เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากร้าย•ตอนที่ 20

ความจริงที่เพิ่งเปิดเผย

ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
"คุณจะเก็บมันไว้แบกคนเดียวถึงเมื่อไหร่ครับ คุณธามินทร์" เสียงกึ่งคาดคั้นกึ่งตัดพ้อของรินรดา ดังแทรกความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัวของเซฟเฮาส์ แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของสถาปนิกหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาและปากร้าย แต่ในยามนี้ ดวงตาคมกราบที่มักจะใช้มองคนอย่างดูแคลน กลับไหวระริกคล้ายคนกำลังพยายามควบคุมคลื่นอารมณ์บางอย่างที่ซัดสาดอยู่ภายใน ธามินทร์ชะงักมือที่กำลังถือแก้วกาแฟค้างไว้ ปลายเล็บเรียวยาวจิกเข้าหาก้นแก้วแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่แห้งผากและเต็มไปด้วยการเยาะหยันตัวเอง "เรื่องของผม..." เขาตอบเสียงลอดไรฟัน ตวัดสายตากลับมามองหญิงสาวที่ยืนกอดอกจ้องเขาเขม็งอยู่ตรงหน้า "คุณมีหน้าที่ทำโปรเจกต์นิทรรศการให้จบตามกำหนด ไม่ใช่มานั่งซอกแซกเรื่องส่วนตัวที่มันไม่มีค่าอะไรจะให้คุณขุดคุ้ยหรอกนะครับ คุณรินรดา" "ไม่มีค่าเหรอ?" รินรดาก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานตัวใหญ่โดยไม่เกรงกลัวรังสีความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขาแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายและดื้อรั้น "ถ้ามันไม่มีค่าจริง คุณคงไม่เผลอละเมอชื่อคนคนนั้นออกมาตอนที่คุณไข้ขึ้นสูงเมื่อคืนนี้หรอกค่ะ... และคุณคงไม่ทำหน้าเหมือนคนกำลังจะแตกสลาย เวลาที่ใครพูดถึงเรื่องโปรเจกต์ประกวดแบบเมื่อสามปีก่อน" ร่างสูงของธามินทร์สะท้านเฮือก ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด ความลับที่เขาฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังของความรู้สึกถูกขุดคุ้ยขึ้นมาต่อหน้าต่อตาโดยผู้หญิงปากเก่งคนนี้ ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ เป็นแบ็คกราวด์ ธามินทร์หลุบตาลงมองต่ำริมฝีปากเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง ความซึนเดระที่เคยเป็นเกราะป้องกันตัวมาตลอดหลายปีพังทลายลงทีละน้อย ภายใต้ท่าทีที่แข็งกร้าวและวาจาเชือดเฉือน แท้จริงแล้วมันคือร่องรอยของบาดแผลที่ยังไม่เคยตกสะเก็ด "คุณอยากรู้มากใช่ไหม..." สุ้มเสียงของธามินทร์เปลี่ยนไป มันไม่ได้เย็นชาเหมือนก่อน แต่มันแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อยจนคนฟังอย่างรินรดาถึงกับใจกระตุกวูบ สถาปนิกหนุ่มทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง แหงนหน้ามองเพดานราวกับต้องการกลั้นหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาขอบตา ภาพความทรงจำสีเทาหม่นเมื่ออดีตไหลย้อนกลับมาคมชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน "ตอนนั้น... ผมไม่ได้แค่เสียโปรเจกต์ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปทั้งชีวิตหรอกนะครับ" ธามินทร์เริ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความเจ็บปวดลึกซึ้ง "ผมเชื่อใจคนคนหนึ่ง คนที่ผมคิดว่าเป็นทั้งเพื่อนสนิทและพาร์ทเนอร์ที่ดีที่สุด เรานอนใต้โต๊ะเขียนแบบด้วยกันอดหลับอดนอนมาเป็นเดือนเพื่อสู้ศึกประกวดแบบระดับประเทศ" รินรดาลดมือลงจากอก ความดื้อรั้นในแววตาถูกแทนที่ด้วยความเห็นอกเห็นใจ เธอยืนนิ่งเงียบ ตั้งใจฟังทุกถ้อยคำที่ถูกกลั่นออกมาจากใจของชายหนุ่ม "แต่ในคืนก่อนวันส่งแบบแค่ไม่กี่ชั่วโมง... ผลงานทั้งหมดถูกก๊อปปี้และส่งในชื่อของเขา โดยที่ชื่อของผมถูกตัดออกอย่างไร้เยื่อใย ไม่พอนะครับ... เขาเป็นคนปล่อยข่าวว่าผมเป็นฝ่ายขโมยงานของเขาเอง เพื่อชิงความได้เปรียบทางกฎหมาย" ธามินทร์หันกลับมาสบตารินรดา รอยยิ้มหยันปรากฏบนมุมปาก "คุณรู้ไหมว่าอะไรที่เจ็บที่สุด? ไม่ใช่การเสียเครดิตหรือเสียน้ำพักน้ำแรงหรอกครับ... แต่เป็นการที่ผมต้องเห็นคนที่ผมเรียกว่าเพื่อน ยืนยันหนักแน่นต่อหน้าคณะกรรมการว่าผมคือ 'คนทรยศ' ต่างหากล่ะ" ความเจ็บปวดแผ่ซ่านออกมาจากแววตาคู่นั้น มันคือความโดดเดี่ยวและความหวาดระแวงที่ถูกสะสมมานานนับปี ธามินทร์เลือกที่จะสร้างกำแพงน้ำแข็งห่อหุ้มตัวเอง ทำตัวปากร้ายและผลักไสทุกคนออกไป เพราะกลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย กลัวความรู้สึกของการถูกหักหลังโดยคนที่ไว้ใจที่สุด รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงคอ ความโกรธที่เคยมีต่อความปากร้ายของเขาพลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกอยากเข้าไปโอบกอดผู้ชายคนนี้ไว้ด้วยความอบอุ่น เธอก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด ยื่นมือออกไปวางทابลงบนหลังมือหนาที่กำลังกำแน่นอยู่บนโต๊ะ แรงสัมผัสที่อบอุ่นและจริงใจทำให้ธามินทร์สะดุ้งเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยแววตาตื่นตะลึง "แต่นั่นมันอดีตนะคะ คุณธามินทร์" รินรดาเอ่ยเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นทุกถ้อยคำ "คนที่เคยทำร้ายคุณ เขาไม่ใช่ทุกคนบนโลกใบนี้... และฉันไม่ใช่คนพวกนั้น" ธามินทร์มองลึกลงไปในดวงตากลมโตที่สะท้อนเงาของเขาชัดเจน ไม่มีร่องรอยของการเสแสร้ง ไม่มีแววตาของการจ้องจะเอาเปรียบ มีแต่ความจริงใจและความห่วงใยที่บริสุทธิ์ ไอร้อนจากฝ่ามือของหญิงสาวซึมซาบผ่านผิวหนังสู่หัวใจที่ด้านชาของเขา ชวนให้หัวใจที่เคยปิดตายเริ่มเต้นรัวอย่างควบคุมไม่อยู่ หัวใจของสถาปนิกปากร้ายกระตุกวูบ เขารู้สึกได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่กำลังพังทลายลงอย่างราบคาบ... กำแพงที่สร้างมานานนับปี ถูกพังทลายลงด้วยคำพูดเรียบง่ายของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ "คุณ... พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงครับ" ธามินทร์ถามเสียงพร่า เลือดในกายสูบฉีดจนร้อนผ่าว ความรู้สึกหวั่นไหวตีรวนขึ้นมาจนเขาแทบตั้งรับไม่ทัน "ก็หมายความว่า..." รินรดาโน้มตัวเข้าไปใกล้ ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนใจสั่น "เลิกแบกอดีตบ้าๆ นั่นไว้คนเดียวได้แล้วค่ะ เพราะต่อจากนี้..." ติ๊ด! เสียงสัญญาณปลดล็อกประตูหน้าเซฟเฮาส์ดังขึ้นขัดจังหวะความหวานซึ้งที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงเปิดประตูที่เดินล่วงล้ำเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ธามินทร์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจที่ความเป็นส่วนตัวถูกรบกวน เขากำลังจะหันไปเอ็ดผู้บุกรุก แต่ทว่า... เมื่อบุคคลนั้นเดินเลี้ยวเข้าสู่ห้องทำงาน รินรดาก็ถึงกับหน้าถอดสี ส่วนธามินทร์กลับต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ร่างสูงโปรดของชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบกริบ รอยยิ้มเยือกเย็นที่คุ้นเคยปรากฏอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาที่ธามินทร์ไม่มีวันลืมตลอดสามปีเต็ม... "สวัสดีครับเพื่อนเก่า... ไม่คิดเลยนะครับว่านายจะยังซ่อนตัวอยู่ในรูหนูแบบนี้" --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้กันมาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ ฟีนิกซ์สีทอง
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%