“ถ้าคุณยังเอาไม้บรรทัดวัดมุมพลาดอีกแค่เซนติเมตรเดียว ฉันจะถือวิสาสะเอาคีมตัดวงจรนี่ตัดปากคุณให้หายพูดมากค่ะ กวินทร์”
เสียงหวานใสแต่แฝงไปด้วยความเฉี่ยวคมบาดลึกดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องแล็บหุ่นยนต์ที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นไอน้ำมันเครื่องและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ พริ้มเพราในชุดเสื้อเชิร์ตนักศึกษาพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอก เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดที่ตอนนี้เปื้อนคราบเขม่าสีดำเป็นปื้น ดวงตากลมโตโฉบเฉี่ยวตวัดมองชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนกอดอกตีหน้าขรึมอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานตัวยาวอย่างเอาเรื่อง
กวินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาดุจดั่งเสือซุ่มมองหญิงสาวด้วยความระอาปนมันไส้ “ถ้าปากคุณขยันทำงานให้เท่ากับที่ขยันเถียงผม ป่านนี้หุ่นยนต์สี่ขาตัวนี้คงเดินไปถึงดาวอังคารแล้วล่ะครับคุณดาวบริหาร”
“นี่!” พริ้มเพรากระแทกไขควงในมือลงบนโต๊ะโลหะดัง *กริ๊ง* จนธันวาที่นั่งเช็คโค้ดอยู่มุมห้องถึงกับสะดุ้งรีบก้มหน้าก้มตาแสร้งทำเป็นมองจอคอมพิวเตอร์ทันที “พูดจาแบบนี้หมายความว่าไงคะ? ฉันช่วยคุณคำนวณงบประมาณกับดีไซน์ภายนอกจนหัวฟูอยู่แล้วนะยะ ถ้าไม่มีฉัน ป่านนี้โปรเจกต์ชมรมหุ่นยนต์สุดที่รักของคุณคงโดนอาจารย์ตีตกไปนอนเล่นใต้กองขยะนานแล้ว!”
“ก็ไม่ได้ขอให้มาช่วยนี่ครับ” กวินทร์ตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาสีเข้มไหวระริกวูบหนึ่งอย่างปิดไม่มิดเมื่อเห็นปลายจมูกรั้นๆ ของคนตรงหน้าแดงเรื่อด้วยความโมโห “ทางคณะบริหารส่งคุณมาดูเรื่องบัญชี ไม่ใช่ให้มาจู้จี้เรื่องการเชื่อมแผงวงจร หันไปสนใจกระดาษกราฟตรงโน้นดีกว่าไหม ก่อนที่ตัวเลขขาดทุนจะทำให้คุณต้องมานั่งร้องไห้ขี้มูกโป่ง”
“ปากคอเราะร้ายแบบนี้ ระวังจะไม่มีใครเอาเป็นแฟนนะคะคุณประธาน!” พริ้มเพราลอยหน้าลอยตาเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ในใจจะแอบเต้นแรงเป็นจังหวะกลองเพลทุกครั้งที่อีกฝ่ายขยับตัวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ เจือกลิ่นสนิมเหล็กที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา
บรรยากาศในห้องแล็บตึงเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อคนทั้งสองจ้องตากันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ในความเข้มข้นนั้น กลับมีประกายบางอย่างที่ร้อนแรงและสั่นคลอนหัวใจคนมองเสียยิ่งกว่าไฟเชื่อมเหล็ก
“ลองดูไหมล่ะครับ” กวินทร์โน้มตัวลงต่ำ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขากับเธอเหลือเพียงแค่คืบเดียว ดวงตาดุคมจดจ้องริมฝีปากอิ่มที่กำลังขยับเถียงเขาไม่หยุด “ถ้าผมปากร้ายนัก... ทำไมคุณถึงไม่ลองพิสูจน์ดูล่ะครับว่ามันร้ายจริงอย่างที่พูดหรือเปล่า”
“ไอ้... บ้า!” พริ้มเพราสำลักลมหายใจตัวเอง ใบหน้าสวยเฉี่ยวร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดจนลามไปถึงใบหู เธอยกมือขึ้นผลักอกกว้างของเขาเต็มแรงแต่คนตัวโตกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังส่งยิ้มมุมปากที่แสนจะกวนประสาทกลับมาให้อีก
“ตั้งใจทำงานต่อได้แล้วครับ เดี๋ยวส่งงานไม่ทันเดดไลน์ คราวนี้ผมคงต้องรับผิดชอบด้วยการพาคุณไปเลี้ยงข้าวไถ่โทษยาวๆ ทั้งเดือนแน่” กวินทร์กระซิบเสียงทุ้มต่ำข้างใบหู ก่อนจะผละตัวออกไปหยิบประแจมาขันน็อตต่อหน้าตาเฉย ปล่อยให้หญิงสาว站อยู่ตรงนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
เวลาผ่านไปเกือบสามชั่วโมงท่ามกลางสงครามประสาทที่ไม่มีใครยอมใคร เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับคราบเขม่าที่ถูกปาดทิ้งจากใบหน้าสวย พริ้มเพราทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้สตูลอย่างหมดแรงหลังจากขันน็อตตัวสุดท้ายเสร็จสมบูรณ์
“เสร็จ... สักที” เธอพึมพำเบาๆ แล้วก้มมองผลงานบนโต๊ะ
หุ่นยนต์สี่ขาโครงสร้างอลูมิเนียมอัลลอยด์ผสมคาร์บอนไฟเบอร์สีดำสนิท ดีไซน์ปราดเปรียวโฉบเฉี่ยวด้วยเส้น 3D ที่พริ้มเพราเป็นคนร่างแบบเองกับมือ ผสานเข้ากับระบบกลไกขับเคลื่อนอัจฉริยะที่กวินทร์เป็นคนเขียนโค้ดและประกอบโครงสร้าง เมื่อกดสวิตช์เปิดเครื่อง แสงไฟสีฟ้าอมม่วงก็สว่างวาบขึ้นที่ดวงตาสเซนเซอร์ของมัน ก่อนที่ขาโลหะทั้งสี่ข้างจะขยับก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและสมดุลอย่างไร้ที่ติ
ธันวาที่แอบลุ้นอยู่ห่างๆ ถึงกับอ้าปากค้าง ร้องอุทานออกมาเสียงดัง “เฮ้ย! เจ๋งเป้ง! นี่มันผลงานระดับมาสเตอร์พีชเลยนะเว้ย ดีไซน์หรูหราแถมระบบการทรงตัวโคตรเสถียร แบบนี้ชนะเลิศระดับมหาวิทยาลัยแน่!”
พริ้มเพราเผลอยิ้มกว้างออกมาด้วยความภาคภูมิใจ ดวงตาคู่สวยเป็นประกายระยิบระยับ ความเหนื่อยล้าปลิดปลิวหายไปในพริบตาเมื่อเห็นผลงานที่เกิดจากการร่วมมือ (และร่วมทะเลาะ) กันอย่างดุเดือดระหว่างเธอกับเขา
กวินทร์ไม่ได้พูดอะไร เขายืนมองหุ่นยนต์ตัวนั้นสลับกับใบหน้าเปื้อนเขม่าของหญิงสาว รอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก มือหนายื่นออกไปโดยไม่ทันตั้งตัว ปลายนิ้วอุ่นจัดเกลี่ยคราบเขม่าสีดำที่แก้มเนียนใสของพริ้มเพราราวกับเป็นเรื่องธรรมชาติ
พริ้มเพราสะดุ้งสุดตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับมากระหน่ำรัวยิ่งกว่าเดิม “ทำ... ทำอะไรของคุณเนี่ย?”
“หน้าเลอะหมดแล้วครับคุณดาวคณะ” กวินทร์ตอบเสียงนุ่ม แววตาที่มองเธอนั้นไม่มีเค้าลางความดุหรือกวนประสาทเหมือนทุกที มีเพียงความอ่อนโยนละมุนละไมที่ทำให้คนถูกมองแทบละลายคาที่
“ฉันเช็ดเองได้น่า...” เธอบ่นพึมพำเบาๆ หลบสายตาคมคายที่เต็มไปด้วยพลังทำลายล้างสูงนั้นด้วยความเขินอายจนทำอะไรไม่ถูก
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานชื่นจนมดแทบขึ้นแล็บ เสียงเคาะประตูก็กดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนที่บานประตูห้องแล็บจะถูกผลักเปิดออกโดยฝีมือของใครบางคน
“พี่กวินทร์คะ! มินตराเอาน้ำชามาฝาก... อ๊ะ!”
เสียงหวานแหลมคุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของมินตรา ดาวคณะเพื่อนร่วมรุ่นที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหวานหยดย้อย แต่รอยยิ้มนั้นกลับแข็งค้างทันทีเมื่อเห็นภาพกวินทร์ยืนประชิดตัวอยู่ใกล้พริ้มเพราขนาดนั้น บนโต๊ะยังมีหุ่นยนต์ผลงานชิ้นโบแดงวางเด่นเป็นสง่า
พริ้มเพราหันขวับไปมองผู้มาใหม่ รอยยิ้มแห่งชัยชนะผุดขึ้นที่มุมปากทันทีเมื่อเธอสบตากับแววตาอิจฉาริษยาที่มินตราพยายามซ่อนไว้ไม่มิด
ฝากกดหัวใจและเพิ่มเข้าชั้นเพื่อเป็นกำลังใจให้ "เกียร์เปื้อนกาวใจ" คนนี้ด้วยนะคะ!
วิศวะสายดุสู้กับคุณหนูสายปั่น•ตอนที่ 6
สงครามในห้องแล็บ
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายดุสู้กับคุณหนูสายปั่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!