กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า•ตอนที่ 1

ฟื้นจากความตายในกระท่อมทรุดโทรม

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
กลิ่นอับของฟางข้าวชื้นแฉะและกลิ่นคาวเลือดที่เจือจางในอากาศ คือสิ่งแรกที่ปลุกสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของอดีตกุนซือหญิงให้ตื่นตัวขึ้น หลี่มู่เหยาไม่ยอมขยับเปลือกตาในทันที แม้ความเจ็บแปลบจะแล่นริ้วไปตามเส้นประสาทราวกับถูกคมมีดนับพันกรีดแทะโครงกระดูก ปลายนิ้วเรียวที่เคยชินกับการดีดลูกคิดคำนวณราชาธิปไตยและตวัดพู่กันวางกลยุทธ์สงคราม บัดนี้กลับด้านและหยาบกร้าน ผิวหนังมีรอยแผลแตกแห้งจากการตรากตรำทำงานหนักในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความอดอยากและความเปลี่ยนแปลงอันรุนแรง "หากนางยังไม่ฟื้นขึ้นมาตักน้ำตำข้าวในวันนี้ เกรงว่าข้าวสารก้นถังคงได้มลายหายสิ้น และตระกูลจางของเราคงต้องใช้แผ่นดินกลบหน้ากันพอดี" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่แฝงไว้ด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาใกล้ราวกับเสียงกลองศึกในยามวิกาล บุรุษผู้นั้นไม่ได้ส่งเสียงถอนหายใจด้วยความเวทนาแม้แต่น้อย มีเพียงความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นหลังกว้างในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีหม่นของคอมมูน แม้เนื้อผ้าจะหยาบกระด้างและเก่าคร่ำคร่า แต่วิถีการเดินและการทรงตัวของเขากลับสง่างามราวกับพญาอินทรีที่ซ่อนเล็บ คมกริบ เยือกเย็น และพร้อมจะปลิดชีพเหยื่อได้ทุกเมื่อ จางเหว่ย... หรือที่ในอดีตเคยถูกขนานนามว่าเป็น ‘ชินอ๋องผู้กุมโลหิตแปดทิศ’ แม่ทัพผู้เหี้ยมโหดที่สุดแห่งราชสำนัก ผู้ซึ่งบัดนี้ต้องมาติดอยู่ในร่างของหัวหน้าคอมมูนชนบทผู้กุมอำนาจการจัดสรรปันส่วนอาหารในยุค 70 มู่เหยาซ่อนประกายตาวับวาวภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท สมองอันปราดเปรื่องทำงานด้วยความเร็วสูงราวสายฟ้าแลบ ความทรงจำของร่างเดิม—หญิงสาวอ่อนแอผู้ถูกกดขี่จนตรอมใจตาย—หลอมรวมเข้ากับความทรงจำอันยิ่งใหญ่ของอดีตกุนซือหญิงผู้มองทะลุปรุโปร่งทุกเล่ห์เหลี่ยมการเมือง นางมิใช่ลูกสะใภ้ขี้ขลาดตาขาวที่ใครจะรังแกได้อีกต่อไปแล้ว "นางยังไม่ตาย..." จางเหว่ยหยุดยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงไม้ไผ่ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ร่างสูงใหญ่ทอดเงาดำทะมึนทาบทับร่างบอบบางของนางจนมิด ดวงตาคมกริบราวใบมีดกวาดมองสำรวจเรือนร่างที่ผอมโซด้วยความสงสัยระคนดูแคลน "แต่ใกล้เคียงยิ่งนัก สตรีเช่นนี้นอกจากจะกินข้าวเปล่าให้เปลืองยุ้งฉางแล้ว มิเห็นว่าจะมีประโยชน์อันใดต่อคอมมูนหรือตระกูลจางเลยแม้แต่น้อย" น้ำเสียงนั้นไร้ซึ่งความปรานี ราวกับกำลังพิพากษาโทษทัณฑ์นักโทษประหาร มู่เหยาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ นัยน์ตาคู่คู่นั้นไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกดังเช่นที่ชายหนุ่มคาดคิด หากแต่สงบนิ่งลุ่มลึกดั่งผิวน้ำในบึงโบราณที่สะท้อนเงาจันทร์ ทว่าซ่อนคลื่นใต้น้ำอันเชี่ยวกรากเอาไว้ นางยันกายลุกขึ้นช้า ๆ อาการวิงเวียนศีรษะเล่นงานจนภาพตรงหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ แต่นางกลับไม่ส่งเสียงร้องคร่ำครวญออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นปัดปอยผมที่ปรกลงมาข้างแก้มอย่างใจเย็น กิริยาท่าทางนั้นมีความเย่อหยิ่งและสง่างามที่หลงเหลือมาจากราชสำนักอย่างปิดไม่มิด ราวกับสตรีสูงศักดิ์ที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์หาใช่กระท่อมดินโคลนที่พื้นเต็มไปด้วยฝุ่นผง จางเหว่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากตัวเขาเข้มข้นขึ้น สายตาคู่นั้นจับจ้องมองนางราวกับพญาเสือโคร่งที่กำลังพิจารณาเหยื่อผู้กล้าหาญผิดปกติ "ตื่นแล้วก็ดี" จางเหว่ยแค่น ริมฝีปากหยักลึกเหยียดยิ้มเย็นชา "วันนี้มีภารกิจต้องไปแบกฟางที่ทิศเหนือ หากเจ้ายังคิดจะทำตัวเป็นภาระของบ้านหลังนี้ เกรงว่าข้าคงต้องใช้อำนาจของหัวหน้าคอมมูนขับไล่เจ้าออกไปให้พ้นสายตา" บรรยากาศภายในกระท่อมทรุดโทรมตึงเครียดขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายของสงครามจิตวิทยาถูกชักนำขึ้นกลางห้องแคบ ๆ ระหว่างอดีตท่านอ๋องผู้กุมกองทัพกับอดีตกุนซือหญิงผู้กุมชะตาแผ่นดิน ในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงและการเมืองกำลังเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ การเอาตัวรอดไม่ใช่เรื่องของกำลังวังชา หากแต่เป็นเรื่องของมันสมอง มู่เหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรง ๆ มุมปากระบายรอยยิ้มบางเบาที่ชวนให้รู้สึกหนสันหลังวาบ นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานและเฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ท่านอ๋อง... อ้อ ไม่สิ หัวหน้าจาง" นางจงใจหยุดเว้นจังหวะ เลียนแบบน้ำเสียงเย้ยหยันเล็กน้อย "ท่านคิดจริง ๆ หรือว่าการใช้แรงงานทาสีข้าวไปวัน ๆ จะช่วยให้ตระกูลจางรอดพ้นจากวิกฤตความอดอยากที่กำลังคืบคลานเข้ามาในอีกสามเดือนข้างหน้าได้?" คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ร่างสูงใหญ่ของจางเหว่ยชะงักกึก ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงระคนระแวง รังสีอำมหิตพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดในชั่วพริบตา ก่อนที่จางเหว่ยจะทันได้เอ่ยปากเค้นถามสิ่งใด เสียงเคาะประตูกระท่อมอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงตะโกนกระหืดกระหอบของคนส่งสารจากสำนักงานคอมมูนที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามา "หัวหน้าจางแย่แล้ว! ทางการส่งประกาศด่วนเรื่องการจัดสรรโควตาเมล็ดพันธุ์และใบอนุญาตค้าขายเสบียงรอบใหม่ลงมาแล้วครับ! และ... และพวกมันกำลังมุ่งหน้ามาที่บ้านท่าน!" จางเหว่ยหันขวับไปมองที่ประตู ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองหลี่มู่เหยาที่ยังคงนั่งยิ้มบาง ๆ อยู่บนเตียงไม้ไผ่ด้วยแววตาที่ลึกล้ำและอันตรายยิ่งกว่าเดิม ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากประวัติศาสตร์หน้าใหม่ไปกับผมนะครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%