วิศวะสายดุสู้กับคุณหนูสายปั่น•ตอนที่ 9

งานเทศกาลที่ไม่ได้วางแผน

ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
“ถ้าคุณก้าวถอยหลังอีกแค่ก้าวเดียว เท้าของคุณจะเหยียบลงบนรองเท้าผ้าใบราคาแพงลิบลิ่วของฉัน ซึ่งบอกไว้ก่อนเลยว่า ต่อให้เอาเกียร์ทั้งคณะวิศวะของคุณมาจำนำ ก็อาจจะยังจ่ายค่าเสียหายไม่ได้นะคะ คุณประธานชมรมหุ่นยนต์” เสียงหวานใสที่เจือความเย้าแหย่เล็กน้อยดังขึ้น ท่ามกลางเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหึ่มและแสงไฟนีออนสาดส่องละลานตาในงานเทศกาลประจำปีของมหาวิทยาลัย พริ้มเพราแย้มยิ้มกว้างจนดวงตากลมโตโค้งเป็นรูปเสี้ยวจันทร์ ใบหน้าเรียวสวยเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างคนเหนือกว่า ขณะที่ร่างระหงในชุดเดรสสั้นสีดำสนิทขยับเข้าไปเบียดเสียดท่ามกลางฝูงชนที่เบียดแน่น จนแผ่นหลังบางเกือบจะแนบชิดกับอกแกร่งของคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง กวินทร์ขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าดุดันมองค้อนร่างบางตรงหน้าด้วยความหงุดหงิดระคนระอา มือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นกอดอกโดยอัตโนมัติเพื่อรักษาระยะห่าง แต่พื้นที่รอบตัวในโซนจัดแสดงนวัตกรรมและซุ้มอาหารนานาชาตินี้กลับไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย เพราะความเบียดเสียดของนักศึกษาหลายพันชีวิต ทำให้พวกเขาถูกกระแสชนจนร่างแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว “ถ้าคุณไม่เดินนำแล้วหยุดยืนขวางทางเหมือนเสาไฟฟ้าแรงสูงแบบนี้ ฉันก็คงไม่ต้องถอยหลังมาชนคุณจนรองเท้าเกือบพังหรอกค่ะคุณพริ้ม” กวินทร์สวนกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ แต่แฝงแววประชดประชันอย่างเป็นเอกลักษณ์ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงสนิท เขากวาดสายตามองไปรอบงานด้วยความรู้สึกเกลียดความวุ่นวายเข้ากระดูกดำ หากไม่ใช่เพราะธันวาเพื่อนตัวดีดันโยนภาระคุมซุ้มหุ่นยนต์ให้ แล้วแถมยังเป่าหูอาจารย์จนเขาต้องมารับหน้าที่เดินตรวจความเรียบร้อยรอบมหาวิทยาลัยคู่กับแม่คุณหนูตัวแสบคนนี้ มีหวังเขาคงนอนซดกาแฟอยู่ในห้องชมรมอย่างสงบไปนานแล้ว “อ้าว กลายเป็นความผิดฉันซะงั้น?” พริ้มเพราหันขวับมาเผชิญหน้า ดวงตาคู่สวยพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนาน เธอจงใจขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ จากกายสาวลอยแตะจมูกคมของร่างสูง “จำได้ว่าคนที่โดนอาจารย์หัวหน้าภาคบังคับให้มาเดินเป็น ‘คณะกรรมการกิตติมศักดิ์’ ตรวจความเรียบร้อยของงานร่วมกัน ไม่ใช่ฉันคนเดียวนะคะ... คุณกวินทร์ผู้แสนจะรักสันโดษ” คำพูดลากเสียงยาวที่จงใจหยิกแกมหยอกนั้น ทำให้กวินทร์นิ่งงันไปชั่วขณะ เขาก้มมองคนตัวเล็กที่เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว แววตาซุกซนที่ฉายชัดอยู่หลังแพขนตางอนหนานั้นชวนให้รู้สึกหมั่นไส้จนอยากจะจับมาตีสักทีสองทีให้หายซน แต่ติดตรงที่ว่า... ยิ่งเธอยืนใกล้ เขากลับยิ่งได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นผิดจังหวะท่ามกลางเสียงเพลงอึกทึกในงานเสียอย่างนั้น “ถ้าเดินตรวจความเรียบร้อย แล้วคุณเอาแต่เดินแวะกินลูกชิ้นปิ้งกับชานมไข่มุกทุกซุ้มแบบนี้ อีกสามชาติก็คงไม่รอบมหาวิทยาลัยหรอกค่ะ” กวินทร์ปรายตามองแก้วชานมในมือเรียว แล้วเอ่ยเสียงเยียบเย็น พยายามบังคับน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุดเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยความหวั่นไหวที่เริ่มตีตื้นขึ้นมาในอก “ก็คนมันหิวงานนี่คะ! งานเทศกาลมหาลัยทั้งที จะให้เดินหน้าตึงเป็นหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึกเหมือนคุณอยู่ตลอดเวลา ชีวิตมันจะจืดชืดเกินไปไหมเอ่ย?” พริ้มเพราลอยหน้าลอยตากล่าว ก่อนจะยื่นหลอดดูดชานมไข่มุกไปจ่อตรงริมฝีปากหยักได้รูปของชายหนุ่มโดยไม่ทันตั้งตัว “อ่ะ... ลองชิมดูไหม หวานน้อยอร่อยนะ เผื่อต่อมรับรสของคุณจะทำงานแล้วเลิกทำหน้าเหมือนคนอมขี้หม้อสักที” กวินทร์ชะงักกึก ดวงตาคมมองหลอดพลาสติกที่อยู่ห่างจากริมฝีปากแค่คืบ ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ส่งยิ้มท้าทายกลับมา ความเงียบงันชั่วขณะก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขา ท่ามกลางผู้คนที่เดินสวนไปมาอย่างเร่งรีบ แต่โลกบริเวณนั้นกลับแคบลงเหลือเพียงคนสองคน “ฉันไม่กินของหวาน” กวินทร์ตอบเสียงห้วน พยายามเบือนหน้าหนี แต่พริ้มเพรามีหรือจะยอมแพ้ง่ายๆ มือเรียวเอื้อมออกไปคว้าแขนแกร่งไว้โดยไม่ทันให้ตั้งตัว แล้วดันหลอดเข้าไปใกล้กว่าเดิม “แค่คำเดียวเองค่ะ หรือว่า... ไม่กล้า?” เธอท้าทาย ปลายเสียงลากยาวอย่างเย้ายวน ดวงตาสีเข้มของประธานชมรมหุ่นยนต์หรี่ลงเล็กน้อย ความดื้อรั้นพุ่งพล่านขึ้นมาในอก ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อยตามแรงดึง ก่อนจะงับหลอดชานมในมือเธอแล้วดูดเข้าไปคำหนึ่งตามที่ถูกท้าทาย รสชาติหวานมันของชานมไข่มุกละมุนลิ้น แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่ากลับเป็นกลิ่นหอมเฉพาะตัวของคนตรงหน้าที่ลอยเข้ามาปะทะจมูกอย่างจัง พริ้มเพรานิ่งอึ้งไปชั่ววินาที ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเขายอมทำตามจริงๆ หัวใจดวงน้อยกระหน่ำเต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อพบว่าระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขายามนี้ใกล้กันเสียจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดแก้มกันและกัน “หวานเกินไป...” กวินทร์ผละใบหน้าออกช้าๆ ปลายลิ้นกวาดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าลงกว่าเดิมเล็กน้อย “สู้รสชาติอย่างอื่น...ไม่ได้หรอก” ประโยคกำกวมพร้อมรอยยิ้มมุมปากจางๆ ที่นานๆ ทีจะได้เห็นจากผู้ชายมาดนิ่งคนนี้ ทำให้พริ้มเพราถึงกับพูดไม่ออก ใบหน้าเนียนใสร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอรีบดึงมือกลับแล้วหันหลังขวับเพื่อซ่อนอาการเขินอายที่พุ่งพล่านจนควบคุมไม่ได้ “...บ้าที่สุด ตาบ้าวิศวะเอ้ย!” เสียงพึมพำลอดไรฟันของหญิงสาวดังขึ้นเบาๆ จนกวินทร์ต้องหลุดหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ความหงุดหงิดที่มีตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกพึงพอใจที่ได้เห็นแม่คุณหนูจอมปั่นเสียอาการบ้าง ทั้งคู่เดินเคียงกันไปตามทางเดินประดับไฟเรืองแสงที่ทอดยาวไปยังลานน้ำ fountain กลางมหาวิทยาลัย บรรยากาศรอบข้างอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นหอมของอาหารนานาชนิด แม้จะไม่มีบทสนทนาหวานซึ้งใดๆ เอ่ยออกมาอีก แต่ระยะห่างระหว่างไหล่ที่แนบชิดกันทุกครั้งเวลาเดินหลบฝูงชน กลับเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวความรู้สึกที่กำลังเติบโตขึ้นในใจของคนทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน ทว่า... ความสงบสุขและบรรยากาศหวานอมเปรี้ยวก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเงาร่างคุ้นเคยของใครบางคนก้าวเข้ามาขวางทางข้างหน้า “อ้าว! พริ้มคะ ทางนี้เลย พวกมินรอนานแล้วนะ” เสียงแหลมสูงที่คุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับร่างโปร่งในชุดเดรสสีขาวสะอาดตาของมินตรา คู่ปรับตัวฉกาจจากคณะบริหารฯ ที่เดินควงแขนมากับกลุ่มเพื่อนสนิท ใบหน้าแต่งแต้มประณีตแย้มยิ้มกว้าง แต่แววตาคู่คมกลับกวาดมองพริ้มเพราและกวินทร์ที่เดินมาด้วยกันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความประหลาดใจแกแกมริษยา “ไม่คิดเลยนะคะว่าจะได้เห็นคุณพริ้มเดินเที่ยวงานกับ... เอ่อ ประธานกวินทร์คนดังได้ นึกว่าพี่เขาเกลียดความวุ่นวายจนไม่ยอมเดินร่วมกับใครซะอีก” พริ้มเพราหุบยิ้มทันที แววตาซุกซนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบคมขึ้นมาทันควัน เธอตวัดสายตามองมินตราด้วยท่าทีนิ่งสงบแต่ทรงพลัง “โลกมันก็แค่นี้แหละค่ะคุณมินตรา อะไรที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น ก็มักจะเกิดขึ้นได้เสมอแหละนะคะ โดยเฉพาะเรื่องเซอร์ไพรส์เนี่ย” มินตราแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะเบนสายตาคมกริบไปทางกวินทร์ ส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มตามแบบฉบับดาวคณะที่มักใช้หว่านเสน่ห์ใส่ผู้ชายทุกคน “จริงด้วยนะคะพี่กวินทร์... ถ้าพี่เบื่อที่จะต้องมาเดินตามรับใช้ใครบางคนแก้เบื่อแล้วล่ะก็ มาเดินกับมินดีกว่านะคะ ซุ้มคณะเรามีทีเด็ดรออยู่เพียบเลย รับรองว่าสนุกกว่าเดินดูอะไรเรื่อยเปื่อยแน่นอนค่ะ” กวินทร์ขมวดคิ้วมุ่นทันที ความรำคาญใจพุ่งกลับมาเต็มพิกัด ร่างสูงก้าวขึ้นมาขนาบข้างพริ้มเพราโดยอัตโนมัติ พร้อมจะเอ่ยปากปฏิเสธคำชวนนั้นด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อนตามสไตล์คนปากร้าย แต่ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้ขยับเอ่ยอะไรออกไป พริ้มเพรากลับยกมือขึ้นแตะแขนแกร่งของเขาไว้เบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม ร่างบางก้าวขึ้นมาบังหน้าชายหนุ่มครึ่งก้าว ใบหน้าสวยเชิดขึ้นรอยยิ้มเย้ายวนถูกจุดขึ้นที่มุมปากอย่างท้าทาย “ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะคะมินตรา...” พริ้มเพราเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานใสแต่เฉียบคมบาดลึก “แต่พอดีว่า... *หน้าที่ดูแลประธานชมรมหุ่นยนต์* คนนี้ มีฉัน ‘จอง’ ไว้แค่คนเดียวตลอดทั้งคืนแล้วล่ะค่ะ ใครก็... แย่งไปไม่ได้หรอกนะ” สิ้นคำพูดนั้น กวินทร์ถึงกับชะงักกึก หัวใจกระตุกวูบอย่างแรง ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อก้มลงมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของหญิงสาวที่ยืนประกาศกร้าวด้วยความมั่นใจเกินร้อย ท่ามกลางความตกตะลึงของมินตราและเพื่อนๆ ที่อ้าปากค้างพูดไม่อออก พริ้มเพราไม่ได้หันกลับมามองเขา เธอเพียงแค่กระชับมือที่จับแขนเขาแน่นขึ้นเล็กน้อย ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่บรรยากาศรอบตัวจะทันได้คลี่คลาย เสียงประกาศจากไมโครโฟนกลางลานจัดงานก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ— *(“ขอเชิญคุณกวินทร์ ประธานชมรมหุ่นยนต์ และคุณพริ้มเพรา ตัวแทนคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ ขึ้นมาทำพิธีเปิด ‘อุโมงค์แห่งแสงดาว’ ณ เวทีกลางในอีกสองนาทีนี้ด้วยค่ะ!”)* ทั้งลานกว้างเงียบกริบลงชั่วขณะ ก่อนที่สายตาทุกคู่ในงานจะหันมามองที่พวกเขาสองคนเป็นตาเดียว! (ฝากกดหัวใจและเพิ่มเข้าชั้นเพื่อเป็นกำลังใจให้ "เกียร์เปื้อนกาวใจ" คนนี้ด้วยนะคะ!)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายดุสู้กับคุณหนูสายปั่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%