสมปนเปกันอย่างยากจะแยกแยะ เขาก้าวเท้าเข้ามาประชิดร่างบาง กลิ่นอายบุรุษเพศที่ทรงอำนาจและกลิ่นฝนจางๆ ล้อมรอบตัวมู่เหยาไว้จนแทบไม่มีช่องว่าง
ใบหน้าหล่อเหลาดุดันโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความท้าทายที่ร้อนแรง
"เก่งมาก... สหายมู่เหยา เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจครั้งแล้วครั้งเล่า" จางเหว่ยกระซิบเสียงพร่าข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านเส้นผมที่เปียกชื้น "แต่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า... การล้มผู้เฒ่าหวังได้ จะทำให้เจ้าหลุดพ้นจากเงื้อมมือของข้า?"
มู่เหยาไม่ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของท่านอ๋องในร่างหัวหน้าคอมมูนอย่างไร้ความเกรงกลัว มุมปากหยักยิ้มเย้ายวนท้าทาย
"ท่านอ๋อง... เกมกระดานนี้เพิ่งเริ่มต้นเดินหมากตาที่หกเท่านั้น ข้าต่างหากที่เป็นผู้กำหนดว่า ใครจะได้เป็นฝ่ายรุก และใคร... จะต้องคุกเข่าลงแทบเท้า"
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นจากทางเข้าหมู่บ้าน พร้อมกับเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจของหน่วยลาดตระเวน
"หัวหน้าจาง! แย่แล้วครับ! มีคำสั่งด่วนที่สุดจากส่วนกลาง... 'หน่วยรบพิเศษลับ' บุกเข้าล้อมคลังเสบียงหลวงทางเหนือ และพวกมันกำลังมุ่งหน้ามาที่คอมมูนของเรา!"
จางเหว่ยชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในพริบตาเดียว เขากวาดสายตามองมู่เหยาที่รอยยิ้มบนมุมปากยังคงค้างอยู่ ทว่าแววตากลับไหววูบเป็นครั้งแรก...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้ "เฉินเว่ยสายลุย" เสมอนะครับ
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า•ตอนที่ 6
สติปัญญาปะทะอำนาจมืด
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!