"ตัวเลขบัญชีสามแผ่นนี้ มิใช่แค่ผลกำไรจากการขายพืชผลธรรมดา แต่เป็นอาฟเตอร์ช็อกที่กำลังจะสั่นคลอนรากเหง้าของตลาดมืดมณฑลเหนือทั้งระบบ... มู่เหยา เจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหน ว่าพวกพ่อค้าคนกลางจะยอมก้มหัวให้แบรนด์ 'อวี้หลิง' ของเจ้า?"
เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งกระทบกันในถ้ำลึกดังขึ้น ท่ามกลางกลิ่นหอมกรุ่นของชาผู๋เอ่อร์ที่ถูกชงอย่างพิถีพิถันบนโต๊ะไม้จันทน์โบราณ
จางเหว่ย หรือท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพแห่งยุคสมัยที่บัดนี้สวมเสื้อแจ๊กเก็ตผ้าฝ้ายสีเขียวขี้ม้าตามยุคสมัย แต่กลับไม่อาจปกปิดรัศมีดุดันเยือกเย็นดั่งพญายมที่สะสมมานับแรมปีได้ สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องร่างระหงของหลี่มู่เหยาที่กำลังยืนประจันหน้าอยู่เบื้องล่าง แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของนาง สะท้อนความมั่นใจที่ฉายชัดผ่านนัยน์ตาคู่สวยราวกับหงส์เหิน
หลี่มู่เหยาในยามนี้สวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีครามเข้ม ปักลายใบท้อประณีตด้วยมือตามแบบฉบับงานฝีมือดั้งเดิมที่นางฟื้นฟูขึ้นมาเอง นางไม่ได้สะทกสะท้านต่อแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากบุรุษผู้ทรงอำนาจเบื้องหน้าแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น
"ท่านอ๋องทรงตรัสถามราวกับไม่รู้จักสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าพระพักตร์" มู่เหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นทุกถ้อยคำ นางก้าวเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอย่างสง่างาม จังหวะการก้าวเท้าแต่ละก้าวเปี่ยมด้วยขนบธรรมเนียมอันงดงามราวกับคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ในอดีต "พ่อค้าคนกลางพวกนั้นกุมอำนาจผูกขาดราคาพืชผลมาหลายทศวรรษ เพราะพวกเขากุม 'ความไม่รู้' ของชาวนาไว้ในมือ แต่สิ่งที่หม่อมฉันกำลังสร้าง มิใช่แค่การขายผักผลไม้... แต่มันคือ 'ความศรัทธาในคุณภาพ' ต่างหากเล่าเพคะ"
จางเหว่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาพิจารณานางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ความกล้าหาญและความลึกลึกล้ำในสติปัญญาของสตรีผู้นี้ มักทำให้หัวใจที่ด้านชาจากการนองเลือดในสนามรบของเขากระตุกวูบได้อย่างน่าประหลาด
"ความศรัทธา?" จางเหว่ยแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ทว่าไร้ซึ่งความขบขัน "ในยุคเปลี่ยนผ่านที่ข้าวยากหมากแพง ผู้คนสนใจแค่ว่าท้องจะอิ่มด้วยแป้งสาลีราคาถูกกี่ชั่ง มิใช่ว่าพืชผลนั้นจะประทับตราเครื่องหมายการค้าหรูหราอันใด เจ้ากำลังเล่นเกมที่อันตรายเกินไป มู่เหยา หากกลุ่มสหกรณ์การเกษตรของรัฐบาลรู้เข้าว่าเจ้ากำลังสร้าง 'แบรนด์อิสระ' ที่เหนือกว่าสินค้าควบคุม พวกเขาจะหาว่าเจ้าเป็นพวกนายทุนหน้าเลือด และบทลงโทษในยุคนี้... เจ้าก็รู้ดีว่ามันเด็ดขาดเพียงใด"
"หม่อมฉันย่อมรู้ดีเพคะ..." มู่เหยาโน้มตัวลงเล็กน้อย ดวงตาดอกทอประกายคมปลาบ "แต่องค์การบริหารท้องถิ่นและคณะกรรมการคอมมูนในเวลานี้กำลังประสบปัญหาใหญ่หลวง นั่นคือ ผลผลิตล้นตลาดจนเน่าเสียคาต้นเพราะการขนส่งไม่มีประสิทธิภาพ หม่อมฉันมิได้แข่งกับรัฐบาล... แต่หม่อมฉันกำลัง 'ช่วย' แก้ปัญหาให้พวกเขาต่างหาก"
นางหยิบกระดาษไขแผ่นบางที่บันทึกแผนการตลาดขึ้นมาวางบนโต๊ะ
"ดูนี่สิเพคะ... สินค้าเกษตรคุณภาพสูงของตระกูลหลี่ จะไม่ขายแบบเร่ขายตามตลาดมืดอีกต่อไป แต่เราจะใช้ระบบ 'ใบรับรองแหล่ง ธรรมชาติ 100%' ประทับตราหมึกแดงบนกล่องไม้ไผ่สานมือทุกลูก ผักกาดขาวทุกลูกต้องผ่านการคัดขนาด น้ำหนักต้องไม่ต่ำกว่าสามชั่ง และมะเขือเทศต้องไร้รอยขีดข่วน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ผัก... แต่มันคือ 'สินค้าฟุ่มเฟือย' สำหรับชนชั้นนำในเมืองหลวงที่กำลังโหยหารสชาติธรรมชาติแท้จริง!"
จางเหว่ยไล่สายตามองตัวเลขการประเมินราคาที่เขียนด้วยลายมืออันงดงามประณีตของนาง พืชผลที่ชาวบ้านมองว่าเป็นแค่ของเหลือเดน หากจัดวางในบรรจุภัณฑ์ที่งดงามและมีเรื่องราวเบื้องหลัง... มูลค่าของมันกลับพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึงสิบเท่า!
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะท้อนของลมหนาวที่พัดผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้
"เจ้าช่างกล้าหาญและ... เจ้าเล่ห์เสียจริง หลี่มู่เหยา" จางเหว่ยเงยหน้าขึ้นสบตา นาง ปราดแววตาเยือกเย็นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำที่ยากจะหยั่งถึง เขายื่นมือหนาออกไปหมายจะสัมผัสปลายคางเรียวของนาง ทว่ามู่เหยาเบี่ยงตัวหลบอย่างแนบเนียน พร้อมกับรอยยิ้มรู้ทัน
"ท่านอ๋องโปรดสำรวมด้วยเพคะ ที่นี่คือห้องบัญชาการ ไม่ใช่ตำหนักใน" นางเอ่ยเตือนเสียงเรียบ
ก่อนที่จางเหว่ยจะได้เอื้อNคำใดโต้ตอบ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูกระท่อม ทหารยامคนสนิทพุ่งพรวดเข้ามาด้วยใบซีดเผือก
"ท่านหัวหน้าคอมมูน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!" ทหารนายนั้นคุกเข่าลงหอบหายใจตัวโยน "มีคนจากสำนักงานพาณิชย์ส่วนกลาง... นำโดย 'ท่านรองผู้ว่าการหวัง' บุกมาที่ลานสหกรณ์แล้วพ่ะย่ะค่ะ! พวกเขากล่าวหาว่ากลุ่มของเราทำการค้ากำไรเกินควร และกำลังยึดสินค้าล็อตแรกทั้งหมดของตระกูลหลี่ไปตรวจสอบ!"
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันทีราวกับถูกแช่แข็งในฤดูเหมันต์
จางเหว่ยผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รัศมีอำนาจดุร้ายแผ่ซ่านออกมาราวกับพยัคฆ์ร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่น ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยโทสะ "บัง 0าญนัก! คนของเปิ่นหวัง กล้าดียังไงมาแตะต้อง!"
แต่มู่เหยา却是กลับนิ่งงัน นางสูดลมหายใจเข้าลึก รอยยิ้มที่มุมปากกลับยิ่งกว้างขึ้นอย่างน่าประหลาด ราวกับนางรอคอยเวลานี้มานานแล้ว
"ท่านอ๋อง... อย่าเพิ่งกิ้วไปเพคะ" มู่เหยาเอ่ยเสียงหวาน ทว่าเฉียบคมดั่งคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก "ท่านรองผู้ว่าการหวังผู้นี้... คือสุนัขรับใช้คนสนิทของตระกูลสวีคู่ปรับเก่าของพระองค์มิใช่หรือ? ในเมื่อพวกมันวิ่งมาหาที่ตายถึงถิ่นเราเองแล้ว... เช่นนั้น กลยุทธ์การทลายตลาดมืดขั้นที่สอง ก็คงต้องเริ่มเร็วกว่ากำหนดเสียแล้วล่ะเพคะ"
นางหันไปหยิบกานชาเคลือบกระเบื้องสีขาวขึ้นมา รินน้ำชาสีอำพันใส่จอกอย่างใจเย็น ก่อนจะเลื่อนจอกชาส่งให้จางเหว่ยด้วยท่าทีเย้ายวนแต่มั่นคง
"เชิญท่านอ๋อง... จิบชารอชมละครฉากใหญ่ที่หม่อมฉันเป็นผู้กำกับได้เลยเพคะ"
ดวงตาคมกริบของจางเหว่ยจ้องมองจอกชาในมือสลับกับใบหน้าของสตรีงามผู้กุมหมากตานี้ไว้ทั้งหมด หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความเร่าร้อนที่ไม่เคยรู้สึกมานานนับปี... ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปรับจอกชานั้น ประตูไม้ด้านหลังก็ถูกถีบกระเด็นพังทลายลงมาด้วยแรงมหาศาล!
ร่างสูงใหญ่ของบุรุษในชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมและเงาคมดาบที่สะท้อนแสงไฟ
"ท่านหัวหน้าคอมมูน... เกรงว่าท่านคงไม่มีเวลามาจิบชาชิลๆ เสียแล้วกระมัง?" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการทรยศหักหลังดังขึ้น
มู่เหยาชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ เมื่อเงาร่างที่ก้าวตามหลังท่านรองผู้ว่าการหวังเข้ามา... หาใช่ใครอื่นไม่ หากแต่เป็น 'คนสนิท' ที่นางไว้ใจที่สุดในกลุ่มสหกรณ์!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกันนะครับ
---
*เฉินเว่ยสายลุย*
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า•ตอนที่ 16
กลยุทธ์การขายที่เหนือชั้น
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาใต้หล้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!