คราบกาวตราช้างบนนิ้วเรียวยาวของกวินทร์ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเท่ากับสายตาคู่คมที่กำลังจ้องเขม็งมาทางเขาจากอีกฟากของโต๊ะทำงานตัวใหญ่ในห้องชมรมหุ่นยนต์ กลิ่นฉุนจางๆ ของน้ำยาประสานพลาสติกลอยอบอวลปะปนกับความเงียบที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับตึงเครียดเสียจนแทบจะใช้มือตัดแบ่งได้
"ถ้ามองแล้วชิ้นส่วนมันจะประกอบติดเองได้โดยไม่ต้องใช้กาว ฉันคงยอมให้นายมองนานกว่านี้แล้วล่ะค่ะคุณประธาน"
พริ้มเพราเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ รอยยิ้มมุมปากของเธอบ่งบอกถึงความเหนือกว่าอย่างชัดเจน ร่างระหงในชุดนักศึกษาเข้ารูปขยับเข้าใกล้โต๊ะทำงานของเขาอีกนิด ข้อศอกมนค้ำลงกับขอบโต๊ะ ปลายนิ้วเรียวเคาะเบาๆ เป็นจังหวะระรัวราวกับกำลังจับผิดอาชญากรตัวฉกาจ กวินทร์เงยหน้าขึ้นจากโครงสร้างหุ่นยนต์สีดำด้านที่เขากำลังงละม่อมทำอยู่ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างนึกหมั่นไส้ในความปากเก่งของแม่คุณหนูจอมปั่นคนนี้
"ว่างมากนักหรือไง ถึงได้มานั่งเฝ้าฉันซ่อมโครงงานตั้งแต่บ่ายจนค่ำ คณะบริหารไม่มีวิชาให้เรียนรึไงถึงได้เอาเวลาว่างมาเดินป้วนเปี้ยนแถวตึกวิศวะ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะห้วนกระด้างตามสไตล์คนปากร้ายถูกส่งกลับไปทันควัน แต่พริ้มเพรากลับไม่มีทีท่าว่าจะสะทกสะท้านเลยสักนิด เธอกลับหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาส่อประกายซุกซนราวกับแมวตัวแสบที่กำลังสนุกกับการหยอกเย้าเหยื่อในกรง
"ก็เพราะว่าเบื่อหน้าพวกเพื่อนๆ ในคณะที่เอาแต่ซุบซิบเรื่องการประกวดน่ะสิคะ... สู้มานั่งดูคนหน้าบึ้งแถวนี้ไม่ได้ ได้บริหารสมองดีออก ได้คอยลับฝีปากกับคนปากแข็งแถวนี้เนี่ย สนุกกว่าอ่านตำราเรียนตั้งเยอะ"
กวินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ เขาวางหลอดกาวในมือลงบนโต๊ะเสียงดัง 'กริ๊ก' ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าเนียนใสไร้ที่ติของคนที่จงใจเข้ามาปั่นป่วนชีวิตอันสงบสุขของเขามาตลอดหลายสัปดาห์นี้ พริ้มเพราสวย—สวยจนบางครั้งเขาก็เผลอมองนานเกินความจำเป็น สวยจนอันตรายต่ออัตราการเต้นของหัวใจที่ช่วงหลังมานี้มักจะทรยศเขาอยู่เรื่อยเวลาที่เธอเข้ามาอยู่ใกล้ๆ ในระยะประชิดแบบนี้
"ปากดีแบบนี้ ระวังจะไม่ได้เดินออกจากห้องนี้นะพริ้มเพรา"
"อุ๊ย! ขู่เหรอคะเนี่ย?" หญิงสาวแกล้งทำเป็นตกใจ ยกมือเรียวทาบอก ดวงตากลมโตพราวระยับด้วยความท้าทาย "ไหนลองทำดูสิคะ ว่าประธานชมรมหุ่นยนต์สุดโหดคนนี้จะทำอะไรคนปากดีอย่างฉันได้นอกจากนั่งทำหน้ายักษ์ใส่"
ท่าทางยั่วเย้าที่แฝงไปด้วยความมั่นใจเกินร้อยนั้นทำเอากวินทร์รู้สึกเหมือนเลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความอดทนที่สั่งสมมานานเริ่มสั่นคลอน ร่างสูงผุดลุกขึ้นเต็มความสูงจนพริ้มเพราถึงกับผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว แรงกดดันจากร่างหนาที่ก้าวเข้ามาประชิดทีละน้อยทำให้รอยยิ้มมั่นใจบนใบหน้าสวยเริ่มเจื่อนลงเล็กน้อย เมื่อกวินทร์เดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดยืนตรงหน้าเธอในระยะห่างเพียงแค่คืบ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ประจำตัวของเธอลอยเข้าจมูกปะปนกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้าน ยิ่งทำให้สติสัมปชัญญะของพ่อหนุ่มวิศวะสายดุรวนเรจนแทบตั้งหลักไม่ทัน
พริ้มเพรากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบที่มักจะนิ่งสนิทเสมอ แต่วันนี้มันกลับลุกโชนด้วยประกายบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นรัวเร็วจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยินเสียงมัน หัวใจที่เคยพองโตด้วยความสนุกจากการปั่นหัวคนอื่น ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกที่ระคนไปด้วยความหวั่นไหวอย่างประหลาด
"คิดว่าฉันไม่กล้าทำอะไรเธอจริงๆ งั้นเหรอ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปาก ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บริเวณพวงแก้มเนียนจนพริ้มเพรารู้สึกร้อนผ่าวไปหมด กวินทร์ก้มหน้าลงมามองเธอด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินกว่าทุกครั้ง "เธอคิดผิดแล้วล่ะพริ้มเพรา"
"อะ... อะไรของคุณ ถอยไปเลยนะ" เธอพยายามดึงเสียงให้แข็งเข้าไว้เพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง แต่ปลายนิ้วที่ประสานกันอยู่ด้านหน้ากลับจิกเข้าหากันแน่นจนเจ็บ
"ปากเก่งนักนะ..." กวินทร์พึมพำเบาๆ ดวงตาคมกวาดมองริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อที่เอาแต่ต่อล้อต่อเถียงเขาไม่หยุด ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของพริ้มเพราหยุดหมุนไปชั่วขณะ
**"อย่าทำตัวน่ารักแบบนี้ได้ไหม... รู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่าเวลาเธอยิ้มหรือเถียงฉันแบบนี้ มันทำให้ฉันไม่อยากเป็นแค่เพื่อนเล่นของเธออีกต่อไปแล้วนะพริ้มเพรา"**
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งในเสี้ยววินาทีนั้น พริ้มเพราเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง สมองขาวโพลนไปหมด คำพูดโต้แย้งนับร้อยที่เตรียมไว้เพื่อจะเอาชนะเขาถูกกลืนหายลงคอไปจนหมดสิ้น หัวใจกระหน่ำเต้นรัวยิ่งกว่ากลองศึกเมื่อซึมซับความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดและแววตาจริงจังที่ไร้ซึ่งร่องรอยของการล้อเล่นจากผู้ชายตรงหน้า
นี่เขา... กำลังสารภาพอะไรออกมากันแน่?
กวินทร์เองก็ดูเหมือนจะเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป สันจมูกโด่งคมสันขยับเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงเรื่อจางๆ ที่แม้เจ้าตัวจะพยายามซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งขรึมแต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของพริ้มเพรา ทั้งสองคนยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าทางที่ใกล้ชิดกันเกินความจำเป็น ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่มีช่องว่างให้ลมผ่าน หัวใจสองดวงเต้นเป็นจังหวะเดียวกันอย่างบ้าคลั่งในความเงียบงันของห้องชมรม
*แอ๊ด...*
เสียงเปิดประตูกระจกบานใหญ่ของห้องชมรมดังขึ้นทำลายความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดนั้นลงอย่างไม่ทันตั้งตัว พร้อมกับเสียงทุ้มคุ้นเคยของเพื่อนสนิทที่ตะโกนเข้ามาโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ
"ไอ้ทร์! แผ่นปริ้นท์ที่สั่ง..." ธันวาชะงักฝีเท้าทันทีเมื่อก้าวพ้นขอบประตูเข้ามา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นภาพตรงหน้า—ภาพที่ประธานชมรมมาดนิ่งผู้เกลียดความวุ่นวาย กำลังยืนกักตัวดาวคณะบริหารคนสวยไว้ชิดกับโต๊ะทำงานในท่าทางที่ล่อแหลมและชวนเข้าใจผิดสุดๆ
พริ้มเพราสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต เธอรีบดันแผงอกกว้างของกวินทร์ให้ออกห่างอย่างแรง ใบหน้าเนียนใสแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูด้วยความเขินอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความทำตัวไม่ถูก ก่อนจะหันหลังขวับแล้ววิ่งพรวดพราดออกไปจากห้องชมรมทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหน้าใครอีก
กวินทร์ยืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม เขาสบถเบาๆ ในลำคออย่างหัวเสีย ก่อนจะหันขวับไปถลึงตาใส่เพื่อนสนิทตัวดีที่ยืนยิ้มกรุ่มกริ่มทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่หน้าประตู
"มึงมาผิดจังหวะชิบหายเลยไอ้ธันวา!"
(ฝากกดหัวใจและเพิ่มเข้าชั้น เพื่อเป็นกำลังใจให้ "เกียร์เปื้อนกาวใจ" คนนี้ด้วยนะคะ!)
วิศวะสายดุสู้กับคุณหนูสายปั่น•ตอนที่ 12
อย่าทำตัวน่ารักได้ไหม
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายดุสู้กับคุณหนูสายปั่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!