เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากร้าย•ตอนที่ 24

แผลเป็นที่เริ่มจาง

ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
เสียงกุกกักจากห้องครัวเล็กๆ ในยามวิกาลไม่ใช่สิ่งที่สถาปนิกผู้รักความสงบและเจ้าระเบียบอย่างธามินทร์จะปล่อยให้ผ่านไปได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของเซฟเฮาส์หลังนี้มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า เขาอยู่ตัวคนเดียว... จนกระทั่งเสียงถอนหายใจยาวพร้อมกับเสียงเปิดฝาหม้อต้มซุปดังขึ้น ร่างสูงในชุดนอนเสื้อยืดสีดำสนิทและกางเกงสแล็กสบายๆ ก้าวเท้าเงียบเชียบราวกับเสือดาวที่กำลังลาดตระเวนในอาณาเขตของตัวเอง ดวงตาคมกริบกวาดมองผ่านความมืดของห้องนั่งเล่นตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัวที่เปิดไฟส้มสลัวไว้ ดวงตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นแผ่นหลังบางของคนที่ควรจะนอนหลับอยู่ในห้องรับแขกชั้นบนกำลังยืนคนซุปในหม้อด้วยสีหน้าครุ่นคิด "ถ้าคิดจะวางเพลิงเซฟเฮาส์ของผมเป็นรอบที่สอง ช่วยแจ้งล่วงหน้าด้วยนะครับ ผมจะได้เตรียมถังดับเพลิงทัน" เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบทำเอารินรดาที่กำลังถือทัพพีค้างไว้ สะดุ้งสุดตัวจนเกือบทำทัพพีหลุดมือ หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าบ้านจอมปากร้ายที่ยืนกอดอกพิงขอบประตูด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตากลับพราวระยับด้วยความเย้าแหย่ "คุณนี่ประสาทสัมผัสไวเหมือนแมวตื่นตูมจริงๆ นะคะ... อ้อ ขอโทษทีครับ พอดีฉันเผลอใช้คำว่า 'นะคะ' ตามความเคยชิน แต่สำหรับคุณธามินทร์ สงสัยต้องใช้คำว่า 'ครับ' แบบเคร่งครัดสินะถึงจะถูกใจ" รินรดาตอกกลับทันควัน ดวงตากลมโตเป็นประกายท้าทายแม้ขอบตาจะเริ่มมีรอยคล้ำจางๆ จากการอดนอน ธามินทร์แค่นเสียงในลำคอ ก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้จนกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรและไอความร้อนจากหม้อซุปโชยเข้าจมูก ร่างสูงชะوكมองหม้อซุปตรงหน้าด้วยความแปลกใจระคนสงสัย "ดึกดื่นป่านนี้ไม่นอน มายืนกวนอะไรในครัวผม" "กวนตีนคุณมั้งคะ... เอ๊ย! ผมครับ!" รินรดาแกล้งทำเป็นยกมือขึ้นปิดปากตัวเองด้วยท่าทางกวนประสาท ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบสายตาคาดคั้นของอีกฝ่าย แล้วตักซุปใสใส่ถ้วยเซรามิกสีขาวควันบุหรี่อย่างคล่องแคล่ว "ซุปไก่ตุ๋นโสมสูตรด่วนพิเศษค่ะ... เอ่อ สูตรด่วนพิเศษครับ พอดีเห็นคุณทำงานจนดึกดื่นติดต่อกันมาสามคืนติดแล้ว สีหน้าคุณตอนนี้เหมือนผีดิบเดินได้มากกว่าสถาปนิกชื่อดังเสียอีก" ธามินทร์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบมองถ้วยซุปที่ถูกดันมาตรงหน้า สลับกับใบเนียนใสที่เจือความเหนื่อยล้าแต่ยังคงรอยยิ้มกวนๆ ไว้ไม่ส่างซา ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งคู่ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ และไอความร้อนที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากถ้วยซุป "ผมไม่ได้ขอให้คุณมาทำอะไรแบบนี้" ธามินทร์เอ่ยเสียงเรียบ พยายามสร้างกำแพงความเย็นชาขึ้นมาตั้งรับ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นผิดจังหวะกับความใส่ใจที่ถูกส่งผ่านมาอย่างไร้ฟอร์ม "รู้ค่ะ... รู้ครับ!" รินรดาถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอยื่นมือออกไปจับแขนเสื้อยืดสีดำของคนตัวสูงเบาๆ แล้วออกแรงดึงให้อีกฝ่ายหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้เคาน์เตอร์บาร์ "เลิกฟอร์มจัดสักวันตายไหมคะ... เอ๊ย ตายไหมครับคุณธามินทร์? คนเราถ้าไม่สบายขึ้นมา งานที่รักของคุณก็พังเหมือนกันนะ จะบอกให้" สัมผัสอุ่นๆ จากปลายนิ้วที่แตะลงบนแขนเสื้อ ทำให้ธามินทร์รู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วร่าง สถาปนิกหนุ่มผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ชะงักง้างไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับดวงตากลมโตที่มองมาด้วยความจริงใจ ปราศจากความเสแสร้งใดๆ ดวงตาสูงส่งและเย่อหยิ่งคู่นั้นไหววับชั่วพริบตา กำแพงหนาเตอะที่เขาใช้ปกป้องความรู้สึกและอดีตอันเจ็บปวดมานานนับปี คล้ายจะมีรอยร้าวเกิดขึ้นทีละน้อย ภายใต้ความปากร้ายและท่าทีเย็นชาที่เขาแสดงออกตลอดเวลา แท้จริงแล้วมันคือเกราะป้องกันที่เปราะบางที่สุด และตอนนี้... รินรดากำลังใช้ความอบอุ่นและความดื้อรั้นของเธอ กะเทาะเกราะนั้นออกทีละชั้น "คุณนี่มัน..." ธามินทร์พึมพำเสียงแผ่ว ส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะยอมตักซุปเข้าปากช้าๆ รสชาติกลมกล่อมและอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วช่องอก ดึงความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานให้จางหายไปทีละนิด รินรดายืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ เธอดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งลงฝั่งตรงข้าม เท้าคางมองคนปากร้ายที่กำลังซดซุปอย่างเงียบๆ บรรยากาศรอบตัวไม่ได้อึดอัดเหมือนทุกที กลับเต็มไปด้วยความเงียบสงบที่น่าประหลาดใจ "อร่อยไหมล่ะคะ... อร่อยไหมครับ?" รินรดาแกล้งแซوةด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ธามินทร์วางช้อนลงเงียบๆ เงยหน้าขึ้นสบตาคนตรงข้าม นัยน์ตาคมกริบฉายแววซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา "รสชาติใช้ได้... แต่ฝีมือยังห่างชั้นกับผมอยู่หลายขุม" "ปากแข็งจริงนะพ่อคุณ" รินรดาทำหน้าหมั่นไส้ใส่ แต่มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นอย่างอดไม่ได้ "รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อเธอเต็มๆ คำอย่างไร้การหยอกเย้า ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวชะงักไป ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆ เมื่อเห็นแววตาจริงจังที่ระคนความอ่อนโยนอย่างหาได้ยากยิ่งฉายชัดอยู่ในนัยน์ตาคู่คมนั้น "คะ... อะไรคะ?" ธามินทร์นิ่งไปอึดใจใหญ่ ราวกับกำลังชั่งใจบางอย่าง ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมออกไปปัดปอยผมที่ตกลงมาบดบังใบหน้าเนียนของเธอออกอย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอารินรดาลมหายใจสะดุด หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "ที่นี่..." ธามินทร์เว้นจังหวะ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนเงาของสวนหย่อมด้านนอก ก่อนจะหันกลับมาสบตาเธอตรงๆ "สำหรับผม มันไม่เคยเป็นแค่ 'เซฟเฮาส์' ที่ใช้หลบซ่อนจากโลกภายนอก... แต่มันคือพื้นที่เดียวที่ผมสร้างขึ้นเพื่อตัวเอง" รินรดานิ่งฟัง หัวใจดวงน้อยพองโตขึ้นทีละน้อยกับคำสารภาพที่ไร้ซึ่งคำหวานเลี่ยน ทว่ากลับทรงพลังจนน่าใจหาย "แต่เมื่อกี้..." ธามินทร์ยกมือขึ้นแตะเบาๆ ที่อกเสื้อของตัวเองตรงตำแหน่งหัวใจ "คุณทำให้ผมรู้สึกว่า... พื้นที่ตรงนี้ มันไม่ได้มีไว้แค่ให้ผมหลบภัยอีกต่อไปแล้วล่ะ" คำพูดนั้นทิ้งน้ำหนักลงกลางใจของรินรดาอย่างจัง เคมีอันร้อนแรงและแรงดึงดูดประหลาดระหว่างคนทั้งคู่พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งไว้ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงหัวใจของกันและกันที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในความรู้สึก รินรดากำลังจะอ้าปากเอ่ยแซوةเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน ทันใดนั้นเอง! *กริ๊งงงงงงง!* เสียงกริ่งประตูหน้าบ้านดังลั่นแหวกความเงียบยามวิกาลขึ้นอย่างไร้ความเกรงใจ ตามมาด้วยเสียงทุบประตูปึงปังและเสียงตะโกนเรียกชื่อธามินทร์ด้วยน้ำร้อนรนจนน่าตกใจ "ธามินทร์! เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!" ธามินทร์ขมวดคิ้วมุ่นทันที นัยน์ตาคมกริบเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาฉับพลันเมื่อจำเสียงนั้นได้แม่นยำ ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขณะที่รินรดาสบตากับเขาด้วยความตกใจระคนสงสัยว่าใครกันที่บุกมากลางดึกป่านนี้ และก่อนที่ธามินทร์จะทันได้ก้าวเท้าเดินไปที่ประตู ประตูบานหน้าก็ถูกผลักเปิดผางเข้ามาด้วยฝีมือของคนนอก พร้อมกับการปรากฏตัวของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ซึ่งทำให้ลมหายใจของทั้งคู่ต้องสะดุดกุนด้วยความตกตะลึง! --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับ "ฟีนิกซ์สีทอง" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%