"เจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงได้ลบหลู่กฎเหล็กของคอมมูนด้วยการแอบนำสมุนไพรป่าออกไปขายเป็นการส่วนตัว!"
เสียงทุ้มต่ำดั่งเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายในป่าลึกดังขึ้นก้องห้องทำงานเล็กๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและน้ำมันก๊าด จางเหว่ยตบโต๊ะไม้เนื้อแข็งจนฝุ่นฟุ้งกระจาย ดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวจ้องมองหลี่มู่เหยาที่ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้า
หญิงสาวไม่ได้มีท่าทีสั่นสะท้าน เธอสวมชุดเสื้อตัวนอกสีหม่นที่ปะชุนอย่างประณีต แม้เนื้อผ้าจะหยาบกร้านตามประสาชาวนาในยุค 70 แต่ท่วงท่าการยืนตัวตรงดุจกิ่งหลิวหยั่งรากลึกนั้นกลับสง่างามอย่างประหลาด นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นจอมทัพผู้พิชิตใต้หล้า
"หากข้าไม่ทำเช่นนั้น ครอบครัวสามีที่ตกระกำลำบากคงอดตายก่อนที่จะได้เห็นหน้าหนาวที่สามครับ ท่านหัวหน้า... หรือข้าควรจะเรียกท่านว่า 'ฝ่าบาท' ในห้วงคำนึงของท่านดี?"
จางเหว่ยชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัดไปชั่วขณะ คำว่า 'ฝ่าบาท' ที่หลุดจากปากนางเปรียบเสมือนคมดาบที่กรีดลงบนรอยแผลเป็นในใจที่เขาพยายามฝังกลบไว้ตลอดหลายเดือนที่ข้ามภพมา เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดเครื่องแบบสีเขียวขี้ม้าดูข่มขวัญผู้คน แต่สำหรับมู่เหยา เขาก็ยังเป็นเพียงบุรุษผู้โดดเดี่ยวที่กำลังแบกโลกทั้งใบไว้ด้วยความทิฐิ
เขาเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ กลิ่นยาสมุนไพรจางๆ จากตัวนางปะทะกับกลิ่นบุหรี่มวนและเหงื่อไคลของเขา "เจ้าไม่รู้หรือว่าการกระทำของเจ้ามันเสี่ยงเพียงใด หากข้าไม่ดึงเรื่องนี้ไว้ เจ้าคงถูกสอบสวนจนลอกคราบไปแล้ว"
"ท่านห่วงข้าหรือครับ?" มู่เหยาเอียงคอถาม ดวงตาคู่สวยพราวระยับด้วยความหยอกเย้า แต่ลึกๆ แล้วนางกลับเห็นร่องรอยความโหยหาที่ซ่อนอยู่ในแววตาคู่นั้น "หรือท่านเพียงแค่เสียดาย 'หมาก' ตัวสำคัญที่ยังเดินไม่สุดกระดานกันแน่?"
จางเหว่ยแค่นยิ้มที่มุมปาก มือหนาเอื้อมไปเชยคางนางขึ้นอย่างถือดี นิ้วโป้งหยาบกร้านจากการจับดาบและไถนาไล้ผ่านผิวแก้มเนียนละเอียดของนางเบาๆ ทว่าสายตากลับฉายแวววูบไหว ราวกับกำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นมานานปีเริ่มมีรอยร้าว
"ข้าไม่เคยให้ค่าหมากตัวใดจนยอมเอาอำนาจของข้าไปเสี่ยง หากเจ้าไม่ใช่..." เขาหยุดกึก ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดใบหน้าของนาง ก่อนจะเบนสายตาหนี "ช่างเถอะ เจ้าจงกลับไปเสีย ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจส่งเจ้าเข้าคุกจริงๆ"
มู่เหยาไม่ถอยหนี กลับก้าวเข้าหาเขาอีกครึ่งก้าว ฝ่ามือบางวางทาบลงบนอกแกร่งของท่านอ๋องผู้ดุดัน สัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวผิดจังหวะ "ท่านอ๋อง... บนโลกที่ไม่มีม้าศึกและราชบัลลังก์แห่งนี้ ท่านยังคงเป็นท่านอ๋องผู้เหงาหงอยที่ข้าเคยรู้จักเสมอมา ความเย็นชาของท่านมันก็แค่เกราะที่ท่านสร้างขึ้นเพื่อกันไม่ให้ใครเห็นว่าแท้จริงแล้วท่านกำลังหวาดกลัวการสูญเสียคนข้างกายไปเพียงใด"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้จางเหว่ยตัวแข็งทื่อ เขาจับข้อมือนางไว้แน่น ไม่ใช่ด้วยความโกรธ แต่เป็นการยึดเหนี่ยวที่มั่นคง
"เจ้ากล้าดีนักที่มาสอนข้า" เขาพึมพำ แต่แรงบีบที่ข้อมือคลายลง กลายเป็นเพียงการกุมไว้หลวมๆ "ข้าไม่ได้กลัวการสูญเสีย ข้าแค่เกลียดความอ่อนแอของมนุษย์... ที่เจ้ามักจะแสดงออกมาให้ข้าเห็นเสมอ"
"ความอ่อนแอไม่ใช่ความผิดครับท่านอ๋อง ในยุคสมัยที่ทุกอย่างผันผวนเช่นนี้ การยอมรับความจริงอาจเป็นอาวุธที่ร้ายกาจที่สุดที่ท่านมี"
มู่เหยาเขย่งเท้าขึ้น กระซิบข้างหูของเขา เสียงของนางแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึกของชายหนุ่ม "และสำหรับท่าน... การปล่อยให้ข้าเข้ามาในที่แห่งนี้ ก็คือชัยชนะของหัวใจท่านแล้ว"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาบนผนังที่เดินไปอย่างเชื่องช้า จางเหว่ยหลับตาลง พยายามควบคุมความรู้สึกที่ตีรวนอยู่ในอก เขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ผู้พิชิต แต่บัดนี้กลับพ่ายแพ้ให้กับสตรีเบื้องหน้าเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้องทำงาน ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูที่รัวและกระชั้นชิด
"ท่านหัวหน้าครับ! มีด่วนจากส่วนกลาง! มีคนพบเอกสารลับที่ซ่อนอยู่ในโกดังพัสดุ เป็นตราประทับที่ไม่มีใครในคอมมูนนี้เคยเห็นมาก่อน... ท่านต้องรีบไปดูเดี๋ยวนี้ครับ!"
จางเหว่ยลืมตาขึ้น แววตากลับมาดุดันและเยือกเย็นดังเดิม เขาปล่อยมือจากมู่เหยาแล้วรีบคว้าเสื้อคลุมมาสวม ทว่าในขณะที่กำลังจะก้าวออกไป เขากลับหยุดและหันมามองนางด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
"อย่าเพิ่งไปไหน รอข้าอยู่ที่นี่..." เขาออกคำสั่งพลางคว้าปืนพกเก่าๆ ที่เก็บไว้ในลิ้นชักขึ้นมาเหน็บข้างเอว "หากข้ากลับมาไม่ทัน... จงเปิดลิ้นชักชั้นล่างสุดของตู้เก็บเอกสารใบนั้น แล้วอ่านสิ่งที่ข้าทิ้งไว้ให้"
ประตูห้องถูกกระชากเปิดออก จางเหว่ยเดินออกไปพร้อมกับกลุ่มคนเหล่านั้น ทิ้งให้มู่เหยายืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของห้องทำงานที่เงียบเชียบ
นางค่อยๆ เดินไปที่ตู้เก็บเอกสารตามคำบอก มือสั่นเทาเล็กน้อยขณะดึงลิ้นชักชั้นล่างสุดออก สิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้นางต้องหยุดหายใจ มันไม่ใช่เอกสารงานของคอมมูน แต่เป็นจดหมายที่เขียนด้วยลายมือดั้งเดิมของจางเหว่ย พร้อมกับพระราชโองการลับฉบับที่หายสาบสูญไปเมื่อหลายปีก่อนในประวัติศาสตร์... ซึ่งฉบับนั้นมีชื่อของ 'หลี่มู่เหยา' ปรากฏอยู่ใต้บรรทัดสุดท้ายในฐานะ 'พระมเหสีผู้ทรงสิทธิ์'
และเมื่อนางหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมา เสียงปืนนัดหนึ่งก็ดังสนั่นขึ้นจากทางทิศของโกดังพัสดุ!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของท่านอ๋องและกุนซือสาวมาจนถึงตอนนี้ครับ ขอให้ทุกท่านสนุกกับตอนต่อไปนะครับ!
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า•ตอนที่ 14
รอยร้าวในใจท่านอ๋อง
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!