“ถ้าคุณคิดจะเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องโปรเจกต์งี่เง่านี่ด้วยวิธีโง่ๆ แบบนั้น ก็ไสหัวออกไปจากชีวิตผมซะ รินรดา!”
เสียงของธามินทร์ดังก้องอยู่ในโถงทางเดินไร้ผู้คน แรงปะทะของคำพูดนั้นรุนแรงพอจะทำให้คนฟังหน้าชา แต่สำหรับรินรดา มันกลับเป็นเพียงเศษเสี้ยวของอารมณ์ที่ชายหนุ่มพยายามใช้กลบเกลื่อนความกลัวที่ซ่อนอยู่ในแววตาคมกริบคู่นั้น
เธอยืนหยัดนิ่ง ไม่ถอยหนีแม้แต่นิ้วเดียว ปลายนิ้วเรียวสวยปัดปอยผมที่ปรกหน้าออกอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าสบตากับสถาปนิกหนุ่มที่กำลังทำตัวเป็นพายุโหมกระหน่ำใส่เธอ
“พูดจบหรือยังครับ คุณธามินทร์?” รินรดาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว “ด่าเสร็จแล้ว พ่นพิษใส่คนอื่นจนพอใจแล้ว ช่วยมองหน้าฉันชัดๆ แล้วฟังให้ดี... ฉันไม่ได้ทำเพื่อโปรเจกต์ แต่ฉันทำเพราะฉันเลือกจะยืนข้างคุณ”
ธามินทร์ชะงัก กรามแกร่งบดเข้าหากันแน่น มือที่กำเอกสารในมือจนยับยู่ยี่สั่นระริก “อย่ามาทำเป็นพูดดี ความใจกว้างของคุณมันไม่ได้ช่วยให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นหรอกนะ มันแค่ทำให้ผมรู้สึกว่า... ตัวเองไร้น้ำยาที่ต้องให้ผู้หญิงมาคอยแก้ปัญหาให้!”
“ไร้น้ำยาเหรอ?” รินรดาก้าวประชิดตัวเขาจนช่องว่างแทบจะเป็นศูนย์ “ถ้าคุณคิดว่าการมีคู่หูที่ไว้ใจได้คือความไร้น้ำยา งั้นคุณก็คงเป็นสถาปนิกที่เก่งแต่แบบแปลน แต่ไร้หัวใจสิ้นดี”
เธอคว้าเอกสารจากมือเขามาถือไว้เสียเอง ดวงตาของเธอฉายแววเด็ดเดี่ยว “ฉันเห็นแล้วนะ รูปที่เขาส่งมา... และฉันรู้ด้วยว่าใครเป็นคนบงการ คุณจะเลือกกอดความโกรธนี้ไว้เพื่อผลักไสฉัน หรือจะยอมให้ฉันเป็นเกราะกำบังให้ในวันที่คุณเกือบจะพังทลาย เลือกมาเดี๋ยวนี้”
ธามินทร์มองใบหน้ามุ่งมั่นนั้น หัวใจที่เคยปิดตายและเย่อหยิ่งกำลังถูกเขย่าอย่างรุนแรง เขาเกลียดตัวเองที่ปากร้ายใส่เธอ แต่เขาก็เกลียดมากกว่าหากต้องเห็นเธอได้รับอันตรายเพราะความดื้อรั้นของเขา
“คุณมันบ้า” เขาพึมพำ น้ำเสียงอ่อนลงจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ
“ใช่ ฉันบ้าที่เลือกมาทำงานกับคนปากแข็งอย่างคุณ” รินรดาคลี่ยิ้มบางๆ มันเป็นยิ้มที่ทำให้ธามินทร์รู้สึกว่ากำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีเริ่มแตกร้าว “ไปที่รถครับ... เรามีนัดต้องไปสะสางบัญชีแค้นกับคนหน้าไหว้หลังหลอกนั่น”
ทั้งคู่ก้าวเดินออกจากตึกด้วยจังหวะที่มั่นคง แม้ในใจธามินทร์จะกังวลแทบบ้า แต่การที่มีรินรดาเดินเคียงข้าง ความรู้สึกที่ว่า ‘ต้องสู้เพียงลำพัง’ ก็มลายหายไปสิ้น เขาเหลือบมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวข้างกายที่แม้จะปากเก่งแต่กลับมีแววตาที่ซื่อตรงกับความรู้สึกเหลือเกิน ในวินาทีนั้นเอง ธามินทร์รู้ตัวว่าเขาไม่อาจปล่อยมือจากผู้หญิงคนนี้ได้อีกแล้ว ไม่ว่าพายุข้างหน้าจะรุนแรงแค่ไหนก็ตาม
รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากอาคารมุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองตามพิกัดที่ระบุไว้ในเอกสารลับ แต่บรรยากาศในรถกลับเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ธามินทร์กุมพวงมาลัยแน่น นิ้วโป้งวนไปมาบนขอบหนังอย่างใช้ความคิด
“ถ้าเกิดอะไรขึ้น...” ธามินทร์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “ลงจากรถแล้ววิ่งไปให้ไกลที่สุด อย่าหันกลับมา เข้าใจไหม”
รินรดาหันขวับมามอง “จะบ้าเหรอ? ไหนบอกว่าเราเป็นคู่หูกันไง คู่หูที่ไหนทิ้งกันกลางสมรภูมิ”
“มันไม่ใช่สมรภูมิ แต่มันคือกับดัก!” ธามินทร์ตวาดเบาๆ ด้วยความหงุดหงิดที่ลึกๆ แล้วคือความห่วง “คุณไม่เข้าใจหรือไงว่าคนที่สู้กับเราอยู่มันมีอำนาจแค่ไหน ผมไม่อยากให้คุณต้องมาแปดเปื้อนกับเรื่องสกปรกพวกนี้”
“ฉันไม่ใช่ตุ๊กตากระเบื้องที่วางไว้บนหิ้งนะคุณธามินทร์” รินรดายืดตัวตรง แววตาสั่นระริกด้วยความท้าทาย “ฉันคือรินรดา และฉันก็เลือกแล้วว่าจะอยู่ตรงไหน... ต่อให้มันจะเป็นดงหนาม ฉันก็จะยืนข้างคุณ”
คำพูดนั้นราวกับกระสุนนัดสำคัญที่เจาะเข้ากลางใจสถาปนิกปากร้าย ธามินทร์หันมามองเธอเต็มตา จังหวะหัวใจของเขากระตุกวูบ สายตาที่เคยมองผ่านทุกอย่างด้วยความเฉยเมยบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวั่นไหวอย่างปิดไม่มิด
เขาเหยียบเบรกกะทันหันจนรถจอดสนิทข้างทางที่ไร้ผู้คน ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะโน้มตัวเข้ามาหาเธอ ใบหน้าคมคายอยู่ใกล้จนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกัน
“คุณรู้ไหมว่าการที่พูดแบบนั้นกับผม... มันทำให้ผมไม่อยากปล่อยคุณไปไหนอีกแล้ว”
รินรดาหยุดหายใจไปชั่วครู่ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาปะทะเข้ากับใบหน้า “ถ้าไม่คิดจะปล่อย ก็อย่าทำตัวให้ฉันต้องรำคาญใจบ่อยนักสิครับ”
ธามินทร์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ร้ายกาจ “ปากเก่งนักนะ... ไว้จบเรื่องนี้เมื่อไหร่ ผมจะคิดบัญชีเรื่องที่ชอบขัดใจผมให้สาสมเลย”
เขากำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่างต่อ ทว่าเสียงโทรศัพท์ของรินรดาก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูที่กำลังก่อตัวขึ้น หญิงสาวขมวดคิ้วเมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอ เธอหันมามองธามินทร์ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ธามินทร์... สายจากสำนักงานใหญ่... คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด กำลังยืนรอเราอยู่ที่หน้าประตูออฟฟิศตอนนี้เลยครับ”
ธามินทร์สบถลั่น มือรีบเข้าเกียร์เตรียมทะยานรถออกไป แต่ทว่าก่อนที่เขาจะเหยียบคันเร่ง กระจกฝั่งรินรดาก็ถูกเคาะจากภายนอกเบาๆ ทั้งคู่หันไปมองพร้อมกัน และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจของพวกเขาแทบหยุดเต้น
คนที่ยืนอยู่ข้างรถ ไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่เป็นบุคคลที่ควรจะอยู่ต่างประเทศและไม่มีทางรู้เรื่องนี้ได้เลย
ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงตอนนี้ หวังว่าทุกคนจะสนุกไปกับการเอาใจช่วยคู่นี้กันนะครับ!
เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากร้าย•ตอนที่ 14
ความเชื่อใจในฐานะคู่หู
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!