"กฎแห่งบรรพชนอันศักดิ์สิทธิ์ ย่อมไม่อนุญาตให้สตรีผู้ใดก้าวล่วงเข้าไปยังห้องโถงพิธีบูชาบรรพชน! หลี่มู่เหยา เจ้าช่างบังอาจนัก!"
เสียงตวาดก้องของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลจางดังสะท้อนก้องไปทั่วลานบ้านดินอัดแน่น ไอเย็นยามค่ำคืนของยุคเปลี่ยนผ่านปลายทศวรรษเจ็ดสิบไม่สามารถดับความเร่าร้อนของความโกรธเกรี้ยวในสายตาของเหล่าผู้เฒ่าผู้แก่ประจำคอมมูนได้เลยแม้แต่น้อย บนพื้นดินชื้นแฉะหลังฝนตกปรอยๆ ร่างระหงของหลี่มู่เหยายังคงยืนหยัดตรงแน่ว ราวกับต้นสนหลิวที่หยั่งรากลึกท้าทายพายุหิมะ
นางมิได้สะทกสะท้านต่อสายตานับสิบคู่ที่จ้องมองมาด้วยความดูแคลนและหวาดระแวง ในมือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อผ้าฝ้ายหยาบสีตุ่น นางกำลังหมุนแหวนหยกเนื้อเย็นวงเล็กบนนิ้วอย่างใจเย็น ท่วงท่าของนางสง่างามราวกับกำลังเดินชมบุปผชาติในอุทยานหลวง หาใช่การถูกสอบสวนความผิดต่อหน้าธารกำนัลไม่
เหตุการณ์และจุดทิ้งปมจากตอนที่แล้วยังคงติดตรึงอยู่ในความรู้สึก จางเหว่ยชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปในพริบตา นัยน์ตาคมกริบแปรเปลี่ยนเป็นความดุร้ายราวดั่งพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อทันทีที่ก้าวล้ำอาณาเขต
บัดนี้ พยัคฆ์หนุ่มผู้นั้นกำลังยืนกอดอกพิงกรอบประตูเรือนไม้เก่าคร่ำครึ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดสาดส่องกระทบโครงหน้าคมคายราวกับถูกแกะสลักด้วยหินผา ริมฝีปากหยักลึกเหยียดยิ้มเยาะหยัน ดวงตาคู่นั้นหรี่ลงมองสตรีตรงหน้าด้วยความสนใจใคร่รู้ระคนความอันตราย เขาไม่ได้เอ่ยปากห้ามปรามและไม่ได้ปกป้อง ปล่อยให้มู่เหยาเผชิญหน้ากับพายุแห่งจารีตประเพณีด้วยลำแข้งของตนเอง
"กฎแห่งบรรพชน?" มู่เหยาเอ่ยทวนคำ เสียงของนางราบเรียบ ทว่ากังวานใสราวดั่งระฆังหยกกระทบกันในยามค่ำคืน "ท่านผู้เฒ่าใหญ่ ท่านกล่าวถึงกฎข้อใดเล่า? กฎที่อนุญาตให้บุรุษดื่มกินสุราเคล้านารีหน้าห้องโถง ในขณะที่สตรีต้องก้มหน้าก้มตาตำข้าวโม่แป้งจนหลังขดหลังแข็งกระนั้นหรือ หรือว่าเป็นกฎที่ระบุว่าหยาดเหงื่อแรงงานของสตรีไม่มีค่าควรแก่การจารึกชื่อลงในบัญชีส่วนแบ่งผลผลิตของคอมมูน?"
คำพูดที่เฉียบคมราวดั่งใบมีดโกนกรีดลึกลงไปในความโสมมของขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบทอดกันมานับร้อยปี บรรยากาศรอบลานบ้านพลันเงียบกริบลงทันที เสียงจิ้งหรีดเรไรรอบนอกราวกับหยุดร้องไปชั่วขณะ
ผู้อาวุโสใหญ่หน้าถอดสี ริมฝีปากเหี่ยวย่นสั่นเทาด้วยความโกรธ "นังสารเลว! ปากกล้าพาทีเช่นนี้ เจ้ากล้าดูหมิ่นบรรพชนตระกูลจางเรอะ! กฎก็คือกฎ สตรีคือผู้ต่ำต้อย เป็นดั่งน้ำที่ต้องไหลตามร่องน้ำของสามี การที่เจ้าเสนอตัวเข้ามาจัดการบัญชีเสบียงสำรองของคอมมูนในค่ำคืนนี้ ถือเป็นการเหยียบย่ำประเพณีอันดีงามที่บรรพบุรุษเราสร้างมาด้วยเลือดเนื้อ!"
"เลือดเนื้อของบรรพบุรุษ หรือคราบน้ำตาของหญิงสาวในตระกูลกันแน่?" มู่เหยาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตากลมโตคู่คมกวาดมองไปรอบกาย นางก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ผู้อาวุโสใหญ่ทีละก้าวอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยแรงกดดันอันประหลาดจนชายชราต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
เครื่องแต่งกายของนางในยามนี้แม้จะเป็นเพียงเสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ ปะชุน แต่ท่วงท่าการเดิน การเชิดคางขึ้นเล็กน้อย และรัศมีแห่งอำนาจที่แผ่ออกมาจากจิตวิญญาณของอดีตกุนซือหญิง กลับทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับแม่ทัพใหญ่หาใช่ลูกสะไภ้ชาวนาผู้ไร้หัวนอนปลายเท้า
"ท่านผู้เฒ่า ท่านอ้างว่านี่คือประเพณี... แต่ข้ากลับมองเห็นแต่ความฉ้อฉล!" มู่เหยาสะบัดแขนเสื้อ ทรวงอกกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่เปี่ยมด้วยโทสะอันชอบธรรม "บัญชีเสบียงของคอมมูนประจำฤดูใบไม้ผลินี้ ข้าได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว มีเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีสูญหายไปกว่าสามร้อยชั่ง น้ำมันพืชและเกลือสินเธาว์ถูกลักลอบนำไปขายต่อในตลาดมืดเพื่อแลกกับฝิ่นและสุราชั้นดีของบุตรชายท่าน นี่ยังเรียกว่าประเพณีอันดีงามของบรรพชนอยู่อีกหรือ? หรือนี่คือการบูชาบรรพชนด้วยความโลภของพวกท่านเอง!"
สิ้นคำพูดราวดั่งสายฟ้าฟาดกลางฤดูฝน สีหน้าของผู้อาวุโสใหญ่เปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกับกระดาษ ไร้สีเลือดสิ้นเชิง เขารีบหันขวับไปมองหน้าบรรดาลูกหลานและชายฉกรรจ์ในตระกูลที่ยืนหน้าตาตื่นตระหนก
"เหลวไหล! นังนี่มันเพ้อเจ้อ! มันใส่ร้ายป้ายสี!" ผู้อาวุโสใหญ่แผדเสียงตะקوคกลบเกลื่อนความพิรุธ "จับตัวมันไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน! รอให้หัวหน้าคอมมูนมาตัดสินโทษขั้นเด็ดขาด!"
ชายฉกรรจ์ร่างหนาสองคนก้าวพรวดพราดเข้าไปหมายจะตะครุบตัวมู่เหยา กดร่างนางให้คุกเข่าลงกับพื้นดินโคลนตามธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อสตรีทำผิดต่อหน้าบุรุษ
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่มือหยาบกร้านจะทันได้แตะชายเสื้อของนาง ร่างสูงใหญ่ของจางเหว่ยก็พุ่งทะยานผ่านความมืดเข้ามาดั่งสายลมพายุ มือหนาคว้าจับคอเสื้อของชายฉกรรจ์คนแรกไว้ด้วยมือข้างเดียวแล้วเหวี่ยงกระเด็นไปกระแทกกับผนังกำแพงดินเสียงดังสนั่น *ตุบ!* ตามด้วยการเตะตัดขาชายคนที่สองจนทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นดินในพริบตาเดียว
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทำให้ทุกคนอ้าปากค้าง จางเหว่ยยังคงรักษาใบหน้าเรียบเฉย เยือกเย็น และดุร้าย ดวงตาคมกริบกวาดมองฝูงชนด้วยแววตาที่ทำให้หัวใจของทุกคนหยุดเต้นไปชั่วขณะ บรรยากาศรอบตัวเขาแผ่ซ่านไอสังหารที่สะสมมาจากการทำศึกสงครามในอดีต
"ใครอนุญาตให้พวกเจ้าใช้มือสกปรกแตะต้องคนของฉัน?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่าก้องกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ไม่มีผู้ใดกล้าสบตาเขา แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่ยังต้องก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดกลัวต่อบารมีที่แท้จริงของชายหนุ่มผู้นี้
จางเหว่ยปรายหางตามองภรรยาจำเป็นในนามที่ยังคงยืนสงบนิ่งไม่ไหวติง รอยยิ้มมุมปากของเขาปรากฏขึ้นอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและความท้าทาย
"ดูเหมือนว่า... เมียของฉันคนนี้ จะไม่ได้มีดีแค่หน้าตาเสียแล้วกระมัง" จางเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบพลันหันกลับมาเผชิญหน้ากับเหล่าผู้อาวุโส "ในเมื่อนางบอกว่าบัญชีมีความผิดปกติ งั้นเรามาเปิดบัญชีเล่มนั้นดูกันต่อหน้าทุกคน ณ บัดนี้เลยดีกว่า"
มู่เหยาเงยหน้าขึ้นสบตากับสามีผู้กุมชะตาใต้หล้าในร่างหัวหน้าคอมมูน ทั้งคู่ต่างซ่อนประกายไฟแห่งความเฉลียวฉลาดไว้ภายใต้นัยน์ตา ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งถึงขีดสุด
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่พร้อมกับแสงไฟจากคบเพลิงก็สว่างวาบขึ้นที่ปากทางเข้าลานบ้าน เจ้าหน้าที่จากส่วนกลางคอมมูนเขตใหญ่พร้อมใบประกาศสั่งการฉบับใหม่ถูกชูขึ้นท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกระลอก!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางพลิกชะตากับกุนซือหญิงของเรามาจนถึงบทนี้นะครับ
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า•ตอนที่ 4
ประเพณีที่ถูกทำลาย
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!