กลิ่นคาวเลือดจางๆ ยังคงลอยอวลอยู่ปลายจมูก เมื่อเงาสีดำทมิฬจากเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงสลักลึกอยู่ในความทรงจำ
*“เจอตัวแล้ว... ผู้ถือครองศัสตรานิรันดร์ เสียงแหบพร่าราวกับมาจากขุมนรกดังลอดออกมาจากหน้ากาก ท่านผู้นำสั่งให้เก็บกวาดให้สิ้นซาก... ก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้นจริง”*
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้ผมหวาดกลัวจนก้าวขาไม่ออกอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับจุดไฟบางอย่างในอกให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ภายในห้องพักส่วนตัวที่อับทึบและมีเพียงแสงเทียนสลัวๆ ผมกำลังนั่งขัดเกลาคมดาบในมือ ดาบที่ใครต่อ谁ต่างมองว่าเป็นภัยพิบัติ เป็น ‘ศัสตรานิรันดร์’ ที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นจุล แต่ในสายตาของหญิงสาวที่นั่งอยู่เบื้องขวา มันกลับเป็นเพียงเศษเหล็กชิ้นหนึ่งที่ยังขาดการเจียระไน
อาจารย์เอลาร่าไม่ได้เอ่ยถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อคืนนี้แม้แต่คำเดียว ร่างเพรียวบางในชุดคลุมสีเทาเข้มขยับตัวเล็กน้อย แว่นตากรอบเงินสะท้อนแสงไฟวับวาวขณะที่เธอกำลังพลิกตำราเวทมนตร์โบราณหน้าเหลืองกรอบ ทว่าสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเราหาใช่คัมภีร์เวทศักดิ์สิทธิ์ไม่ แต่มันคือเบ้าหลอมโลหะขนาดเล็กและหินลับมีดธรรมดาๆ
"เวทมนตร์ไม่ใช่ทุกอย่างของสนามรบ เซน" เสียงเรียบเรื่อยทว่าทรงพลังดังขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้อง "คนส่วนใหญ่มักพึ่งพามานาในร่างกายจนหลงลืมไปว่า ร่างกายและไหวพริบต่างหากคือรากฐานที่แท้จริงของการเอาชีวิตรอด โดยเฉพาะเมื่อเธอต้องเผชิญหน้ากับพวกสวมหน้ากากเหล็กพวกนั้น... การร่ายเวทคาถาบทใหญ่ใส่พวกมัน จะมีค่าเท่ากับการขุดหลุมศพให้ตัวเอง"
ผมเงยหน้าขึ้นจากคมดาบ ดวงตาคมกริบมองสบกับดวงตาคู่สวยที่ว่างเปล่าจากพลังมานา แต่กลับเปี่ยมลึกด้วยประสบการณ์ที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน "แต่ถ้าผมไม่ใช้เวท แล้วผมจะเอาชนะพลังเวทระดับสูงของพวกมันได้อย่างไรล่ะครับ อาจารย์"
เอลาร่าวางหนังสือลง เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ ก่อนจะกวักมือเรียกให้ผมตามออกไปยังลานฝึกซ้อมส่วนตัวด้านหลังตึกคณะพยากรณ์ศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นที่รกร้างและไม่มีใครย่างกรายเข้ามาในยามวิกาลแบบนี้
สายลมยามค่ำคืนพัดโชยกลิ่นอายดินและใบไม้แห้งเข้ามาปะทะผิวกาย บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องระงม ทว่าสัญชาตญาณของผมกลับร่ำร้องเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา เพราะผมรู้ดีว่าอาจารย์เอลาร่าไม่เคยทำการฝึกซ้อมแบบปกติธรรมดา
"ชักดาบออกมา แล้วพยายามโจมตีฉันโดยห้ามใช้มานาหรือคาถาเวทมนตร์แม้แต่นิดเดียว"
คำสั่งนั้นทำให้ผมชะงักไปชั่วขณะ "ให้ผมโจมตีอาจารย์เนี่ยนะด? แต่ว่าอาจารย์ไม่มี..."
"พลังเวท? ใช่ ฉันไม่มีมันแล้ว" เอลาร่าขัดขึ้นทันควัน มุมปากของเธอหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งและดูอันตรายเป็นบ้า "แต่ฉันยังมีสมองและสองมือ... เข้ามา"
สิ้นคำพูด ร่างของอาจารย์สาวก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย ไม่มีประกายแสงของมานาห่อหุ้ม ไม่มีเสียงร่ายคาถาอลังการ มีเพียงสัญชาตญาณดิบและการเคลื่อนไหวที่แม่นยำราศีจับ มือเรียวบางปัดป้องข้อต่อสำคัญของผมอย่างนิ่มนวลแต่หนักหน่วง จนดาบในมือเกือบหลุดร่วง
*พรึบ!*
ผมเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ ปลายเท้าพลิกหมุนเพื่อสร้างจุดศูนย์ถ่วงใหม่ ทว่าเอลาร่ากลับอ่านทางขาดลอย เธอก้าวเท้าเข้ามาขัดขาจนผมเสียหลักเกือบทรุดลงไปกองกับพื้น แต่ด้วยความที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง ผมจึงใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นไว้แล้วดีดตัวถอยหลังเว้นระยะห่างได้อย่างหวุดหวิด หายใจหอบถี่เล็กน้อย
"ช้าเกินไป สายตาก็จับจ้องอยู่ที่ตัวดาบมากเกินไป" เอลาร่ายืนกอดอกมองผมด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ "จำไว้ เซน ศัตรูไม่ได้สนใจว่าเธอจะร่ายเวทบทไหนสวยงามแค่ไหน พวกมันสนใจแค่จุดตายของเธอ... ในสถานการณ์จริง ถ้าเธอไร้ซึ่งมานาหรือถูกผนึกพลังเวท เธอก็คือเหยื่ออันโอชะดีๆ นี่เอง"
ผมลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า สายตากวาดมองรอบกายเพื่อวิเคราะห์สภาพแวดล้อมตามคำสอน ลานฝึกแห่งนี้มีทั้งเสาหินเก่าแก่ กองลังไม้ผุพัง และเศษอิฐกระจัดกระจาย หากสู้ด้วยกำลังและเวทมนตร์ ผมอาจจะเป็นรองกลุ่มมือสังหารปริศนาเมื่อคืน แต่ถ้าใช้ ‘ไหวพริบ’ ตามที่อาจารย์บอก...
"เข้าใจแล้วครับ" ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติให้มั่นคง ปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้อยู่ในความควบคุม "งั้นเรามาลองกันอีกตั้ง..."
ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยค เอลาร่าก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้รวดเร็วและไร้ความปรานีว่าเดิม เธอไม่ได้พยายามจะปะทะดาบกับผมโดยตรง แต่พุ่งเป้าไปที่การปลดอาวุธและการทำลายสมดุล
ผมแสร้งทำเป็นถอยหนีไปทางกองลังไม้ผุพังด้านซ้าย เปิดช่องว่างให้อีกฝ่ายเห็นราวกับคนตื่นตระหนก เมื่อเอลาร่าก้าวเข้ามาเพื่อเผด็จศึกตามคาด ผมก็ใช้เท้าเตะเศษอิฐที่ซ่อนอยู่ใต้เงาไม้ให้กระเด็นขึ้นไปในระดับสายตาของเธอเบี่ยงเบนความสนใจชั่วเสี้ยววินาที พร้อมกับใช้ด้ามดาบกระแทกเข้าที่จุดข้อพับเข่าของเธออย่างแม่นยำ
*กึก!*
แรงกระแทกนั้นมากพอที่จะทำให้การเคลื่อนไหวของเอลาร่าชะงักไปชั่วครู่ แม้เธอจะพลิกตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิวและใช้มือคว้าข้อมือผมไว้ได้ทัน แต่รอยยิ้มพึงพอใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเรียบเฉยนั้นเป็นครั้งแรก
"ใช้ได้... รู้จักใช้สิ่งรอบตัวมาเป็นเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจและสร้างความได้เปรียบ ถือว่าสอบผ่านสำหรับบทเรียนแรก" เอลาร่าปล่อยมือจากข้อมือของผม น้ำเสียงของเธอกลับมาเป็นปกติสุขุมเยือกเย็นดังเดิม "จำความรู้สึกนี้เอาไว้ เซน ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังเวท ไหวพริบและความเจ้าเล่ห์เล็กๆ น้อยๆ นี่แหละที่จะช่วยให้เธอรอดตายในยามที่คนอื่นต้องสังเวยชีวิต"
ผมเก็บดาบเข้าฝัก พยักหน้ารับคำสอนนั้นอย่างลึกซึ้ง ความอบอุ่นและภูมิใจแปลกๆ แผ่ซ่านอยู่ในอก มันไม่ใช่แค่การเรียนรู้ทักษะการต่อสู้ แต่มันคือสายใยแห่งความเชื่อใจที่ค่อยๆ ถักทอขึ้นระหว่างผมกับอาจารย์สาวผู้ซ่อนอดีตอันดำมืดไว้เบื้องหลัง
ทว่า... ในขณะที่เรากำลังจะเดินกลับเข้าไปในอาคาร เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังแว่วมาจากทางรั้วด้านนอกของโรงเรียนเวทมนตร์
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของนักเรียนหรือยามรักษาความปลอดภัยทั่วไป แรงกดดันทางมานาที่แผ่ซ่านเข้ามาในอากาศช่างหนักหน่วงและเย็นเยียบจนขนลุกซ่า กลิ่นอายความตายแบบเดียวกับเมื่อคืนนี้ลอยคละคลุ้งมากับสายลมยามวิกาล
เอลาร่าชะงักฝีเท้า ใบหน้าสวยคมหันขวับไปมองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจระคนสงสัย "พวกมันไม่ได้มาเพื่อซุ่มโจมตี... แต่พวกมันกำลังกางอาณาเขตผนึกเวท"
ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยถามอะไร เสียงแจ้งเตือนแปลกประหลาดที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในห้วงความคิดของผม ราวกับระบบปริศนาภายในร่างกายกำลังตื่นจากการหลับใหล
*[ระบบสนับสนุนอัจฉริยะ ตรวจพบการแทรกแซงจากกองกำลังภายนอกระดับสูง]*
*[เงื่อนไขพิเศษถูกกระตุ้น: "วงล้อมแห่งความตาย"*]
*[คำเตือน: เป้าหมายระดับผู้บัญชาการหน่วยเงาทมิฬ จำนวน 3 นาย กำลังมุ่งหน้ามายังตำแหน่งของคุณในรัศมี 100 เมตร]*
*[ทางเลือกปฏิบัติการ: (1) หลบหนีผ่านเส้นทางใต้ดิน (ความสำเร็จ 12%) / (2) เปิดฉากปะทะและใช้ภูมิประเทศตลบหลังศัตรู (ความสำเร็จ 85%)]*
ผมก้มลงมองมือที่กุมด้ามดาบแน่น หัวใจเต้นรัวระรัวด้วยความตื่นเต้นและท้าทาย ในขณะที่เงาร่างของใครบางคนกำลังปรากฏขึ้นทีละร่าง ท่ามกลางแสงจันทร์สีเลือดที่สาดส่องลงมายังลานฝึกซ้อม
"อาจารย์ครับ..." ผมเอ่ยกระซิบเบาๆ แต่หนักแน่นพอที่จะทำให้อญิงสาวข้างกายหันมามอง "ดูเหมือนว่าบทเรียนจริง จะเริ่มเร็วกว่าที่เราคิดไว้ซะแล้วล่ะครับ"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับผมในตอนนี้นะครับ
ศัสตราเวทสยบฟ้ากับอาจารย์สาวผู้ไร้พลัง•ตอนที่ 3
บทเรียนแรกที่ไม่มีเวท
ผลงานโดย วาเลนเทียอัศวินมืด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วาเลนเทียอัศวินมืด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราเวทสยบฟ้ากับอาจารย์สาวผู้ไร้พลัง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!