เส้นขีดสีแดงบนกระดาษไขแผ่นนั้นขาดสะบั้นลงพร้อมกับปลายดินสอ กด 2 มม. ที่หักคามือ ธามินทร์ไม่แม้แต่จะสบถ เขากวาดตามองแปลนงานนิทรรศการโซนสุดท้ายที่ถูกแก้มาเป็นรอบที่สี่ด้วยแววตาคมกริบราวกับใบมีดโกน บรรยากาศในห้องทำงานโปร่งโล่งสไตล์อินดัสเทรียลยามค่ำคืนเงียบสงบจนได้ยินเสียงแอร์ทำงาน แต่ความกดดันในอากาศกลับหนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
"ถ้ายังแก้โครงสร้างการรับน้ำหนักตรงนี้ไม่ได้ งานวันเปิดตัวมีหวังพังไม่เป็นท่าครับคุณรินรดา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ร่างสูงโปรดในเสื้อเชิ้ตพับแขนถึงข้อศอกยังคงนั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ รังสีความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจนคนฟังอยากจะคว้าไม้บรรทัดเหล็กฟาดหัวสักทีสองที
รินรดาที่ยืนกอดอกอยู่ฝั่งตรงข้ามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ด เธอไม่ได้สะทกสะท้านกับคำพูดเชือดเฉือนนั้นเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าสวยเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายอย่างคนที่ไม่เคยคิดจะก้มหัวให้ใคร
"ถ้าคุณธามินทร์มัวแต่จับผิดเรื่องปลีกย่อยแล้วไม่ยอมมองภาพรวมในฐานะ 'สถาปนิกหลัก' งานนี้ก็คงพังตั้งแต่ยังไม่เริ่มเหมือนกันนั่นแหละค่ะ... อ้อ ขอโทษที ผมติดปากพูดคำว่า 'ค่ะ' ตามนิสัย แต่ความจริงแล้ว ฉันหมายถึงคุณควรจะเปิดใจรับฟังไอเดียคนอื่นบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ใจตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลแบบนี้" รินรดาตอกกลับด้วยรอยยิ้มหวานหยดแต่แฝงด้วยยาพิษ
ธามินทร์เงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานฝั่งที่เธออยู่ ระยะห่างระหว่างกันหดแคบลงจนเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นกระดาษและกาแฟเข้มๆ ลอยเข้าแตะจมูกจนรินรดาเผลอผถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
"คุณว่าใครเอาแต่ใจนะ รินรดา" ธามินทร์โน้มตัวลงมาเล็กน้อย สายตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่ริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างถือดี ไล่ขึ้นไปสบตาเธอนิ่ง "ผมกำลังแก้ปัญหาในสิ่งที่คนไอเดียกระฉูดอย่างคุณทำหล่นหายไประหว่างทางต่างหาก งานออกแบบมันต้องมีความเป็นจริง ไม่ใช่แค่สวยบนกระดาษแล้วถล่มลงมาทับหัวคนดูในงานจริง"
"แต่นี่มันงานศิลปะผสมผสานเชิงพื้นที่นะคะ! ถ้าทำตามที่คุณต้องการ มันจะต่างอะไรกับตู้คอนเทนเนอร์ทึบๆ ล่ะคะสถาปนิกผู้เคร่งครัด" รินรดาเถียงกลับทันควัน ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความโมโห ไม่ใช่เพราะคำวิจารณ์ แต่เป็นเพราะระยะประชิดนี่ต่างหากที่ทำให้หัวใจเธอดันเต้นผิดจังหวะอย่างไม่รักดี
ธามินทร์ชะงักไปนิดเมื่อเห็นดวงตาพราวระยับที่ไม่มีทีท่าจะยอมแพ้นั่น แววตาของเขาไหววูบชั่วขณะก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยตามฟอร์ม ปากหนายกยิ้มเยาะเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่กำลังตีรวนอยู่ในอก
"ดื้อด้าน" เขาพึมพำเบาๆ แต่ชัดเจนพอให้ได้ยิน
"ฉันไม่ได้ดื้อ ฉันมีเหตุผล!"
"เหตุผลของคุณมันทำให้เราต้องมานั่งจ้องหน้ากันตีสองแบบนี้เนี่ยนะ" ธามินทร์สวนกลับ เสียงทุ้มต่ำพAร่าลงโดยไม่รู้ตัวเมื่อสายตาเผลอเลื่อนลงมองริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาไม่หยุด ความตึงเครียดเรื่องงานเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยกระแสความร้อนบางอย่างที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบในห้องทำงานแคบๆ นี้
รินรดาชะงัก คำพูดที่เตรียมจะเถียงต่อกลืนหายไปในลำคอ เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตัวโตกว่า เธอก็พบว่าเขายืนใกล้เธอมากเกินไป มากเสียจนแสงไฟจากโคมไฟบนโต๊ะสาดกระทบโครงหน้าคมคายและสันจมูกโด่งเป็นสันได้อย่างชัดเจน บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด
ธามินทร์เองก็รู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวอย่างไร้เหตุผล เขาไม่ใช่ผู้ชายที่จะเสียอาการให้ใครง่ายๆ โดยเฉพาะกับยัยตัวแสบปากเก่งคนนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ยิ่งเถียง ยิ่งใกล้ ยิ่งมองแววตาดื้อรั้นคู่นี้ หัวใจที่เคยปิดตายของเขาก็ยิ่งสั่นคลอน
มือหนาที่วางอยู่บนขอบโต๊ะขยับเข้าใกล้รินรดาอีกนิด นิ้วเรียวยาวเกือบจะแตะโดนปอยผมที่หลุดลุ่ยลงมาข้างแก้มเนียนของเธออยู่แล้ว หากทว่า...
*กริ๊งงงงงง!*
เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานแผดเสียงดังลั่นลายความเงียบขึ้นมาทันที ทำลายบรรยากาศสีชมพูแกมความตึงเครียดลงอย่างไม่ไว้หน้า
ธามินทร์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เขาสบถในลำคอเบาๆ ก่อนจะผละตัวออกห่างจากรินรดาอย่างจำใจ หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยราวกับเพิ่งได้สติ รีบถอยหลังกรูดไปยืนตั้งหลักอีกมุมหนึ่งของห้อง พวงแก้มใสแดงก่ำด้วยความเขินอายที่ถูกขัดจังหวะเมื่อครู่
สถาปนิกหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ ปลายสายคือเสียงร้อนรนของผู้จัดการโครงการ
"มีอะไร ด่วนขนาดนี้เลยรึไง" ธามินทร์กรอกเสียงลงไปห้วนๆ
*(คุณธามินทร์ครับแย่แล้ว! โกดังเก็บวัสดุโซน B ที่จะใช้ส่งงานพรุ่งนี้ เกิดไฟไหม้เล็กน้อยครับ เจ้าหน้าที่กำลังเคลียร์พื้นที่ แต่โครงสร้างเหล็กบางส่วนอาจจะได้รับความเสียหาย ต้องให้คุณเข้าไปดูหน้างานด่วนที่สุดเลยครับตอนนี้!)*
ธามินทร์หน้าตึงขึ้นทันที ความหงุดหงิดเมื่อครู่หายวับไปกับตา แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดจริงจัง เขาวางสายทันทีแล้วหันขวับมามองรินรดาที่ยืนมองหน้าเขาอยู่ด้วยความสงสัย
"เกิดอะไรขึ้นคะ" รินรดาถามด้วยน้ำเสียงที่เจือความกังวลเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเขา
"โกดังวัสดุโซน B ไฟไหม้" ธามินทร์ตอบสั้นๆ คว้าแจ็คเก็ตหนังสีดำพาดบ่าทันที "เราต้องไปหน้างานเดี๋ยวนี้"
รินรดาเบิกตากว้าง งานนิทรรศการที่ทุ่มเทกันมาหลายเดือนกำลังจะพังไม่เป็นท่าเพราะอุบัติเหตุครั้งนี้ เธอยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ธามินทร์ก็ก้าวเข้ามาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น ออกแรงดึงเบาๆ ให้เดินตาม
"ตามมา... งานนี้เราต้องเคลียร์มันให้จบ"
ประตูห้องทำงานถูกเปิดผางออก ธามินทร์กึ่งลากกึ่งจูงรินรดาออกมาที่ทางเดิน แต่ทว่า เมื่อก้าวพ้นประตูลิฟต์ลงมาถึงชั้นล่างของเซฟเฮาส์ ร่างของใครบางคนที่ยืนรออยู่ตรงล็อบบี้ท่ามกลางความมืดกลับทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดชะงักกึก
แสงไฟสลัวจากด้านนอกสาดส่องให้เห็นเงาร่างคุ้นตาของชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบ ผู้ซึ่งไม่ควรจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ในยามวิกาลแบบนี้... และยิ่งไปกว่านั้น เขากำลังถือเอกสารสำคัญบางอย่างในมือ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ส่งตรงมายังธามินทร์และรินรดา
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและลุ้นไปกับเคมีสุดฟินของสถาปนิกปากร้ายคนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากร้าย•ตอนที่ 9
ระยะห่างที่หายไป
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!