เสียงกระแทกของซองจดหมายประทับครั่งรูปพยัคฆ์ซ่อนลายลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังขึ้น ทลายความเงียบงันภายในห้องทำงานคับแคบของคอมมูนการเกษตรแห่งนั้นลงจนหมดสิ้น
จางเหว่ยไม่ได้ชายตามองมันอีก สัญชาตญาณดิบเถื่อนของอดีตแม่ทัพใหญ่ผู้เคยอาบโลหิตในสนามรบสั่งการให้เขารับรู้ได้ทันทีว่า ปลายทางของเกมกระดานนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจัดสรรปันส่วนเมล็ดพันธุ์ข้าวในยุคเปลี่ยนผ่านอันสับสนอลหม่านนี้เสียแล้ว หากแต่กลิ่นอายของอำนาจเก่าที่กำลังฟื้นคืนชีพกำลังลอยคละคลุ้งปะปนมากับกลิ่นอับของกระดาษสา
นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวทะเลทรายตวัดกลับมาจ้องมองร่างบอบบางที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า มู่เหยาไม่ได้แสดงอาการหวาดหวั่นต่อบรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวบุรุษตรงหน้าแม้แต่น้อย นางเพียงกวาดสายตาสำรวจรอยยับย่นของเสื้อแจ็คเก็ตสีเขียวขี้ม้าแบบเหมาไจ๋ที่จางเหว่ยสวมทับด้วยความเคยชิน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ท่านอ๋อง... อภัยด้วย หากจะให้ข้ากล่าวตามตรง เอกสารสิทธิ์การถือครองที่ดินแปลงสามที่ท่านกำลังถือครองอยู่ในมือตอนนี้ หาได้มีความหมายอันใดต่อการพลิกฟื้นชีพจรแผ่นดินในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ มันเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่รอวันเปื่อยยุ้งไปตามกาลเวลา หากท่านยังคงใช้วิธีการบริหารแบบเก่าที่ใช้แรงงานเข้าหักโถมโดยปราศจากกลยุทธ์"
จางเหว่ยแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจากรอยยิ้มหยันที่มุมปากหนา "สามหาม! เจ้าเป็นเพียงสะใภ้ตระกูลชาวนาตกยาก ไฉนจึงกล้าอาจหาญวิจารณ์นโยบายของคอมมูน และที่สำคัญ... เจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าข้าจะใส่ใจคำพูดของคนเพ้อเจ้อเช่นเจ้า"
มู่เหยาไม่สะท้านนางก้าวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานไม้ยางพาราเก่า ๆ อีกหนึ่งก้าว จังหวะการเดินของนางสง่างามมั่นคง ราวกับราชสำนักโบราณอันเคร่งครัดถูกย่อส่วนลงมาไว้ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ แห่งนี้ กลิ่นอายความเย่อหยิ่งทระนงที่แฝงอยู่ภายใต้ความนอบน้อมทำให้จางเหว่ยต้องหรี่ตาลงอย่างพิจารณา
"ข้าไม่ได้เพ้อเจ้อ ท่านต่างหากที่กำลังหลงทางในเขาวงกตที่พวกเขาสร้างขึ้น" มู่เหยาลดเสียงลงกระซิบ ประโยคหลังถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิวแต่กลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของบุรุษผู้กุมอำนาจ "ซองจดหมายจากกองกำลังลับพยัคฆ์ซ่อนลายฉบับนั้น ไม่ได้ส่งมาเพื่อเตือนภัย แต่ส่งมาเพื่อหยั่งเชิงว่า ‘ท่านอ๋อง’ ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต จะยอมก้มหัวให้แก่ระบบคอมมูนยุคใหม่ หรือจะลุกขึ้นมาใช้สติปัญญาพลิกเกมนี้ด้วยมือของตนเอง"
บรรยากาศในห้องราวกับถูกแช่แข็ง ชั่วขณะหนึ่งไม่มีใครขยับเขยื้อน จางเหว่ยจ้องมองสตรีตรงหน้าเขม็ง นัยน์ตาคมกริบไหววูบด้วยประกายความประหลาดใจที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความดุร้าย สตรีผู้นี้มิใช่เพียงแค่ชาวนาผู้ปราดเปรื่อง นางล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา และที่สำคัญกว่านั้น นางกำลังอ่านหมากทุกตาที่เขากำลังจะเดินออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"ดี..." จางเหว่ยผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดทำงานก้าวเข้าไปประชิดตัวนาง จนมู่เหยาต้องเงยหน้าขึ้นสบตาเขา "ในเมื่อเจ้ากล้าหาญถึงเพียงนี้ ข้าจะให้โอกาสเจ้าพิสูจน์ตนเอง แผนการพลิกฟื้นผืนนาแปลงสามที่กำลังจะแห้งแล้งเพราะภัยแล้งและขาดแคลนแรงงาน หากเจ้าทำไม่สำเร็จภายในเจ็ดวัน ข้าจะส่งตัวเจ้าและครอบครัวออกนอกคอมมูนนี้ทันที!"
มู่เหยารับคำท้าด้วยรอยยิ้มบางเบาที่งดงามราวดอกเหมยแย้มบานท่ามกลางเหมันตฤดู "สัญญานะครับท่านอ๋อง... หากข้าทำสำเร็จ ท่านจะต้องยกเลิกคำสั่งเกณฑ์แรงงานพิเศษที่ใช้กดขี่ชาวบ้านทั้งหมด และมอบอำนาจการบริหารจัดการเกษตรกรรมในเขตนี้ให้แก่ข้าแต่เพียงผู้เดียว"
"ตกลง" จางเหว่ยรับคำเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคู่นั้นจ้องมองริมฝีปากที่กำลังคลี่ยิ้มอย่างท้าทายของนางด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในอก
เช้าตรู่ของวันถัดมา บนผืนดินรกร้างแปลงสามที่เต็มไปด้วยวัชพืชและดินกระด้าง มู่เหยาในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีทึบเก่า ๆ แต่สะอาดสะอ้าน ยืนบัญชาการอยู่บนคันนา นางไม่ได้ใช้แรงงานขุดดินแบบดั้งเดิมตามที่ชาวบ้านคนอื่น ๆ คาดหวัง แต่กลับเรียกตัวบรรดาผู้นำกลุ่มย่อยของคอมมูนและคนเฒ่าคนแก่มาประชุมร่วมกันท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดโชย
"ทุกท่านโปรดฟังข้า" เสียงหวานกังวานเอ่ยขึ้นอย่างทรงอำนาจ แม้ร่างจะบอบบางแต่วาจาทุกคำกลับเฉียบคมราวกับมีตรรกะเหล็กกล้าค้ำจุน "การทำนาแบบเดิมที่รอแต่น้ำฝนและปุ๋ยเคมีจากทางการนั้น เป็นการรังแต่จะทำให้ดินเสียและผลผลิตตกต่ำ เราจะเปลี่ยนวิธีใหม่ทั้งหมด"
ชาวบ้านต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความเคลือบแคลง หนึ่งในนั้นคือหัวหน้าฝ่ายผลิตจอมเจ้าเล่ห์ที่มักคอยขัดขาตระกูลสามีของมู่เหยาอยู่เสมอ เขาแค่นเสียงเยาะเย้ยขึ้นทันที "นังสะใภ้ตระกูลหลี่ เจ้าพูดจาเพ้อเจ้ออะไรออกมา ดินกระด้างเช่นนี้ หากไม่ใช้แรงคนนับร้อยมาพลิกหน้าดิน จะปลูกอะไรขึ้นมาได้ อย่ามาทำตัวอวดเก่งเป็นกุนซือตกยุคที่นี่นะ!"
มู่เหยาไม่โต้เถียง นางเพียงหยิบจอบไม้ที่เหลาขึ้นมาเป็นพิเศษขึ้นมา ด้ามจับถูกออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อให้ใช้แรงน้อยที่สุดแต่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด นางก้าวลงไปในแปลงนา แล้วสาธิตวิธีการขุดแบบสลับฟันปลาและการทำคูระบายน้ำใต้ดินที่นางประยุกต์มาจากตำราพิชัยสงครามโบราณผสานกับเทคนิคการเกษตรสมัยใหม่ที่นางเคยศึกษามาอย่างลึกซึ้ง
"นี่คือ 'ระบบหมุนเวียนเกษตรกรรมผสมผสานและการจัดสรรหน้าดินเชิงลึก'" มู่เหยาเอ่ยพลางปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาก นัยน์ตาสุกใสเปล่งประกายความมั่นใจ "หากเราขุดคูน้ำเพื่อกักเก็บน้ำค้างและน้ำใต้ดินตามแนวนี้ และใช้พืชคลุมดินตระกูลถั่วมาปรับสภาพไนโตรเจนในดิน ไม่เกินสามสัปดาห์ ดินที่แห้งแล้งนี้จะกลับมาอุดมสมบูรณ์ และให้ผลผลิตมากกว่าเดิมถึงสามเท่า!"
จากมุมตึกทำการคอมมูนชั้นสอง จางเหว่ยยืนกอดอกมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านหน้าต่างกระจกบานเก่า นัยน์ตาคมกริบจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของสตรีผู้นำการเปลี่ยนแปลง รอยยิ้มมุมปากของเขาปรากฏขึ้นอีกครั้งอย่างปิดไม่มิด ความเด็ดเดี่ยว ไหวพริบ และความฉลาดล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ภายนอก ทำให้อดีตท่านอ๋องผู้เยือกเย็นตระหนักได้ทันทีว่า หมากกระดานนี้... สนุกกว่าที่เขาคาดคิดไว้มากนัก
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศการทำงานกำลังดำเนินไปอย่างขันแข็ง เสียงฝีเท้าเร่งรีบของเลขาธิการหนุ่มก็ดังขึ้นพร้อมกับการเคาะประตูดังลั่นห้องทำงานของจางเหว่ย ก่อนที่เขาจะพุ่งพรวดเข้ามาด้วยใบซีดเผือด
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... มีคำสั่งด่วนจากส่วนกลางส่งตรงมาถึงท่านโดยเฉพาะ และ... และผู้ที่นำคำสั่งนี้มาด้วยตนเอง คือ 'องค์ชายรอง' ที่ถูกเนรเทศมาประจำการเขตชายแดน!"
จางเหว่ยชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปในพริบตา นัยน์ตาคมกริบแปรเปลี่ยนเป็นความดุร้ายราวดั่งพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อทันทีที่ก้าวล้ำอาณาเขต
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและสนับสนุนผลงานของเฉินเว่ยสายลุยเสมอนะครับ
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า•ตอนที่ 3
แผนการแรกเริ่ม: พลิกตำราครัวเรือน
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!