เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากร้าย•ตอนที่ 16

คนซึนในมุมมืด

ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
เสียงเคาะกระจกรถเบาๆ สองครั้งในความเงียบสงบของลานจอดรถใต้ดิน ดึงสติของรินรดาให้หลุดออกจากภวังค์ ภาพเงาสูงโปร่งที่สะท้อนผ่านกระจกมองข้าง ทำให้หัวใจเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่ใช่แค่เพราะความตกใจที่เห็นคนคนนั้นมาปรากฏตัวอยู่ตรงนี้ แต่เป็นเพราะช่วงเวลานี้—มันไม่ควรมีใครล่วงรู้เลยด้วยซ้ำ ธามินทร์ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย ขมวดคิ้วมุ่นทันที ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหรี่ลงอย่างจับผิด ร่างสูงหันขวับมามองรินรดาที่นั่งตัวเกร็งอยู่เบาะข้างๆ ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปยังร่างของชายหนุ่มที่ยืนรออยู่ภายนอก ประตูรถฝั่งคนขับถูกผลักเปิดออกด้วยแรงอารมณ์บางอย่าง ธามินทร์ก้าวลงไปเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนทันที ขายาวก้าวฉับๆ ไปขวางไม่ให้บุคคลปริศนารุกล้ำเข้ามาใกล้ตัวรถมากไปกว่านั้น บรรยากาศรอบตัวสถาปนิกหนุ่มคุกรุ่นขึ้นมาทันตาเห็น ความเย็นชาที่เป็นเกราะป้องกันตัวตามปกติถูกแทนที่ด้วยความหงุดหงิดที่พุ่งพล่านอย่างไร้สาเหตุ "คุณมาทำอะไรที่นี่..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟัน รังสีความไม่พอใจแผ่ซ่านออกมาจากตัวธามินทร์อย่างชัดเจน "แล้วรู้ได้ยังไงว่าพวกเขาอยู่ที่นี่" คนภายนอกหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาคมกราบกกราดมองสถาปนิกหนุ่มหัวจรดเท้าด้วยรอยยิ้มเยาะที่ชวนให้เลือดขึ้นหน้า "กรุงเทพฯ แค่นี้เองครับคุณธามินทร์ เรื่องแค่นี้ทำไมผมจะสืบไม่ได้... อีกอย่าง ผมมาหาคู่หมั้นของผม มันแปลกตรงไหนล่ะครับ" คำว่า 'คู่หมั้น' พุ่งเข้าชนประสาทรับความรู้สึกของธามินทร์อย่างจัง สันกรามคมขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูน มือหนากำเข้าหากันโดยอัตโนมัติ ความรู้สึกหงุดหงิดระคนไม่สบอารมณ์ตีรวนขึ้นมาในอกจนหายใจแทบไม่ทั่วท้อง ทั้งที่เขากับรินรดาเป็นเพียงเจ้านายกับลูกน้อง—หรืออย่างมากก็เป็นเพื่อนร่วมบ้านชั่วคราว แต่ทำไมพอได้ยินคำแสดงความเป็นเจ้าของจากปากของผู้ชายคนนี้ ธามินทร์ถึงรู้สึกเหมือนมีไฟแผดเผาอยู่ในอก ในจังหวะนั้นเอง ประตูรถฝั่งรินรดาก็เปิดออก ร่างบางก้าวลงมาอย่างมั่น คง ใบหน้าสวยเชิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อซ่อนความประหม่า ดวงตากลมโตมองอดีตคู่หมั้นที่ตามรังควานไม่เลิกด้วยแววตานิ่งสนิท "เราถอนหมั้นกันไปแล้วนะคุณกร" รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึก "อย่ามาใช้คำพูดน่ารังเกียจแบบนี้แถวนี้อีก ถ้ายังไม่อยากให้ฉันแจ้งความข้อหาคุกคาม" กรไคร้ยิ้มกริ่ม สายตาเจ้าเล่ห์กวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าของหญิงสาว ก่อนจะเหลือบไปมองธามินทร์ที่ยืนขวางอยู่ "โอ้โห ปากคอเราะร้ายเหมือนเดิมนะริน... แต่แปลกนะ ปกติเธอไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายเรื่องส่วนตัวไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ถึงยอมให้ 'สถาปนิกปากจัด' คนนี้มาคอยรับส่งถึงหน้าคอนโด แถมยังพามาถึงที่นี่ได้ล่ะ หรือว่า... แอบกินกันเองไปแล้ว" *ผวะ!* หมัดหนักๆ ของธามินทร์พุ่งเข้ากระทบเข้าที่มุมปากของกรไคร้อย่างจัง แรงปะทะทำให้ร่างโปร่งเซถอยหลังไปสองก้าว มือหนายกขึ้นกุมมุมปากที่มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว "ปากดีแบบนี้... สงสัยต้องให้หมอเย็บสักสามเข็มถึงจะเลิกเห่าพล่อยๆ" ธามินทร์เอ่ยเสียงเย็นเยียบ ร่างสูงก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายด้วยท่าทีคุกคามจนกรไคร้ต้องถอยหลังกรูด "จำใส่สมองเอาไว้ว่าที่นี่เขตใคร และรินรดา... ไม่ใช่คนที่แกจะมาเที่ยวพูดจาหยาบคายใส่ได้ตามใจชอบ ไสหัวไปซะ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนแล้วซ้อมแกใหม่อีกรอบ" รินรดายืนอึ้ง ตาค้างไปชั่วขณะ เธอไม่คิดว่าคนรักความสงบและเจ้าระเบียบอย่างธามินทร์ จะกลายเป็นผู้ชายสายบู๊เดือดดาลได้รวดเร็วขนาดนี้ ยิ่งเห็นแผ่นหลังกว้างที่ยืนบังเธอเอาไว้จากความวุ่นวาย หัวใจดวงน้อยก็เต้นระรัวผิดจังหวะ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างห้ามไม่อยู่ กรไคร้กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจและอับอาย เขี้ยวกราดมองหน้าธามินทร์สลับกับรินรดา "ฝากไว้ก่อนเถอะ... ส่วนคุณริน จำไว้ว่าเรื่องของเรายังไม่จบ!" พูดจบ เจ้าตัวก็สะบัดหน้าเดินหนีหายไปทางทางออกลานจอดรถอย่างหัวเสีย ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่โรยตัวลงมาปกคลุมพื้นที่ ธามินทร์ยังคงยืนนิ่ง คลายหมัดที่กำแน่นออกช้าๆ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่ยังไม่สงบดีนัก เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมา ก่อนจะหันขวับกลับมามองรินรดาที่ยืนมองเขาด้วยแววตาซับซ้อน "ยืนบื้ออยู่ทำไม ขึ้นรถสิ!" สถาปนิกหนุ่มเอ่ยเสียงห้วนจัด กลบเกลื่อนความเก้อเขินและความรู้สึกพลุ่งพล่านในอกด้วยการทำเป็นดุ "ชอบหรือไงให้ผู้ชายมาตามรังควานถึงที่ทำงานแบบนี้" รินรดาย่นจมูกใส่ทันที ความซึ้งใจเมื่อครู่หายวับไปกับตาเมื่อเจอประโยคขวานผ่าซากของคนตรงหน้า เธอกอดอกแล้วเชิดหน้าขึ้น "แล้วมันเรื่องของฉันไหมล่ะคะคุณธามินทร์ ใครจะไปรู้ว่าเขาจะตามมาตื๊อ... อีกอย่าง ฉันไม่ได้ขอให้คุณไปต่อsymptomชกต่อยกับเขาสักหน่อย เจ็บตัวขึ้นมา งานออกแบบนิทรรศการฉันจะเสียหายพังพาบเพราะสถาปนิกมือเดี้ยงหรือเปล่าก็ไม่รู้" ธามินทร์แค่นเสียงหึในลำคอ ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจร่างบางตั้งแต่หัวจรดเท้าเพื่อความแน่ใจว่าเธอไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน ก่อนจะเปิดประตูรถแล้วดันเธอยัดเข้าไปข้างในเบาๆ "หุบปากแล้วนั่งเงียบๆ ไปเลยนะรินรดา ถ้าไม่อยากโดนทำโทษซ้ำสอง" รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถอย่างนิ่มนวล ท่ามกลางความเงียบที่มีเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ บรรยากาศในรถอบอวลไปด้วยความอึดอัดแต่กลับแฝงไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ธามินทร์เหลือบมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวเป็นระยะ มือข้างหนึ่งยังคงวางอยู่บนพวงมาลัย ส่วนอีกข้างกำแน่นเมื่อนึกถึงคำพูดกวนประสาทของผู้ชายคนเมื่อครู่ ความหวงแหนพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล จนเจ้าตัวยังตกใจตัวเอง เขาไม่เคยเป็นแบบนี้กับใคร... ไม่เคยรู้สึกอยากกسอกป้องใครจนยอมแลกด้วยการมีเรื่องชกต่อยเหมือนเด็กวัยรุ่นมาก่อนเลยในชีวิต รถเลี้ยวเข้ามาจอดสนิทหน้าเซฟเฮาส์ส่วนตัว รินรดาปลดเข็มขัดนิรภัยเตรียมจะเปิดประตูลงรถ แต่ทว่าจังหวะนั้นเอง ธามินทร์กลับเอื้อมมือข้ามตัวเธอมาอย่างรวดเร็ว จนร่างบางผะਵਾถอยหลังไปชิดกับประตูรถโดยอัตโนมัติ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสานกับกลิ่นกายสะอาดๆ ลอยเข้าแตะจมูก รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวเมื่อใบหน้าหล่อเหลาของสถาปนิกหนุ่มอยู่ห่างจากเธอเพียงคืบ แววตาคมกริบที่มักจะใช้มองงานออกแบบ ตอนนี้กลับจ้องมองริมฝีปากเธอนิ่งนานราวกับกำลังสะกดจิต "คุณธามินทร์... จะทำอะไรคะ" เธอถามเสียงสั่นเล็กน้อย พยายามควบคุมสติที่ไม่รักดีให้อยู่กับเนื้อกับตัว ธามินทร์ไม่ตอบ เขาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวแก้มเนียนอย่างจงใจ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะกระซิบชิดริมหูด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาคนฟังขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "อย่าคิดหนีไปไหนอีก... และจำใส่ใจไว้ด้วยว่า ต่อไปนี้ ถ้ามีใครหน้าไหนกล้ามาเข้าใกล้เธออีกคน คนคนนั้นจะต้องข้ามศพผมไปก่อน... เข้าใจไหม?" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%