กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า•ตอนที่ 9

กับดักของศัตรูทางการเมือง

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
"ถ้าหากพวกท่านยังคงยืนกรานที่จะใช้ข้อหานี้ในการริบเสบียงของคอมมูน เกรงว่า 'ตราประทับโลหิต' บนฎีกาด่วนจากเมืองหลวงเมื่อสามวันก่อน คงต้องถูกนำมาไต่สวนในที่ประชุมนี้เป็นลำดับแรก... ใต้เท้าเฉิน ท่านคิดว่ากระดาษแผ่นบางๆ เช่นนี้ จะมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เก้าอี้ใต้ร่างของท่านสั่นคลอนหรือไม่เล่าครับ" เสียงหวานใสแต่ทว่ากังวานราวกับหยกกระทบกันดังขึ้น ทลายบรรยากาศอึมครึมภายในห้องประชุมใหญ่ของสำนักงานคอมมูนยุค 70-80 ลงในพริบตา กลิ่นอายความกดดันที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มข้าราชการท้องถิ่นผู้ฉ้อฉลพลันมลายหายไปสิ้น หลี่มู่เหยา ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะประชุมไม้สักเก่าคร่ำครึ นางสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีครามเข้มตัดเย็บอย่างประณีตตามแบบฉบับสตรีชนบท ทว่ากิริยาท่าทาง การก้าวเดินที่เยื้องกรายอย่างเป็นระเบียบตามธรรมเนียมราชสำนักโบราณ กลับสง่างามและเปี่ยมด้วยอำนาจกดดันโดยไม่ต้องเปล่งเสียง รัศมีแห่งปัญญาชนผู้ผ่านการอ่านตำราพิชัยสงครามมานับร้อยเล่มแผ่ซ่านออกมาจนข้าราชการระดับสูงหลายคนถึงกับต้องหลบสายตา จางเหว่ย ที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ประธานตัวใหญ่ สวมชุดแจ็คเก็ตสีเขียวขี้ม้าเข้มที่เน้นย้ำถึงไหล่กว้างและสัดส่วนสง่างาม ดึงสายตาคมกริบราวกับพยัคฆ์ซ่อนเล็บกลับจากการจดจ้องกลุ่มคนตรงหน้า มายังร่างระหงของสตรีผู้เป็นภรรยา นัยน์ตาคู่นั้นมีความระคนระหว่างความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกและความพึงพอใจที่ฉายวาบขึ้นอย่างรวดเร็ว "มู่เหยา เจ้าเข้ามาทำไม ที่นี่เป็นเรื่องของทางการ" จางเหว่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็น และดุดันตามวิสัยของท่านอ๋องผู้เคยนำทัพนับแสน ทว่าแววตากลับอ่อนลงเสี้ยววินาทีเมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของนาง "ท่านพี่ดูแลเรื่องความมั่นคงของคอมมูนมามากพอแล้ว เรื่องเจรจากับ 'สุนัขรับใช้' ที่มองการณ์ไกลไม่พ้นปลายจมูกเช่นนี้ ให้ภรรยาผู้นี้จัดการเถอะครับ" มู่เหยาเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มบางเบา ทว่าแฝงด้วยคมมีดที่พร้อมเชือดเฉือน ใต้เท้าเฉิน เลขาธิการพรรคประจำอำเภอผู้มีพุงพลุ้ยและใบมันเยิ้มจากอำนาจ หน้าถอดสีในทันที เขาตบโต๊ะลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยว นิ้วสั่นเทาชี้มาที่นาง "บังอาจ! นังผู้หญิงชาวนาไร้การศึกษา กล้าดียังไงมาพูดจากล่าวหาพวกเรา! เจ้ามีหลักฐานอะไร ถึงได้กล้าขู่กรรโชกข้าราชการระดับสูง!" มู่เหยาไม่แม้แต่จะชายตามองนิ้วที่สั่นเทานั้น นางเพียงปัดชายเสื้อคลุมเบาๆ ก่อนจะหยิบม้วนกระดาษสีเหลืองเก่าคร่ำครึที่ประทับตราครั่งสีชาดเด่นชัดขึ้นมา ชูให้ทุกคนในห้องได้เห็นอย่างถ้วนหน้า "หลักฐานหรือครับ..." นางกวาดสายตามองหน้าข้าราชการทีละคนอย่างช้าๆ "บัญชีลับการโยกย้ายงบประมาณบรรเทาทุกข์เมื่อฤดูหนาวก่อน ซึ่งถูกส่งตรงมาจากสำนักตรวจสอบพิเศษของส่วนกลาง ฉบับนี้... พอจะมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้พวกท่านเข้าไปนั่งกินข้าวแดงในคุกมืดสิบปีไหมเล่าครับ ใต้เท้าเฉิน" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องประชุมทันที เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมของข้าราชการหลายคน บรรยากาศตึงเครียดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ ใต้เท้าเฉินอ้าปากพะงาบๆ คล้ายปลาขาดน้ำ ดวงตาเบิกโพงด้วยความตื่นตระหนก เขารู้ดีว่าเอกสารฉบับนี้หากตกถึงมือผู้ตรวจการแผ่นดิน หัวบนบ่าของเขาคงหลุดจากร่างในชั่วพริบตา จางเหว่ยยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาดุดัน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างภรรยา กลิ่นอายบุรุษเพศที่ทรงอำนาจและอันตรายแผ่ขยายจนข้าราชการทุกคนต้องถอยหลังกรูด "ภรรยาของเปิ่นหวัง... เอ่อ ภรรยาของข้า พูดคำไหนย่อมเป็นคำนั้น" จางเหว่ยเน้นเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างใบหูของมู่เหยาขณะที่เขาโน้มตัวลงกระซิบแผ่วเบา "เจ้าวางหมากได้งดงามยิ่งนัก ยอดกุนซือของข้า" มู่เหยาไม่สะทกสะท้านต่องcความใกล้ชิด นางเพียงเอียงคอมองเขาเล็กน้อยด้วยแววตาซุกซน "ท่านอ๋องโปรดชมเกินไปแล้ว เพลานี้เราควรปิดเกม เพื่อจะได้กลับไปทานชาอุ่นๆ ที่บ้านไม่ใช่หรือครับ" การเผชิญหน้าจบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างราบคาบของกลุ่มอำนาจเก่า ใต้เท้าเฉินและพวกจำต้องถอนกำลังและยกเลิกคำสั่งริบเสบียงทั้งหมดท่ามกลางความยินดีของชาวบ้านคอมมูนที่แอบมามุงดูอยู่ด้านนอก ยามค่ำคืนมาเยือน เรือนพักตระกูลจางเงียบสงบและอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของชาสมุนไพรชั้นดีที่ถูกต้มจนส่งกลิ่นหอมกรุ่น มู่เหยานั่งอยู่เบื้องโต๊ะไม้แกะสลัก กำลังตระเตรียมสมุนไพรสำหรับปรุงยาบำรุงให้สามี ขณะที่จางเหว่ยกอดอกพิงกรอบประตู สายตาคมกราบจดจ้องมองแผ่นหลังบางของนางอย่างลึกซึ้ง "เจ้าไม่เคยกลัวเลยหรือ มู่เหยา" เสียงทุ้มเอ่ยทำลายความเงียบ "การเล่นงานสุนัขจนตรอกเช่นนั้น อาจทำให้พวกมันกัดไม่ปล่อยในภายหลัง" มู่เหยาวางตะไคร้แห้งในมือลง หันกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษผู้กุมชะตาใต้หล้าในอดีต รอยยิ้มมั่นคงดั่งหินผาปรากฏบนริมฝีปากอิ่ม "ความกลัวมีไว้สำหรับคนไร้ปัญญาครับท่านอ๋อง ในเมื่อพวกมันเลือกที่จะเดินเข้ามาในกับดักที่เราขุดไว้ ย่อมต้องเตรียมใจรับผลที่จะตามมา... อีกอย่าง ข้ามีท่านคอยคุ้ม2กันอยู่มิใช่หรือครับ" จางเหว่ยแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในสามก้าว ฝ่ามือหนาเอื้อมไปโอบเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวอย่างถือวิสาสะ ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่เหนือริมฝีปากของนาง "ปากหวานนัก..." จางเหว่ยกระซิบเสียงพร่า นัยน์ตาคมกริบฉายประกายปรารถนาอันล้ำลึก "เช่นนั้น คืนนี้เจ้าต้องรับโทษที่บังอาจมาสั่งสอนข้าต่อหน้าคนพวกนั้น" ทว่า ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งสองจะแนบชิดกัน เสียงเคาะประตูหน้าเรือนก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงขององครักษ์เงาที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา "เรียนท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" จางเหว่ยขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะ เขาผละออกจากร่างบางอย่างเสียดาย นัยน์ตาดุดันเปลี่ยนเป็นเย็นชาในเสี้ยววินาที มู่เหยาปัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ใบหน้ายังคงนิ่งสงบแต่นัยน์ตากลับทอประกายฉกรรจ์ นางเอื้อมมือไปหยิบถาดไม้ที่วางกาชาหอมกรุ่นขึ้นมา ทันใดนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษม้วนเล็กที่ถูกสอดไว้ใต้ถาดชา ซึ่งไม่มีใครเคยสังเกตมาก่อนตั้งแต่แรก เมื่อนางคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกดู ปรากฏว่ามันคือราชโองการลับจากเมืองหลวงที่ประทับตราด้วยโลหิตสดๆ และข้อความด้านในทำให้ลมหายใจของนางสะดุดกึกในทันที *ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ จุดเปลี่ยนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ / เฉินเว่ยสายลุย*
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%