“มีคนฝากข้อความมาถึงคุณ... และถึงผู้หญิงที่อยู่ข้างหลังคุณด้วยครับ”
ประโยคปริศนายังคงลอยเคว้งคว้างอยู่ในความเงียบงันของเซฟเฮาส์กระจกใส ท่ามกลางแสงไฟนีออนสีส้มสลัวจากภายนอกที่ทอดเงายาวทับซ้อนกันบนพื้นปูนขัดมัน ธามินทร์ยืนนิ่งค้าง มือหนาที่เพิ่งผลักประตูระเบียงกระจกให้เปิดกว้างชะงักงัน กล้ามเนื้อสันกรามขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูนชัดเจน ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้มาเยือนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวงระวังผสมผสานกับความหงุดหงิดที่พุ่งพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ
เขาสบถเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะก้าวขวางหน้าหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหลังทันทีโดยสัญชาตญาณ... สัญชาตญาณดิบของหมาป่าที่พร้อมจะปกป้องอาณาเขตและสิ่งของล้ำค่าของตัวเอง แม้ปากจะบอกว่ารำคาญ แต่ร่างกายกลับตอบสนองเร็วกว่าความคิด
“ใครฝากมา และมันเรื่องอะไรที่ฉันต้องสนใจ” ธามินทร์เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ เย็นยะเยือกจนน่าขนลุก ดวงตาคมกวาดมองชายในชุดสูทสีเข้มแปลกหน้าที่ยืนอยู่หน้าประตูเซฟเฮาส์ด้วยท่าทีคุกคาม
รินรดาที่ถูกแผ่นหลังกว้างของสถาปนิกหนุ่มบังไว้มิดชิด พยายามชะโงกหน้าออกมาเล็กน้อย เธอไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม แววตากลับพราวระยับด้วยประกายความอยากรู้อยากเห็น มือเรียวบางเอื้อมไปแตะเบาๆ ที่ชายเสื้อเชิ้ตด้านหลังของคนตัวโต เป็นเชิงบอกให้เขาใจเย็นลง แต่นั่นกลับยิ่งทำให้ธามินทร์หัวเสียหนักกว่าเดิม
“ถอยไปริน” เขาพึมพำลอดไรฟันโดยไม่หันมามอง แต่กลับเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเล็กของเธอแล้วรั้งให้ถอยไปอยู่ข้างหลังอีกก้าว “อย่าทำตัวเป็นไทยมุงในสถานการณ์แบบนี้”
“ฉันไม่ได้เป็นไทยมุงสักหน่อย คุณต่างหากที่กำลังทำตัวเป็นหมาหวงก้างเกินเหตุ” รินรดาเถียงกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความขบขันเล็กๆ ที่เจาะจงยั่วโมโหคนปากแข็งโดยเฉพาะ “อีกอย่าง เขาบอกว่ามีข้อความถึง *ฉัน* ด้วยนะธามินทร์ ฟังให้มันจบก่อนเถอะน่า”
ธามินทร์หันขวับมามองค้อนเธอด้วยสายตาที่แทบจะกินเลือดกินเนื้อ ปากหยักสวยเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง เขาอยากจะเอ็ดเธอยาวๆ สักชุดว่าอันตรายรอบตัวขนาดนี้ยังมีอารมณ์มาต่อปากต่อคำ แต่พอดลใจได้สบเข้ากับดวงตากลมโตที่ฉายแววท้าทายและรู้ทันเขาทุกอย่างแล้ว คำด่าทอทั้งหมดก็กลืนกลับลงคอไปจนหมดสิ้น
ให้ตายเถอะ... ผู้หญิงคนนี้เกิดมาเพื่อปั่นป่วนหัวใจเขาโดยเฉพาะหรือไง
ธามินทร์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์คุกรุ่นในอก ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนอีกครั้ง “จะพูดอะไรก็ว่ามา ถ้าไม่มีสาระสำคัญอะไร ไสหัวออกไปจากพื้นที่ของฉันซะ”
ชายชุดสูทโค้งศีรษะเล็กน้อยอย่างนอบน้อม แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับชวนให้รู้สึกไม่น่าไว้วางใจ “ท่านประธานฝากบอกมาครับว่า... เกมที่กำลังเล่นอยู่ สนุกพอนี่ครับ แต่ระวังตัวเอาไว้ให้ดี ของรักของหวงถ้าดูแลไม่ดี ระวังจะ ‘หลุดมือ’ ไปอยู่ในมือคนที่เห็นคุณค่ามากกว่า”
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็ราวกับลดอุณหภูมิลดลงฮวบฮาบ ธามินทร์พุ่งพรวดเข้าไปกระชากคอเสื้อสูทของอีกฝ่ายทันทีด้วยความเร็วที่เหนือกว่า ความโกรธเกรี้ยวระเบิดออกทางแววตาคู่นคมกริบที่วาวโรจน์ “แกหมายความว่ายังไง! พูดให้มันเคลียร์เดี๋ยวนี้!”
“ใจเย็นๆ ครับคุณธามินทร์ การใช้กำลังไม่ได้ช่วยให้ ‘สถาปัตยกรรม’ ที่คุณกำลังสร้าง... มั่นคงขึ้นหรอกนะครับ” ชายคนเดิมหัวเราะในลำคออย่างไม่สะทกสะท้าน แม้จะถูกมือใหญ่กำรอบคอเสื้อจนแน่น “ผมแค่มาส่งสาร... ส่วนทางเลือก เป็นของคุณสองคน”
พูดจบ ชายชุดสูทก็สะบัดตัวหลุดจากการเกาะกุมอย่างง่ายดายราวกับปลาไหล ก่อนจะหันหลังเดินกลับหายไปในความมืดของทางเดินอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้ความเงียบงันและความระทึกใจเกาะกุมพื้นที่รอบกายอีกครั้ง
ธามินทร์ยืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーンที่หลังมือ อกแกร่งกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่กระชั้นชิด ความหงุดหงิดระคนความกังวลฉายชัดอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้ตึงเครียดจนน่ากลัว
รินรดามองแผ่นหลังกว้างที่กำลังเกร็งเครียดของคนตรงหน้า เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ แตะมือลงบนลาดไหล่หนาที่กำลังแบกรับความกดดันมหาศาลไว้คนเดียว
“ธามินทร์...”
เสียงหวานเอמהเรียกแผ่วเบา แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะดึงสติของสถาปนิกหนุ่มให้หลุดออกจากภวังค์แห่งความโกรธ
ธามินทร์หันกลับมามองเธอ ดวงตาคู่คมไหววับชั่วขณะก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม เขาปัดมือเธอออกเบาๆ ไม่ใช่ด้วยความรังเกียจ แต่เป็นเพราะกลัว... กลัวว่าความอ่อนแอหรือความหวั่นไหวของตัวเองจะเผลอแสดงออกมาให้เธอเห็น
“กลับเข้าไปข้างในเดี๋ยวนี้ริน ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว” เขาเอ่ยเสียงแข็ง พยายามสร้างกำแพงความเย็นชาขึ้นมาป้องกันตัวเองอีกครั้ง
“ไม่ปลอดภัยเพราะคนอื่น หรือไม่ปลอดภัยเพราะ *คุณกลัวใจตัวเอง* กันแน่ ธามินทร์”
รินรดายืนกอดอก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไร้ความเกรงกลัว เธอรุกเข้าประชิดตัวทีละน้อย จนธามินทร์ต้องถอยหลังไปชนกับขอบระเบียงกระจกโดยปริยาย
“เธอพูดบ้าอะไรของริน...” ธามินทร์เสมองไปทางอื่น หลบสายตาคมปลาบที่รู้ทันของเธอ “ฉันจะไปกลัวอะไร ปญอ. ชัดๆ”
“ปากแข็ง” รินรดาหัวเราะในลำคอ ก้าวเข้ามาประชิดจนหน้าอกแทบจะชิดกับแผงอกแกร่ง กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอโชยเข้าจมูกจนสถาปนิกหนุ่มต้องกลั้นหายใจ “เมื่อกี้ตอนที่เขาบอกว่า ของรักของหวงจะหลุดมือ... ฉันเห็นคุณตาขวดตื่นนะธามินทร์ มือคุณสั่นด้วย... อย่าปฏิเสธเลยว่าไม่ได้แคร์”
“ใครสั่น! เปล่าสักหน่อย!” ธามินทร์เถียงเสียงแข็ง ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มขึ้นสีแดงเรื่ออย่างปิดไม่มิด แม้จะพยายามตีสีหน้าให้เรียบเฉยแค่ไหน แต่ความซึนแตกของเขามันฟ้องชัดเจนทุกอณู
รินรดายิ้มกริ่ม ยื่นมือเรียวไปแตะที่ปลายคางของเขาบังคับให้หันกลับมาสบตากันตรงๆ ปลายนิ้วอุ่นเฉียดผ่านผิวเนื้อจนธามินทร์สะفุ้งเล็กน้อย หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามราวกับจะกระโดดออกมานอกอก
“ธามินทร์คะ...” เธอเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง นุ่มนวลขึ้น และเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ทำเอาคนปากร้ายใจอ่อนยวบยาบ “การที่คุณพยายามผลักไสฉัน พยายามทำเป็นเย็นชา และปฏิเสธความรู้สึกตัวเอง มันไม่ได้แปลว่าคุณไม่ได้รักฉันหรอกนะ... มันแปลว่าคุณ *กลัว* ต่างหาก กลัวว่าจะรักฉันจนหมดหัวใจ”
ธามินทร์ชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อถูกเธอดึงหน้ากากความเยือกเย็นออกจนหมดเปลือก คำพูดของเธอแทงใจดำทุกคำ ทุกความรู้สึกที่เขาพยายามกดทับซ่อนเร้นไว้ภายใต้ท่าทีปากร้าย ถูกเธอขุดคุ้ยขึ้นมาวางไว้กลางแจ้งอย่างไร้ที่หลบหนี
ให้ตายเถอะ ผู้หญิงคนนี้อันตราย... อันตรายต่อหัวใจที่ด้านชาของเขาเหลือเกิน
“เธอนี่มัน...” ธามินทร์เค้นเสียงลอดไรฟัน มือหนายื่นออกไปรวบเอวบางของเธอเข้าหาตัวด้วยความหมั่นไส้ระคนตัดพ้อ แรงดึงทำให้ร่างของทั้งคู่แนบชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่าง “ปากเก่งนักนะรินรดา คิดว่ารู้ดีไปหมดทุกเรื่องเลยรึไง”
“ก็รู้ว่าคุณรัก...” รินรดายังไม่ทันได้พูดจบประโยค
ธามินทร์ก็ก้มลงปิดริมฝีปากอิ่มด้วยเรียวปากหยักของตัวเองทันที!
ไม่ใช่การจูบเพื่อลงโทษ แต่เป็นการจูบเพื่อปิดกั้นคำพูดทุกคำที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวจนควบคุมไม่ได้ ความนุ่มนวลที่แฝงไว้ด้วยความดุดันและโหยหาค่อยๆ ละมุนละไมขึ้น ทว่าในจังหวะที่หัวใจของทั้งคู่กำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวผ่านรสจูบอันเร่าร้อนนั้นเอง...
“ก๊อกๆๆ”
เสียงเคาะประตูด้านหน้าเซฟเฮาส์ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำของใครบางคนที่ตะโกนเข้ามาผ่านกระจกใส
“คุณธามินทร์ครับ! มีพัสดุด่วนส่งตรงถึงคุณ... และดูเหมือนว่ามันจะเป็น ‘ระเบิดเวลา’ ที่คุณไม่อยากพลาดชมครับ!”
ธามินทร์ผละริมฝีปากออกจากรินรดาอย่างไม่เต็มใจนัก ดวงตาคมกริบฉายแวววาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธที่ถูกขัดจังหวะในวินาทีสำคัญ เขากวาดสายตามองไปที่ประตูหน้าเซฟเฮาส์ทันทีด้วยความระแวงระวังขั้นสุด
รินรดาหอบหายใจเบาๆ ใบหน้าหวานแดงก่ำ เธอกำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นขณะมองตามสายตาของเขาไป
และในวินาทีที่ไฟสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นทั่วทั้งเซฟเฮาส์... ประตูบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างของบุคคลที่สามก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่แขวนอนาคตของพวกเขาทั้งคู่ไว้บนเส้นด้าย!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางมาด้วยกันจนถึงตอนนี้ ฟีนิกซ์สีทองซาบซึ้งใจมากๆ ครับ
เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากร้าย•ตอนที่ 22
คำปฏิเสธที่ไม่ได้แปลว่าไม่รัก
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!