กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า•ตอนที่ 13

ยุคเปลี่ยนผ่านที่น่าหวั่นใจ

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
กลิ่นอายความอับชื้นของกระดาษสาและหมึกจีนชั้นดีในห้องทำงานเก่าคร่ำครึ มิอาจกลบกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยคลุ้งมาจากปลายนิ้วของจางเหว่ยได้เลย ชายหนุ่มสะบัดข้อมือเพียงเบาๆ จดหมายประทับตราพญาครุฑทองคำจาก ‘พระราชวังหลวง’ ก็ม้วนเก็บเข้าสู่รอยพับแขนเสื้อซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน ดวงตาดุดั่งพญาเหยี่ยวคู่พยัคฆ์กวาดมองผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าที่ถูกลมหนาวพัดกระแทกจนเกิดเสียงเอี๊ยดอาร์ด เบื้องล่างนั้น วิถีชีวิตของผู้คนในคอมมูนยุคแปดสิบกำลังปั่นป่วนอย่างหนัก เสียงประกาศจากหอกระจายข่าวเรื่องนโยบายการจัดสรรที่ดินและโควต้าผลผลิตใหม่ดังแทรกประสานกับเสียงโวยวายของชาวบ้านที่ไม่เข้าใจกลไกตลาดเสรีจำแลงนี้ ยุคสมัยกำลังเปลี่ยนผ่านราวกับสายน้ำเชี่ยวกรากที่พร้อมจะพัดพาทุกชีวิตให้จมดิ่ง แต่มู่เหยากลับยืนอยู่กลางกระแสธารนั้นด้วยท่าทีสงบนิ่งดั่งขุนเขา ร่างระหงในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีทึบตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่มิอาจปิดบังรัศมีสง่างามของอดีตกุนซือหญิงผู้เคยพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินมาแล้ว นางกำลังใช้ปลายนิ้วเรียวงามดั่งหยกขาว เคาะโต๊ะไม้ไผ่เป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าเฉียบคม ทอดสายตามองแผ่นป้ายประกาศนโยบายใหม่ด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก "นโยบายส่วนกลางรarัดกุม แต่ช่องโหว่ด้านกฎหมายท้องถิ่นกว้างเสียจนม้าศึกร้อยตัววิ่งผ่านได้สบาย..." น้ำเสียงหวานใสแต่แฝงความเยือกเย็นเอ่ยขึ้นลอยๆ โดยไม่ต้องหันไปมองร่างสูงใหญ่ที่ก้าวตามออกมาจากเงื้อมเงาประตู จางเหว่ยสาวเท้าเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังนาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองสั้นลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นแผ่วเบาที่คุกรุ่นอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวจัด ท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพในอดีต ปัจจุบันอยู่ในชุดแจ็คเก็ตสีเขียวขี้ม้าของหัวหน้าคอมมูน มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าข้อแขนเรียว แต่ชะงักค้างไว้กลางอากาศเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังขึ้นจากเบื้องล่าง *กึก... กึก... กึก...* ฝีเท้านั้นไม่ได้มาจากชาวบ้านทั่วไป แต่มันคือจังหวะการเดินของทหารยามอาชีพ ผู้ฝึกปรือวิทยยุทธ์มาอย่างโชกโชนและรักษาแถวอย่างเคร่งครัด แม้จะอยู่ในชุดสากลสมัยใหม่ก็ตาม จางเหว่ยหรี่ตาลงทันที รังสีสังหารแผ่ซ่านออกจากร่างหนาจนอากาศรอบตัวลดฮวบลงหลายองศา เขาจำรหัสเสียงฝีเท้านั้นได้แม่นยำ มันคือหน่วยองครักษ์เงาหลวง... หน่วยรบพิเศษที่ขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดิและ ‘ผู้สำเร็จราชการ’ เพียงผู้เดียว "ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญจะมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียอีกนะท่านอ๋อง" หลี่มู่เหยามิได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาดำขลับคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าเคร่งเครียดของชายหนุ่มอย่างชัดเจน "เจ้าอ่านจดหมายฉบับนั้นแล้ว?" จางเหว่ยเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดุดันและคุกกรุ่น "จำเป็นต้องอ่านด้วยหรือ?" มุมปากอิ่มยกย่องขึ้นเล็กน้อย "ในเมื่อกลิ่นอายความตายของเสด็จพ่อของท่านลอยมาแตะจมูกข้าตั้งแต่ท่านก้าวเท้าเหยียบเข้ามาในเขตคอมมูนนี้แล้ว... บิดาของท่านผู้ทรงทศพิธราชธรรม หรือจะสู้ความกระหายอำนาจที่กัดกินหัวใจราชสำนักมาหลายชั่วคน" คำพูดของนางเฉียบคมดั่งใบมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า จางเหว่ยขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขากระชากร่างบางเข้ามาชิดอกโดยไม่ทันให้อตั้งตัว มือหนาบอบบางแต่ทรงพลังบีบกระชับที่เอวคอดกิ่วของนางไว้แน่น กลิ่นอายบุรุษเพศที่เต็มไปด้วยความดุดันและคุกคามโอบล้อมนางไว้รอบด้าน ทว่ามู่เหยากลับไม่หลบสายตา นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างท้าทาย ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนแทบหลอมละลายบรรยากาศอันหนดเหน็บ "เจ้ากล้าดียังไงถึงพูดถึงเสด็จพ่อเช่นนั้น..." เสียงของจางเหว่ยแหบพร่าและอันตรายอย่างยิ่งยวด "รู้ไหมว่าการกระทำของเจ้าในตอนนี้ กำลังดึงตัวเองลงไปในหลุมพรางที่ไม่มีวันปีนกลับขึ้นมาได้" "หลุมพรางหรือ?" หลี่มู่เหยาหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ เสียงหัวเราะของนางช่างน่าฟังราวกับเสียงกระดิ่งเงิน แต่กลับทำให้หัวใจของท่านอ๋องกระตุกวูบ "ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่... ท่านคิดว่าข้าเดินตามหมากของใครกันแน่? หมากกระดานนี้ไม่ได้มีแค่ท่านกับราชสำนักหรอกนะ... แต่มี ‘คนอีกคน’ ที่กำลังรอจังหวะซัดทอดพวกเราทั้งคู่ลงจากหน้าผาอยู่" ยังไม่ทันที่จางเหว่ยจะได้เอ่ยปากซักถาม เสียงเคาะประตูก็จงใจดังขึ้นสามครั้งอย่างมีมารยาท แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลจากภายนอก *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* "ท่านหัวหน้าคอมมูนจาง..." เสียงแหบแห้งแต่ทรงอำนาจดังลอดเข้ามาจากเบื้องหลังบานประตูไม้เก่าๆ "มีแขกคนสำคัญจากเมืองหลวง... มาขอเข้าพบท่านเป็นกรณีพิเศษ ขอรับ" จางเหว่ยชะงัก นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปที่ลูกบิดประตูที่ค่อยๆ หมุนเคลื่อนตัวช้าๆ ราวกับเวลาถูกยืดออก มือข้างหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ชายเสื้อยังคงกุมด้ามดาบสั้นไว้มั่น พร้อมที่จะปลิดชีพผู้มาเยือนได้ทุกเมื่อหากสถานการณ์พลิกผัน ทว่า หลี่มู่เหยากลับเอื้อมมือเรียวขาวของนางมาวางทับลงบนหลังมือที่กำลังกำดาบของเขา สัมผัสนั้นเย็นเยียบแต่มั่นคงอย่างประหลาด นางโน้มใบเข้าไปกระซิบข้างใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ทำให้ขนหัวลุก "อย่าเพิ่งใจร้อนท่านอ๋อง... ลองดูเสียก่อนว่า ผู้ที่ก้าวเข้ามาในห้องนี้ คือ 'เงาของอดีต' หรือ 'ผู้พิพากษาแห่งอนาคตกันแน่'..." สิ้นเสียงกระซิบ บานประตูไม้ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้เสียง เผยให้เห็นเงาร่างสูงโปร่งในชุดสูทสากลสไตล์ตะวันตก ทว่าสวมหมวกปีกกว้างบังใบหน้าครึ่งซีกเอาไว้ ผู้มาใหม่ก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงธรณีประตู ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก พร้อมกับประโยคแรกที่ทำเอาเลือดในกายของจางเหว่ยและมู่เหยาแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง— "ไม่พบกันนานนะ... ลูกอกตัญญู และ... กุนซือผู้บังอาจรอดชีวิตจากสุสานหลวง" **โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ** --- *ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านยุคเปลี่ยนผ่านอันเชี่ยวกรากนี้ไปกับผม หวังว่าบทนี้จะสะใจและชวนลุ้นระทึกไม่น้อยนะครับ* - **เฉินเว่ยสายลุย**
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%