"ถ้าคุณคิดว่าการบุกรุกยามวิกาลจะทำให้เอกสารชุดนี้มีค่ามากขึ้น ผมเกรงว่าคุณคงต้องประเมินสมองของตัวเองใหม่แล้วล่ะครับ, คุณภาคภูมิ"
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดุจใบมีดโกนของธามินทร์ดังขึ้น ทะลวงความเงียบสงบในเซฟเฮาส์ยามค่ำคืนจนแทบขาดวิ่น สถาปนิกหนุ่มร่างสูงโปรดปรานการควบคุมสถานการณ์เสมอ แต่ภาพของชายในชุดสูทเนี๊ยบที่ก้าวพ้นเงาสลัวเข้ามา พร้อมแฟ้มเอกสารสีดำสนิทในมือ กลับทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกรามของเขาเกร็งแน่นโดยอัตโนมัติ
ไม่ใช่เพราะความกลัว... แต่เป็นความหงุดหงิดที่ถูกรบกวนในพื้นที่ส่วนตัว และที่แย่ไปกว่านั้น สายตาคมกราบของภาคภูมิไม่ได้มองมาที่เขาเพียงคนเดียว แต่มันกำลังทอดมองข้ามไหล่เขาไปยังรินรดาที่ยืนอยู่เบื้องหลัง
"แหม, คุณธามินทร์นี่ใจร้อนเสียจริงครับ" ภาคภูมิยิ้มเยาะ มุมปากหยักลึกราวกับผู้ถือไพ่เหนือกว่าในมือ "ผมแค่ผ่านมาทำธุระแถวนี้ แล้วบังเอิญเห็นไฟในเซฟเฮาส์ที่ขึ้นชื่อว่ามีความปลอดภัยสูงสุด... เลยแวะเอา 'หลักฐาน' ที่คุณกำลังตามหามาให้ดูต่างหาก"
รินรดาก้าวเท้าเหลื่อmออกมาจากด้านหลังธามินทร์เล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววระแวดระวัง เธอกวาดตามองเอกสารในมือของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว สมองนักออกแบบนิทรรศการประมวลผลทันทีว่าสิ่งนั้นคืออะไร "คุณเอาสัญญาโครงการประกวดแบบรอบสุดท้ายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง นั่นมันควรจะอยู่ในตู้เซฟของคณะกรรมการสิคะ"
ภาคภูมิหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและน่ารำคาญในความรู้สึกของธามินทร์เสียเหลือเกิน "ของแบบนี้ ถ้ามีเงินและเส้นสายมากพอ ต่อให้เป็นตู้เซฟในธนาคารกลาง ผมก็เปิดมันได้... รินรดา คุณนี่ช่างเป็นคนช่างสงสัยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะครับ น่ารักดี"
*กึก!*
เสียงรองเท้าหนังของธามินทร์ก้าวขยับบังร่างบางไว้มิดชิดโดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังกว้างของสถาปนิกหนุ่มกลายเป็นโล่กำบังชั้นดีที่ตัดการมองเห็นของภาคภูมิไปโดยปริยาย ธามินทร์ไม่ชอบสายตาที่อีกฝ่ายใช้มองรินรดา มันเคลือบด้วยความเจ้าเล่ห์และคุกคามในแบบที่เขาอยากจะซัดหมัดหนักๆ ใส่สักที
"อย่ามาทำรุ่มร่ามกับคนของผม" ธามินทร์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเยือกเย็นจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลง "และถ้าคุณยังมีมารยาทหลงเหลืออยู่บ้าง ช่วยกรุณาก้าวออกไปจากบ้านของผมก่อนที่ผมจะเรียก รปภ. หรือไม่ก็... แจ้งความข้อหาบุกรุก"
"คนของคุณเหรอ?" ภาคภูมิเลิกคิ้วสูงอย่างท้าทาย ปรายตามองร่องรอยความใกล้ชิดที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนที่พวกเขาจะถูกขัดจังหวะ "ฮึ... ดูเหมือนคุณธามินทร์จะหวงของเกินเบอร์ไปหน่อยนะครับ ทั้งๆ ที่เราต่างก็รู้ดีว่าโปรเจกต์นี้ ใครกันแน่ที่จะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง"
เอกสารในแฟ้มถูกเปิดออกเพียงเล็กน้อย เผยให้เห็นลายเซ็นและตัวเลขงบประมาณที่ถูกแก้ไขอย่างแนบเนียน มันคือหลักฐานการทุจริตที่จะพลิกเกมการแข่งขันทั้งหมด และที่สำคัญที่สุด... มันมีชื่อของบริษัทรินรดาพ่วงอยู่ด้วยในฐานะผู้ร่วมสมรู้ร่วมคิด!
รินรดาเบิกตากว้าง สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ "นี่คุณใส่ร้ายฉันเหรอ!"
"ผมไม่ได้ใส่ร้ายนะรินรดา ผมแค่หยิบยื่น 'ทางเลือก' ให้ต่างหาก" ภาคภูมิยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน สายตายังคงจดจ้องที่ธามินทร์ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ "ถ้าไม่อยากให้ชื่อของคุณต้องด่างพร้อย และไม่อยากให้ผลงานชิ้นเอกของสถาปนิกปากร้ายคนนี้พังคามือ... พรุ่งนี้เช้า ถอนตัวจากการแข่งขันซะ แล้วเซ็นโอนสิทธิ์โปรเจกต์นี้มาให้ทางผม ทุกอย่างก็จะจบลงด้วยดี"
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นของเซฟเฮาส์ตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด ความเงียบงันปกคลุมอยู่ชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ กับเสียงหัวใจของคนทั้งสามที่เต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน
ธามินทร์นิ่งเงียบ แววตาคมกริบกวาดมองเอกสารแผ่นนั้นอย่างพินิจพิจารณา สมองอันปราดเปรื่องของสถาปนิกอัจฉริยะกำลังคำนวณหมากทุกตา
ทว่า... สิ่งที่กวนใจธามินทร์มากที่สุดในตอนนี้ กลับไม่ใช่เรื่องโปรเจกต์มูลค่าหลายสิบล้าน หรือเล่ห์เหลี่ยมสกปรกของภาคภูมิ
แต่มันคือกลิ่นกายหอมละมุนจางๆ จากรินรดาที่ยืนชิดติดแผ่นหลังของเขาในระยะประชิด ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณการปกป้องเมื่อครู่ กำลังทำให้หัวใจที่ด้านชาและเยือกเย็นมาตลอดของเขาเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง เลือดในกายสูบฉีดจนร้อนผ่าว ความรู้สึกหวงแหนพุ่งทะยานขึ้นจนน่ากลัว จนเขาต้องแอบกำหมัดแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่กำลังตีรวนอยู่ในอก
*ให้ตายเถอะ... ผู้หญิงคนนี้มีอิทธิพลกับความนิ่งของเขากินไปแล้วนะ* ธามินทร์คิดในใจอย่างหัวเสีย
"ข้อเสนอของคุณมันน่าสนใจมากนะภาคภูมิ..." ธามินทร์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงกลับมาเยือกเย็นและทรงพลังอีกครั้ง ร่างสูงก้าวเท้าเข้าหาอีกฝ่ายทีละน้อย บีบให้ภาคภูมิเผลอถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว "แต่เสียดาย... ที่ผมเกลียดการถูกขู่บังคับมากที่สุดในชีวิต"
"คุณมั่นใจนักเหรอธามินทร์ ว่าจะปกป้องเธอได้?" ภาคภูมิยังคงยิ้มเยาะ แม้จะเริ่มรู้สึกกดดันจากรัศมีคุกคามที่แผ่ออกมาจากตัวสถาปนิกหนุ่ม
"ลองดูไหมล่ะครับ ว่าระหว่างคุณกับผม... ใครกันที่จะราบเป็นหน้ากลองก่อนกัน" ธามินทร์ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบด้วยน้ำเสียงกระด้างและอันตราย "และจำใส่สมองเอาไว้ด้วย... ว่าถ้าคุณยังกล้าก้าวล้ำเข้ามาในอาณาเขตของผมอีกแม้แต่ก้าวเดียว เอกสารในมือคุณอาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะหายไป... แต่อาจจะเป็นลมหายใจของคุณเอง"
ภาคภูมิหุบยิ้มทันที แววตาของธามินทร์ในวินาทีนี้ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ มันคือสายตาของนักล่าที่พร้อมจะขยี้ศัตรูให้แหลกคามือ ชายหนุ่มในชุดสูทกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน ก่อนจะตัดสินใจหมุนตัวเดินถอยหลังออกจากเซฟเฮาส์ไปอย่างเสียไม่ได้ พร้อมกับเสียงปิดประตูที่ดังขึ้นสะท้อนก้องความเงียบ
ปัง!
เมื่อประตูปิดสนิท ความตึงเครียดที่กดทับก็คลี่คลายลง รินรดาระบายลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ด้วยความโล่งอก เธอยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองที่เต็มไปด้วยรอยขนลุกชัน "ให้ตายสิ... คนอะไรน่ากลัวเป็นบ้า นึกว่าจะโดนฆ่าหมกบ้านซะแล้ว"
ไม่มีเสียงตอบรับจากชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนขวางทางอยู่ รินรดาขมวดคิ้วสงสัย เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา และพบว่าธามินทร์ยังคงยืนนิ่ง ค้างอยู่ในท่าเดิมโดยหันหลังให้เธอ
"นี่... คุณธามินทร์?" เธอยื่นมือไปแตะเบาๆ ที่แขนแกร่งภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้ม
สัมผัสนั้นทำให้ธามินทร์สะดุ้งเล็กน้อยราวกับถูกไฟช็อต สถาปนิกหนุ่มรีบก้าวถอยหลังออกห่างทันทีราวกับรังเกียจ แต่ดวงตาคมกริบที่หันกลับมามองเธอนั้น กลับไม่ได้มีความเย็นชาหรือรำคาญใจอย่างที่เคยเป็น... มันเต็มไปด้วยประกายระอุบางอย่างที่ร้อนแรงเสียจนรินรดาต้องผถดถอยหลังไปเสียเอง
"คุณ... เป็นอะไรรึเปล่า หน้าแดงๆ นะ ไม่สบายรึไง" รินรดาเอียงคอถามด้วยความแปลกใจ เมื่อสังเกตเห็นใบหน้าคมคายของเจ้าบ้านขึ้นสีเรื่อจางๆ อย่างผิดสังเกต
ธามินทร์เม้มปากแน่น ขบกรามกรอดด้วยความรู้สึกที่ตีรันพัวพันอยู่ในอก เขาไม่อาจบอกเธอได้เลยว่า หัวใจที่กำลังเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอกในตอนนี้ ไม่ได้เกิดจากความโกรธที่มีต่อภาคภูมิ... แต่มันเกิดจากการที่เขายืนชิดแนบชิดกับผู้หญิงปากเก่งคนนี้ต่างหาก
"ถอยไป..." ธามินทร์เค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงแหบพร่าและสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมได้ยาก "ไปให้พ้นหน้าผมเดี๋ยวนี้เลยนะ รินรดา!"
รินรดาอ้าปากค้างด้วยความงุนงง "นี่ฉันทำอะไรผิดอีกเนี่ยคุณ! อยู่ดีๆ ก็มาไล่..."
ยังไม่ทันที่เธอจะต่อว่าจบ ธามินทร์ก็ก้าวเข้าประชิดตัวเธอด้วยความเร็วที่เหนือกว่า ร่างสูงใหญ่ต้อนเธอจนแผ่นหลังบางชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ มือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นยันกำแพงกักตัวเธอไว้ตรงกลาง ปิดตายทุกทางหนี ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าหากันจนสัมผัสได้ถึงความรuระอุของอารมณ์ที่พุ่งสูงถึงขีดสุด
ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ หัวใจของเธอร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบที่ลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนาและแรงอารมณ์ที่ถูกเก็บกดไว้มานาน
"ถ้าคุณยังไม่อยากเดือดร้อนมากกว่านี้..." ธามินทร์กระซิบชิดริมฝีปากนุ่ม น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าสั่นแต่ทรงพลังจนสติของเธอแทบหลุดลอย "ก็ช่วยหยุดทำตัวน่ารัก... และหยุดทำให้หัวใจบ้าๆ ดวงนี้มันเต้นไม่เป็นส่ำเสียที!"
รินรดานิ่งงัน สมองขาวโพลน คำพูดทุกคำติดอยู่ที่ลำคอ ดวงตาคู่นั้นมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ส่งผ่านความรู้สึกบางอย่างที่ชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุด และระยะห่างระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่กำลังลดลงเรื่อยๆ จนแทบไม่เหลือช่องว่าง...
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูกระจกด้านนอกดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนทาบทับลงมา ท่ามกลางความมืดมิดของยามวิกาล และเสียงกระซิบแหบพร่าจากหน้าประตูที่ดังทะลุเข้ามา ทำเอาธามินทร์และรินรดาต้องผละออกจากกันแทบไม่ทัน
"พี่ธามินทร์คะ... เปิดประตูให้มินหน่อยค่ะ มินมีเรื่องสำคัญมากเกี่ยวกับบริษัทของรินรดาที่พี่ต้องรู้ตอนนี้!"
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุนผลงานของ "ฟีนิกซ์สีทอง" เสมอมานะครับ
เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากร้าย•ตอนที่ 10
คำเตือนจากความรู้สึก
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!