กลิ่นอับชื้นของกระดาษฟางเก่ายุคเจ็ดสิบผสมผสานกับกลิ่นชาเขียวคั่วเข้ม ลอยอวลอยู่ในห้องทำงานสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ของที่ทำการคอมมูน เสียงลมหายใจผ่อนเข้าออกอย่างสม่ำเสมอแต่กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับบรรยากาศรอบข้าง จนคล้ายกับออกซิเจนในห้องนี้กำลังถูกสูบออกไปทีละน้อย
จางเหว่ยยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้สนทาสีเข้ม มือหนาแกร่งสวมแหวนหยกมันแพะสีขาวนวลเนื้อดีหมุนไปมาบนนิ้วโป้ง ช้า ๆ ทว่ามั่นคง แววตาคมกริบดั่งพญาอินทรีจดจ้องมองร่างเพรียวบางของหลี่มู่เหยาที่ยังคงนั่งประดับรอยยิ้มบางเบาอยู่บนเตียงไม้ไผ่ รอยยิ้มนั้นไม่ได้มีความหวาดกลัว เจียมเนื้อเจียมตัว หรือแม้แต่ความประหม่าของภรรยาชาวนาผู้ยากไร้เลยแม้แต่น้อย มันคือรอยยิ้มของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าในมือ... และนั่นคือสิ่งที่ทำให้หัวหน้าคอมมูนผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างเขา รู้สึกระคายเคืองใจยิ่งนัก
"สหายหลี่... ดูท่าทางเธอจะไม่ได้ตื่นตระหนกกับระเบียบใหม่ของคอมมูนเลยสินะ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสความเยียบเย็นเสียดกระดูก ราวกับน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ที่พร้อมจะแช่แข็งทุกชีวิตให้หยุดนิ่ง จางเหว่ยไม่ได้ขยับตัว แต่รัศมีคุกคามรอบกายกลับแผ่ขยายออกไปจนทำให้ฝุ่นผงที่ลอยวนในอากาศแทบจะหยุดเคลื่อนไหว
หลี่มู่เหยาขยับตัวเล็กน้อย นางจัดชายเสื้อผ้าฝ้ายสีหม่นที่แม้จะเก่าคร่ำคร่าตามสภาพความเป็นอยู่ แต่กิริยาท่าทางการเคลื่อนไหวกลับสง่างามราวกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์กำลังย่างกรายในท้องพระโรง การก้าวเดินแต่ละก้าวทิ้งน้ำหนักอย่างสมดุล ขัดกับภาพลักษณ์ของสตรีชนบทโดยสิ้นเชิง นางช้อนสายตาขึ้นสบประสานกับนัยน์ตาคมปลาบของเขาอย่างไม่เกรงกลัว
"ระเบียบย่อมมีไว้เพื่อควบคุมผู้คน ท่านหัวหน้าจาง... แต่กฎเกณฑ์ทั้งหลาย มักจะมีช่องว่างสำหรับผู้ที่มองเห็นโครงสร้างที่แท้จริงเสมอ มิใช่หรือเจ้าคะ?" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแต่ละคำกลับคมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในแพรไหม
จางเหว่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความระแวงสงสัยที่พุ่งสูงถึงขีดสุด หญิงตรงหน้าผู้นี้... ในอดีตคือนางสะใภ้ตระกูลหลี่ผู้เงียบขรึม อ่อนแอ และแทบไม่กล้าสบตาใคร แต่วันนี้ แววตาคู่นั้นกลับลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร ทะเลสาบที่สงบนิ่งมักซ่อนสัตว์ร้ายหรือสมบัติล้ำค่าเอาไว้เสมอ และเขาก็เกลียดความไม่แน่นอน ยิ่งเป็นความไม่แน่นอนที่มาจากปากคำและท่าทีอันลึกซึ้งเกินวัยของสตรีผู้นี้ เขายิ่งต้องกำจัดตัวแปรนี้ออกไปเสีย
"เธอรู้ตัวไหม ว่าคำพูดเมื่อครู่ของเธอ... เทียบเท่ากับการท้าทายอำนาจของรัฐบาลท้องถิ่นเชียวนะ" จางเหว่ยโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แขนเสื้อทหารสีเขียวเข้มตึงเปรี๊ยะตามมัดกล้ามเนื้อทรงพลัง สายตาดุร้ายจดจ้องราวกับจะทะลวกลงไปถึงก้นบึ้งความคิดของนาง
"อำนาจที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากคำสั่งบนกระดาษหรอกค่ะท่านหัวหน้า..." มู่เหยาแย้มยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด ดวงตาทอประกายพราวระยับด้วยความท้าทาย นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานไม้ยาวอีกหนึ่งก้าว กลิ่นอายจาง ๆ ของสมุนไพรป่าและกลิ่นอายความเฉลียวฉลาดที่ยากจะหาผู้ทัดเทียมลอยเข้าจมูกของจางเหว่ย "แต่มันเกิดจากการควบคุมปากท้องของผู้คนในยามที่ข้าวยากหมากแพงต่างหาก... ท่านเองก็กำลังกังวลเรื่องโควตาธัญพืชของคอมมูนไตรมาสนี้ ที่ถูกตัดทอนลงไปครึ่งหนึ่งจากเบื้องบนใช่ไหมล่ะคะ?"
สิ้นเสียงหวานนุ่ม ร่างสูงใหญ่ของจางเหว่ยพลันชะงักกึก แววตาเยือกเย็นแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงระคนเหี้ยมเกรียมในเสี้ยววินาที
ความลับระดับสูงสุดของคอมมูนเรื่องโควตาธัญพืชที่ถูกตัดทอน... มีเพียงเขากับคณะกรรมการระดับสูงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้! สตรีผู้นี้เป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงอ่านหมากตาสำคัญนี้ออกได้อย่างทะลุปรุโปร่งภายในเวลาไม่กี่นาทีที่พบกัน?
จางเหว่ยผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันมหาศาลแผ่พุ่งออกมาจนทำให้บรรยากาศรอบตัวแทบจะระเบิด เขาเอื้อมมือหนาคว้าข้อมือเรียวเล็กของนางไว้แน่นด้วยความเร็วระดับทหารหน่วยรบพิเศษ แรงบีบนั้นหนักหน่วงพอที่จะทำให้กระดูกแหลกได้ แต่มู่เหยาเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่มีเสียงร้องเล็ดลอดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
"เธอเป็นใครกันแน่... หลี่มู่เหยา?" เสียงกระซิบต่ำลอดไรฟันของจางเหว่ยแนบชิดใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับต้นคอระหง ทว่าเต็มไปด้วยจิตสังหารที่พร้อมปลิดชีพได้ทุกเมื่อ
มู่เหยาไม่ดิ้นรน นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มเย้ายวนทว่าเยือกเย็นยิ่งกว่าปรากฏขึ้นที่มุมปาก ก่อนที่นางจะกระซิบตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของท่านอ๋องผู้เคยชินกับการฆ่าฟันถึงกับกระตุกวูบ
"ถ้าท่านอยากรู้ว่าฉันเป็นใคร... ลองปล่อยมือ แล้วมานั่งฟังข้อเสนอที่จะทำให้ท่านได้ครองอำนาจเหนือใต้หล้าแห่งยุคนี้... ดีไหมล่ะคะ ท่านชินอ๋อง?"
ในจังหวะที่จางเหว่ยกำลังจะเอ่ยปากคาดคั้น เสียงเคาะประตูดังปัง! ขัดจังหวะขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับร่างของเลขาธิการพรรคประจำคอมมูนที่วิ่งหน้าตาตื่นพรวดพราดเข้ามาด้วยความตกใจ
"หัวหน้าจางครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! โกดังเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว... อยู่ ๆ ก็มีจดหมายปริศนาส่งมาถึงคุณ พร้อมตราประทับลับจากเมืองหลวงครับ!"
จางเหว่ยชะงัก นัยน์ตาคมกริบละจากใบหน้าของมู่เหยาช้า ๆ ก่อนจะหันไปมองซองจดหมายสีน้ำตาลเข้มในมือของเลขาธิการ ที่มีรอยประทับครั่งสีแดงสดรูป 'พยัคฆ์ซ่อนลาย' ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัวของกองกำลังลับที่ควรจะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคราชวงศ์ล่มสลายแล้ว!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางข้ามมิติไปด้วยกันนะครับ
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า•ตอนที่ 2
รอยยิ้มเยือกเย็นของเจ้าหน้าที่จาง
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!