“ถ้าจะมองหน้ากันขนาดนั้น ก็ช่วยหยิบปากกามาเซ็นให้มันจบๆ ไปเถอะค่ะ จะได้ไม่ต้องเอาหน้ามา ‘สิง’ อยู่ในห้องนี้ให้นานไปกว่านี้”
เสียงเย็นเยียบของกวินทร์ทำลายความเงียบที่กดทับบรรยากาศมาหลายนาที มินตราที่ยืนถือเอกสารอยู่หน้าโต๊ะทำงานสะดุดลมหายใจไปชั่วขณะ เธอจ้องมองพริ้มเพราที่นั่งเท้าคางมองดูอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ พริ้มไม่ได้โต้ตอบอะไร เพียงแค่ขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งให้ดูผ่อนคลายขึ้น แต่สายตาที่ส่งไปหามินตรากลับคมกริบราวกับใบมีด
“อ๋อ พอดีพริ้มกับพี่กวินทร์เขามีเรื่องต้องเคลียร์กันต่อนิดหน่อยน่ะค่ะ มินตราฝากเอกสารไว้ที่โต๊ะก็ได้ เดี๋ยวพี่กวินทร์จัดการให้เอง... ใช่ไหมคะพี่กวินทร์?”
พริ้มเพราลากเสียงยาวอย่างจงใจ กวินทร์ไม่ได้เงยหน้าจากกองเอกสารที่ทำท่าจะไม่มีวันจบสิ้น แต่เขากลับคว้าปากกาบนโต๊ะมาเซ็นชื่อลงในเอกสารของมินตราอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นคืนให้เธอด้วยท่าทางตัดบทอย่างชัดเจน
“เรียบร้อยค่ะ ขอบคุณสำหรับงบประมาณที่เร่งด่วนนะคะมินตรา แต่ทีหลังถ้าเป็นเรื่องไม่สำคัญ... ไม่ต้องเข้ามาตอนที่ฉันกำลังทำงานสำคัญอยู่ เข้าใจตรงกันนะคะ”
มินตรากัดริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด เธอทำได้เพียงรับเอกสารกลับมาด้วยมือที่สั่นน้อยๆ ก่อนจะหันหลังเดินกระทืบเท้าออกจากห้องชมรมไปท่ามกลางความเงียบสนิท ทันทีที่เสียงประตูปิดลง พริ้มเพราก็ระเบิดหัวเราะออกมาเบาๆ
“พี่กวินทร์นี่ร้ายเหมือนกันนะเนี่ย ไล่คนสวยแบบนั้น ไม่กลัวเขาเสียใจจนร้องไห้เหรอคะ?”
กวินทร์วางปากกาลงกับโต๊ะดัง ‘ปึก’ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาพริ้มเพราเต็มๆ ดวงตาคมกริบคู่นั้นมีประกายบางอย่างที่ทำให้พริ้มเพราถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคอ “รำคาญค่ะ สมาธิคนเรามันมีจำกัด และการที่ต้องมาคอยตอบคำถามไร้สาระของคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงาน... มันทำให้ฉันอยากจะเลิกทำชมรมนี้ซะเดี๋ยวนี้เลย”
“แหม... ก็ถ้าไม่ติดว่ามีคนแถวนี้มานั่ง ‘อ่อย’ อยู่ในห้องทำงานตอนดึกดื่นแบบนี้ พี่ก็คงมีสมาธิกว่านี้สินะคะ?”
“ถ้ารู้ตัวว่าทำตัวให้คนอื่นเสียสมาธิ ก็ควรจะรู้ด้วยว่าต้องรับผิดชอบยังไง” กวินทร์ยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความกดดันจากรูปร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้พริ้มเพราต้องถอยหลังไปพิงขอบโต๊ะทำงานโดยอัตโนมัติ
“รับผิดชอบ? ยังไงคะ? จ่ายค่าเสียหายเป็นคำขอโทษเหรอ?” พริ้มเพราแกล้งแหย่ ทั้งที่หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ
กวินทร์ไม่ตอบ เขาหยิบสูทที่พาดไว้บนพนักเก้าอี้ขึ้นมาสวมก่อนจะเดินอ้อมมาข้างหน้าพริ้มเพรา “ตอนนี้เกือบเที่ยงคืนแล้ว ฉันยังไม่ได้กินข้าวเย็น ถ้าเธอจะหาว่าฉันเสียสมาธิเพราะเธอ... ก็ไปหาอะไรอร่อยๆ กินเป็นเพื่อนฉันเดี๋ยวนี้ถือว่าหายกัน”
“นัดเดทเหรอคะ?”
“แค่ไปกินข้าวค่ะ อย่าหลงตัวเอง” เขาตอบสวนทันควัน แต่ในแววตากลับไม่มีความรังเกียจอย่างที่ปากว่า
“โอเคค่ะ แค่ไปกินข้าวก็ได้... เดี๋ยวพริ้มจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงเอง จะได้ถือว่าจ่ายค่าเสียเวลาที่พี่กวินทร์เสียสมาธิให้มินตราเมื่อกี้ด้วย”
พริ้มเพราคว้ากระเป๋าถือแล้วเดินนำหน้าออกจากห้องไป กวินทร์มองตามแผ่นหลังบางนั้นด้วยสายตาที่อ่อนลงเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว เขาเดินตามเธอไปติดๆ โดยไม่ลืมที่จะล็อกประตูห้องชมรมให้เรียบร้อย
ร้านอาหารข้างมหาวิทยาลัยในยามดึกดื่นเช่นนี้มีเพียงร้านข้าวต้มรอบดึกที่เปิดบริการ กวินทร์เลือกโต๊ะมุมในสุดที่ห่างไกลจากสายตาผู้คน พริ้มเพรานั่งลงตรงข้ามเขาก่อนจะเปิดเมนูดูอย่างอารมณ์ดี
“สั่งเลยค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ งบของพริ้มเหลือเฟือสำหรับคนปากแข็งอย่างพี่กวินทร์”
“กินของร้อนๆ บ้างก็ดีค่ะ อย่าเอาแต่ดื่มน้ำเย็นล้างคอเวลาโกรธใครเลย มันไม่ดีต่อกระเพาะ” กวินทร์เอ่ยขึ้นลอยๆ ขณะสั่งเมนูง่ายๆ ให้ตัวเอง ก่อนจะเหลือบมองคนตรงหน้า
พริ้มเพราชะงักไปครู่หนึ่ง คำพูดเรียบๆ ของเขาทำให้เธอรู้สึกวูบไหวในอกอย่างประหลาด นี่เขาจำได้ด้วยเหรอว่าเธอมักจะดื่มน้ำเยอะๆ เวลาที่รู้สึกหงุดหงิดหรือพยายามคุมอารมณ์?
“พี่กวินทร์... ทำไมถึงยอมให้พริ้มเข้ามาวนเวียนบ่อยๆ คะ? ทั้งที่ตอนแรกพี่ออกจะเกลียดความวุ่นวายที่สุด”
คำถามตรงไปตรงมาของเธอทำให้กวินทร์ชะงักไป เขาไม่ได้ตอบทันที แต่หยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบเพื่อหลบเลี่ยงสายตาที่จ้องมองมาอย่างรอคอย “คนเรามันก็ต้องมีเวลาเปลี่ยนใจบ้าง... บางทีความวุ่นวายที่ว่า มันอาจจะไม่ได้น่ารำคาญอย่างที่คิด ถ้ามันเป็นความวุ่นวายที่... จัดการได้”
“จัด...การได้เหรอคะ? หมายถึงพี่จะจัดการกับพริ้มยังไง?” เธอโน้มตัวเข้าไปใกล้ แววตาซุกซนเริ่มทำงาน
กวินทร์วางแก้วน้ำลงแรงกว่าปกติเล็กน้อย สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังจนพริ้มเพราสัมผัสได้ถึงกระแสไฟฟ้าแปลกๆ ที่ไหลเวียนอยู่ระหว่างกลางเราสองคน “ฉันยังไม่ได้พูดเลยว่าคำว่าจัดการของฉันมันหมายถึงอะไร... แต่อย่าได้ใจไปหน่อยเลย พริ้มเพรา”
บรรยากาศเริ่มอึดอัดแต่ก็น่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน กลิ่นหอมจางๆ จากน้ำหอมของเขาผสมกับกลิ่นอาหารทำให้พริ้มเพรารู้สึกมึนหัวไปหมด กวินทร์ยื่นมือมาขยับจานข้าวให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ เป็นจังหวะเดียวกับที่พริ้มเพราเผลอเอื้อมมือไปคว้าแก้วน้ำ สัมผัสของปลายนิ้วที่แตะกันเพียงแผ่วเบาทำให้ทั้งคู่ชะงัก
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของกวินทร์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นหน้าจอ ก่อนจะกดรับสายด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ว่าไง... มีอะไรสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอถึงต้องโทรมาตอนนี้?”
น้ำเสียงของเขาสื่อถึงความรำคาญอย่างเห็นได้ชัด พริ้มเพราพยายามทำเป็นไม่สนใจ แต่เมื่อเห็นกวินทร์เงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป... ดูสับสนและหนักใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“พริ้ม... พี่คงต้องไปแล้ว มีเรื่องด่วนที่บ้านนิดหน่อย”
เขาลุกขึ้นยืนทันทีโดยไม่รอคำคัดค้าน ทิ้งให้พริ้มเพรานั่งอึ้งอยู่กับคำว่า ‘เรื่องด่วน’ ที่ดูเหมือนจะมากกว่าแค่เรื่องงาน แต่ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินออกจากร้านไป กวินทร์กลับชะงักแล้วก้มลงมากระซิบข้างหูเธอจนขนลุกซู่
“พรุ่งนี้เจอกันที่ชมรม... ห้ามมาช้า ห้ามหายไปไหน เข้าใจไหมคะ?”
พริ้มเพรายังไม่ทันได้อ้าปากถามเขาก็เดินหายออกไปจากร้าน ทิ้งไว้เพียงความสงสัยที่ถาโถมเข้ามาในใจ แต่ในวินาทีที่เธอกำลังจะเรียกพนักงานมาเช็กบิล สายตาเธอก็ดันไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนรอเขาอยู่หน้าร้าน... ผู้หญิงที่มีรูปร่างคุ้นตา และไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ‘มินตรา’
หัวใจของพริ้มเพราหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่?
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ยังคงติดตามความสัมพันธ์ที่น่าปวดหัวของยัยตัวร้ายกับนายวิศวะซึนคนนี้เสมอนะคะ แล้วมาลุ้นกันต่อในตอนหน้าค่ะ!
วิศวะสายดุสู้กับคุณหนูสายปั่น•ตอนที่ 16
นัดเดทหรือแค่ไปกินข้าว
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายดุสู้กับคุณหนูสายปั่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!