"หมากกระดานนี้... ท่านเป็นผู้เดินพลาดเอง หรือตั้งใจโยนชัยชนะให้ข้ากันแน่ ท่านอ๋อง?"
เสียงหวานใสดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องหนังสือเก่าคร่ำครึ กลิ่นอายของกระดาษสาและหมึกจีนชั้นดีลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นฝนจางๆ นอกหน้าต่าง หลี่มู่เหยานั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เนื้อแข็ง ตัวนางสวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายตามวิถีชีวิตยุคเจ็ดสิบ แต่ทว่ากิริยาท่าทาง การตั้งหลังตรงอย่างสง่างาม และดวงตาคู่คมที่พินิจพิเคราะห์คู่สนทาราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งจิตใจ กลับมิใช่สตรีชาวนาธรรมดา นางคืออดีตกุนซือหญิงผู้เคยพลิกแผ่นดินมาแล้วในภพชาติก่อน และบัดนี้... นางกำลังเผชิญหน้ากับบุรุษผู้กุมชะตาชีวิตของนางในทุกมิติ
จางเหว่ยยืนอยู่ริมหน้าต่าง แผ่นหลังกว้างในชุดเสื้อแจ็กเกตสีเขียวขี้ม้าแบบเจ้าหน้าที่คอมมูนดูทรงพลังและเยือกเย็นดุจภูผาน้ำแข็ง เขายังไม่หันกลับมามองนางทันที ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวลงคั่นกลางระหว่างคนทั้งคู่ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดแต่ละคำที่จะเอื้อnออกไปอย่างระมัดระวัง
นี่คือหมากรุกที่ไม่มีใครคาดคิด... เพราะคนที่ถูกส่งมาสืบสวนคดีในคอมมูนแห่งนี้ หาใช่เจ้าหน้าที่รัฐทั่วไปไม่ แต่กลับเป็นคนที่ถือครอง 'ความลับ' ของทั้งนางและเขาไว้ในกำมือ!
จางเหว่ยค่อยๆ หมุนตัวกลับมา ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นจ้องเขม็งมาที่ร่างบาง มุมปากหยักลึกยกยิ้มเยาะหยันเล็กน้อย แต่แววตากลับลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา
"เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว มู่เหยา" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น นํ้าเสียงนั้นมิได้มีเค้าลางความเกรี้ยวกราด แต่กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลที่กดทับห้องทั้งห้องให้แทบหายใจไม่ออก "คิดไม่ถึงว่า... ในดินแดนที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้ ข้าจะได้พบกับสหายเก่าผู้เคยร่วมรบเคบียงบ่าเคียงไหล่... หรือควรจะเรียกว่า 'คู่ปรับ' ดีล่ะ?"
คำพูดนั้นหลุดออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่มันกลับทำให้หัวใจของหลี่มู่เหยาเต้นกระหน่ำจนแทบหลุดออกมานอกอก เลือดในกายเย็นเฉียบลงชั่วขณะ นางนิ่งอึงไปชั่วอึดใจ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมความสั่นไหวในดวงตา นางประสานสายตากับเขาอย่างไร้ความเกรงกลัว
"ท่านอ๋อง... ดูท่าทางความทรงจำของท่านจะไม่เลือนหายไปตามกาลเวลาสินะคะ... อ๊ะ, ขออภัย ข้าชินปากกับสรรพนามเดิม" หลี่มู่เหยาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความประชดประชัน "ท่านข้ามภพมาเป็นหัวหน้าคอมมูนผู้ทรงอิทธิพล แต่ดูเหมือนนิสัยชอบออกคำสั่งและสายตาที่ชอบจับผิดผู้อื่นจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด"
"แล้วเจ้าเล่า?" จางเหว่ยสาวเท้าย่างก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานทีละน้อย การเดินของเขาเงียบเชียบและมั่นคงดุจพยัคฆ์ล่าเหงื่อ เครื่องแต่งกายยุคปัจจุบันมิอาจลดทอนรัศมีอันสูงส่งและดุร้ายของแม่ทัพผู้กุมกองทัพนับแสนในอดีตได้เลยแม้แต่น้อย เขาโน้มตัวลงใช้มือทั้งสองข้างค้ำโต๊ะไม้ ก้มหน้าลงมาจ้องนางในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนปะปนกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยกระทบผิวกางเกง "สตรีอ่อนแอในสายตาชาวบ้านผู้นี้ กลับกลายเป็นมันสมองที่วางแผนผูกขาดตลาดมืดและพลิกฟื้นเศรษฐกิจของอำเภอได้ภายในสามเดือน... เจ้ายังคงเป็น 'ปีศาจพัดขนนก' ผู้ไร้พ่ายคนเดิมไม่ผิดเพี้ยน"
ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินงามทำให้บรรยากาศรอบตัวร้อนระอุขึ้นมาอย่างกะทันหัน กลิ่นกายบุรุษเฉพาะตัวของจางเหว่ยโอบล้อมร่างของนางไว้ ทว่าหลี่มู่เหยาหาได้ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายความท้าทายและความเย่อหยิ่งที่ไม่เคยลดน้อยลงตามสังกัดร่างใหม่
"ถ้าข้าเป็นปีศาจ ท่านก็คงเป็นสุนัขป่าโลกันตร์ที่ตามกัดไม่ปล่อยเช่นกัน" นางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือน "เหตุใดจึงตามรังควานข้าถึงที่นี่? หมากกระดานนี้ท่านต้องการอะไรกันแน่ จางเหว่ย?"
เมื่อได้ยินชื่อจริงของตนถูกเอ่ยออกมาจากปากสตรีตรงหน้าโดยไม่มีคำว่า 'ท่านอ๋อง' นำหน้า รอยยิ้มลึกล้ำก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของจางเหว่ย เขาไม่ได้โกรธเคือง กลับรู้สึกพึงพอใจอย่างประหลาด ในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและการเมืองอันน่าเบื่อ มีเพียงสตรีผู้นี้คนเดียว... ที่มองทะลุกรอบกำแพงอำนาจที่เขาสร้างขึ้น และมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขา
"ข้าไม่ได้มาเพื่อรังควานเจ้า มู่เหยา" จางเหว่ยผ่อนคลายอิริยาบถลงเล็กน้อย แต่ดวงตายังคงจดจ้องเรือนร่างและใบหน้าอันงดงามที่เปี่ยมด้วยสติปัญญาของนางไม่วางตา "ข้ามาเพื่อหาคำตอบ... ในเมื่อสวรรค์เล่นตลกให้เราสองคนต้องตายตกไปพร้อมกันในสมรภูมิเลือดวันนั้น และกลับส่งเราให้มาเกิดใหม่ในยุคสมัยที่แปลกประหลาดไร้ซึ่งอำนาจยศถาบรรดาศักดิ์เช่นนี้ เหตุใด... เจ้าจึงเลือกที่จะใช้ชีวิตดิ้นรนถึงเพียงนี้? เจ้ากำลังวางแผนจะทำอะไรกับยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนผ่านนี้กันแน่?"
คำถามของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ที่สะสมมานานนับแรมเดือน ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายความเฉลียวฉลาดที่คุ้นเคยจากร่างของภรรยาชาวนาตระกูลจางผู้นี้
หลี่มู่เหยาเงียบไป นางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง ภาพความทรงจำอันโหดร้ายในอดีตชาติผุดขึ้นมาในหัว สมรภูมิที่นองเลือด เสียงกรีดร้องของทหารกล้า และเปลวเพลิงที่เผาผลาญราชสำนัก... นางจำได้แม่นยำว่าในคืนสุดท้ายก่อนสิ้นลม นางและเขาเคยยืนอยู่คนละฝั่งของคมดาบ เป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่มีวันบรรจบกันได้
"ท่านถามว่าข้าต้องการอะไร?" หลี่มู่เหยาหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง แววตาของนางไหววับด้วยความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันแรงกล้า "ในอดีต... เราต่างเป็นหมากในมือของโชคชะตาและราชสำนัก ใช้ชีวิตเพื่ออำนาจและการเอาตัวรอดจนวินาทีสุดท้าย แต่วันนี้... ข้าไม่ได้ต้องการอำนาจยิ่งใหญ่เพื่อครอบครองแผ่นดินอีกต่อไปแล้ว"
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบซึมซับน้ำคำอันลึกซึ้ง
"สิ่งที่ข้าต้องการ... คือการได้กำหนดชะตาชีวิตของตนเองและคนรอบข้างด้วยสองมือคู่นี้ ข้าต้องการสร้างอาณาจักรของตนเอง อาณาจักรที่ไม่มีผู้ใดสามารถบงการหรือเหยียบย่ำเราได้อีก... และที่สำคัญที่สุด" นางจ้องลึกลงไปในดวงตาของเขา "ข้าต้องการหลุดพ้นจากเงาของอดีต... รวมถึงการผูกAรณ์กับท่านด้วย"
คำว่า 'หลุดพ้นจากเงาของท่าน' ราวกับคมมีดที่กรีดแทงลงบนความรู้สึกของจางเหว่ย หัวใจของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นกระตุกวาบ ความรู้สึกเจ็บแปลบแปลกประหลาดแล่นริ้วขึ้นมาในอก ตั้งแต่วินาทีที่รู้ว่านางมาเกิดใหม่ในโลกนี้ เขาก็เฝ้าติดตาม เฝ้ามอง และดึงนางเข้ามาใกล้ตัวโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกที่ว่า *'ในโลกที่เวิ้งว้างและไร้ที่พึ่งนี้ มีเพียงนางเท่านั้นที่เข้าใจเขาอย่างแท้จริง'* ฝังรากลึกอยู่ในใจของเขามาตลอด
จางเหว่ยยื่นมือหนาออกไปอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วแข็งแกร่งเอื้อมไปสัมผัสเส้นผมสีดำสนิทที่ปรอยลงมาข้างแก้มของหลี่มู่เหยาอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอบอุ่นและทะนุถนอมอย่างยิ่งยวด จนทำให้นางสะดุ้งเฮือกและชะงักงันไป
"หลุดพ้นจากข้าอย่างนั้นหรือ?" เสียงกระซิบของจางเหว่ยแหบพร่าและเต็มไปด้วยความดุดันอันตราย "เจ้าคิดว่าสวรรค์ส่งเราให้มาพบกันในสถานที่ไกลโพ้นเช่นนี้ เพื่อให้เราเป็นคนแปลกหน้าต่อกันอย่างนั้นหรือ มู่เหยา? ผิดแล้ว... ในเมื่อชาติก่อนเราติดค้างกันด้วยเลือด ชาตินี้... เจ้าคิดว่าจะสะบัดสะอิ้งหนีข้าไปได้ง่ายๆ งั้นหรือ?"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ตึงเครียดและอบอวลไปด้วยแรงปรารถนาอันซับซ้อน ความรัก ความแค้น ความผูกพัน และความลับจากอดีตชาติหลอมรวมกันเป็นคลื่นใต้น้ำที่รุนแรง หลี่มู่เหยาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นระรัวจนแทบควบคุมไม่ได้เมื่อปลายนิ้วของเขาเลื่อนมาสัมผัสที่คางคางเรียว บังคับให้นางต้องเงยหน้าขึ้นรับสายตาที่ร้อนแรงดุจเปลวเพลิงของเขา
ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างความสัมพันธ์อันตราย...
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบ ทำลายความเงียบงันและมนต์สะกดในห้องลงทันที!
"หัวหน้าจางครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!" เสียงตะโกนของลูกน้องคนสนิทดังลอดเข้ามาจากด้านนอกประตู น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "มีโทรศัพท์ด่วนมาจากส่วนกลาง... แจ้งว่า 'บุคคลสำคัญ' จากเมืองหลวงกำลังเดินทางมาตรวจราชการกะทันหัน และท่าน... คือเป้าหมายแรกที่พวกเขาต้องการพบตัวในคืนนี้ครับ!"
จางเหว่ยชะงัก มือที่ประคองคางของหลี่มู่เหยาหยุดนิ่ง ดวงตาคมกริบหรี่ลงทันที รัศมีสังหารเย็นเยียบแผ่ออกมาจากร่างของเขาในเสี้ยววินาที
หลี่มู่เหยาผลักร่างหนาออกเบาๆ นางปรับสีหน้าและท่าทางให้กลับมาสงบเยือกเย็นดังเดิมอย่างรวดเร็ว ทว่าแววตากลับเปล่งประกายความตื่นตัวขั้นสุด นางเหลือบมองจางเหว่ยด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก
"ดูเหมือนว่า... หมากกระดานนี้จะมีผู้เล่นหน้าใหม่กระโดดลงมาแจมเร็วกว่าที่คิดเสียแล้วล่ะนะ ท่านอ๋อง"
จางเหว่ยไม่ตอบคำ เขาหันหลังกลับไปมองที่ประตูด้วยแววตาดุร้ายดั่งพยัคฆ์เตรียมขย้ำเหยื่อ ก่อนจะเอ่ยเสียงลอดไรฟันด้วยความเหี้ยมเกรียม
"ให้พวกเขาเข้ามา... ข้าอยากรู้นักว่า สุนัขรับใช้ตัวไหน กล้ามาลองดีกับข้าในถิ่นของตัวเอง!"
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของเฉินเว่ยสายลุยเสมอนะครับ*
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า•ตอนที่ 20
ความลับใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!