"เอาล่ะ... ในฐานะเจ้าของตึกคนใหม่คนนี้ ฉันคิดว่า... ฉันควรจะเริ่มต้น 'ไล่ตะเพิด' สุนัขตัวแรกออกจากอาณาจักรของฉันยังไงดีนะ?"
เสียงหัวเราะเยียบเย็นของรินยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของผม... เอ่อ ของพวกคุณทุกคน แต่นั่นคือเรื่องราวของเศษสวะที่เพิ่งถูกกวาดทิ้งลงถังขยะไปเมื่อวินาทีមុន ตอนนี้ ภายในห้องชุดเพนต์เฮาส์หรูหราที่มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ได้แบบ 360 องศา บรรยากาศกลับถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันที่อบอุ่นและเปราะบางเสียยิ่งกว่าแก้วเจียระไน
มินตรานั่งตัวเกร็งอยู่บนโซฟาหนังแท้สีครีมนำเข้าจากอิตาลี มือเรียวบางทั้งสองข้างประสานกันไว้ที่ตัก เสื้อผ้าชุดเดิมที่เธอสวมใส่มาทำงาน—เสื้อเชิ้ตสีขาวซีดที่มีรอยซ่อมแซมตรงกระดุมเม็ดบนกับกระโปรงผ้าฝ้ายราคาถูก—มันช่างดูขัดหูขัดตากับความอลังการของห้องรับแขกมูลค่าหลายสิบล้านบาทนี้เสียเหลือเกิน
เธอกำลังก้มหน้ามองพื้นพรมขนสัตว์หนานุ่มราวกับกลัวว่ารอยเปื้อนจากรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ของเธอจะทำให้อาณาจักรจำลองนี่แปดเปื้อน
"มิน... มองหน้าผมหน่อยครับ"
เสียงทุ้มต่ำที่เคยดุดันและไร้ปราณีเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกอวดดี กลับกล
ายเป็นความอ่อนโยนและนุ่มนวลอย่างที่สุดเมื่อเอ่ยกับผู้หญิงตรงหน้า รินก้าวเข้าไปใกล้ นั่งคุกเข่าลงข้างหนึ่งตรงหน้าโซฟา เพื่อให้สายตาของเขาสามารถมองประสานกับดวงตากลมโตที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ได้อย่างชัดเจน
มินตราสะดุ้งเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้น ช้อนตามองเขาด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนพูดไม่ออก
"ริน... เรา... เราอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอคะ?" เสียงของเธოსั่นเครือ มือบางยกขึ้นแตะแก้วสากของรินเบาๆ ราวกับหวังจะพิสูจน์ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน "ตึกนี้... ไม่สิ ทั้งหมดนี่... มันไม่ใช่ความฝันใช่ไหมคะ? คุณไม่ได้ไปทำเรื่องผิดกฎหมายอะไรมาใช่ไหมริน... ฮือก... ฉันกลัว... ฉันกลัวว่าวันหนึ่งตื่นมาแล้วคุณจะหายไป"
หยาดน้ำตาที่อดกลั้นมานานไหลทะลักผ่านแพขนตาลงมาอาบแก้ม นึกย้อนไปถึงช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่รินต้องก้มหัวให้พวกผู้จัดการเฮงซวย ยอมให้คนอื่นเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเพื่อหาเงินมาประทังชีวิตและซื้อยาให้แม่ของเธอ ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยบ่นแม้แต่คำเดียว เธอทนกินมาม่าห่อละหกบาทกับเขา ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ และกอดเขาไว้ในวันที่โลกทั้งใบหันหลังให้
รินรู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ เขาเอื้อมมือไปกุมมือเย็นเฉียบของมินตราขึ้นมาแนบแก้มของตนเอง ไออุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดความมั่นคงและความจริงใจทั้งหมดที่มีส่งตรงไปถึงหัวใจของหญิงสาว
"มองตาผมสิครับ มินตรา" รินระบายยิ้มอบอุ่น รอยยิ้มที่มอบให้เธอคนนี้เพียงคนเดียวในโลก "ผมไม่มีวันหายไปไหนเด็ดขาด และเงินพวกนี้... มันคือผลลัพธ์จากความอดทนที่เราสองคนร่วมกันแบกรับมาตลอดสามปี ระบบที่ผมได้รับ... มันคือความยุติธรรมที่ฟ้าดินควรจะมอบให้เราตั้งนานแล้วครับ"
"แต่... แต่มันมากเกินไป..." มินตราส่ายหัวเบาๆ น้ำตายังคงไหลพราก "เพนต์เฮาส์นี่... บัตรเครดิตสีดำใบนั้น... ฉัน... ฉันไม่คู่ควรหรอกริน ฉันกลัวว่าตัวเองจะทำให้คุณอับอาย"
"หยุดพูดจาดูถูกตัวเองแบบนั้นได้แล้วครับ" รินใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยคราบน้ำตาบนแก้มนวลให้อย่างเบามือ แววตาของเขาฉายประกายความเด็ดเดี่ยวที่ปฏิเสธไม่ได้ "ผู้หญิงที่อยู่เคียงข้างผมในวันที่ผมมีแค่เศษเหรียญในกระเป๋า คือคนที่คู่ควรกับบัลลังก์ราชามากที่สุดต่างหากครับ"
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทสั่งตัดพิเศษ นิ้วเรียวแตะหน้าจอสองสามครั้งเพื่อส่งข้อความเสียงสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ทรงอำนาจ
"เตรียมรถลิมูซีนและปิดชั้น VVIP ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา ดิ เอ็มโพเรียม ให้หมดภายในสิบนาทีนี้... ผมจะพาลูกค้าคนสำคัญไปเลือกซื้อของ"
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งคู่แสดงออกถึงความผูกพันที่หล่อหลอมผ่านความทุกข์ยาก รินไม่ได้มองว่ามินตราเป็นเพียงเครื่องประดับราคาแพง แต่เธอคือ "บ้าน" คือจิตวิญญาณ และคือแรงผลักดันเดียวที่ทำให้เขาอยากเหยียบย่ำไอ้พวกสวะหน้าเงินให้จมดิน
สิบหนาทีต่อมา รถยนต์โรลส์-รอยซ์ แฟนธอม สีดำสนิทเงาวับคันยาวเหยียดก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าทางเข้าเพนต์เฮาส์อย่างนุ่มนวล พนักงานขับรถในชุดสูทสากลสีดำก้าวลงมาโค้งคำนับ 90 องศาทันทีที่ประตูเปิดออก
มินตราชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นยานพาหนะมูลค่าหลายสิบล้านบาทจอดรออยู่เพื่อเธอคนเดียว รินยื่นมือหนาออกมาตรงหน้า หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะวางมือลงบนฝ่ามืออุ่นของเขาอย่างมั่นใจ ความกลัวและความกังวลก่อนหน้านี้เริ่มถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นหัวใจที่แผ่ซ่านเข้ามาทีละน้อย
รถหรูเคลื่อนตัวออกจากอาคารอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าสู่ใจกลางมหานคร ทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครถูกฉาบด้วยแสงไฟนีออนระยิบระยับ รินเหลือบมองหญิงสาวข้างกายที่กำลังมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาเป็นประกาย ความเหนื่อยล้าตลอดสามปีที่ผ่านมาคล้ายจะมลายหายไปในพริบตา
เมื่อรถเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบที่ประตูทางเข้าพิเศษของห้างสรรพสินค้าหรูระดับไฮ엔ด ผู้จัดการสาขาและบรรดาหัวหน้าฝ่ายขายรวมกว่าสี่สิบชีวิตต่างยืนเรียงแถวโค้งคำนับต้อนรับอย่างนอบน้อม พรมแดงถูกปูยาวเหยียดตั้งแต่ประตูรถจนถึงลิฟต์ส่วนตัว ไม่มีลูกค้าคนอื่นเดินเกะกะแม้แต่คนเดียว เนื่องจากรินได้ใช้ "อำนาจเงิน" ซื้อเวลาความเป็นส่วนตัวทั้งหมดในค่ำคืนนี้ไว้แล้ว
"เชิญครับคุณริน เชิญครับคุณมินตรา ทางเราได้จัดเตรียมคอลเลกชันใหม่ล่าสุดส่งตรงจากมิลานและปารีสมาไว้รอท่านแล้วครับ" ผู้จัดการสาขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกและเกรงกลัวต่ออิทธิพลมหาศาลที่ถูกกว้านซื้อภายในพริบตาเดียว
รินโอบไหล่มินตราให้เดินเคียงคู่กันเข้ามาด้านใน สายตาของพนักงานทุกคนมองมาที่มินตราด้วยความอิจฉาริษยาและชื่นชมระคนกัน มินตรากวาดสายตามองไปยังราวแขวนเสื้อผ้าแบรนด์เนมระดับโลก รองเท้าคริสตัลประกายระยิบระยับ และเครื่องประดับเพชรแท้ที่ส่องประกายเจิดจ้า
"ชอบชุดไหน หรืออันไหนถูกใจ เลือกได้เลยครับมินตรา" รินกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "วันนี้... อาณาจักรนี้เป็นของคุณ"
มินตราเม้มปากเล็กน้อย เธอหยิบชุดเดรสผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายดาราจากแบรนด์ดังขึ้นมาพิจารณา มันเป็นชุดที่งดงามและเรียบหรูจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเธอจะมีโอกาสได้สวมใส่มันจริงๆ
"ชุดนี้... สวยจังเลยค่ะ" เธอยิ้มออกมาได้เต็มที่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี รอยยิ้มที่ทำให้รินรู้สึกว่าต่อให้ต้องใช้เงินซื้อทั้งโลกนี้มา เขาก็ยอมทำ
"งั้นชุดนี้ และทุกอย่างในคอลเลกชันนี้... ห่อใส่ถุงให้หมดครับ" รินหันไปออกคำสั่งกับผู้จัดการร้านด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะดึงการ์ดสีดำขลิบทองอร่ามออกจากกระเป๋าเสื้อ
แต่ในวินาทีที่รินกำลังจะยื่นบัตรเครดิตไร้ขีดจำกัดใบนั้นส่งให้พนักงานเพื่อรูดชำระเงิน...
เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมกับเสียงโวยวายด้วยความไม่พอใจก็ดังแหวกอากาศเข้ามาจากทางเข้าโซนวีไอพีที่ควรจะถูกปิดตาย
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ! ทำไมพวกแกถึงไล่ฉันออกมาจากชั้นนี้! รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร ลูกค้าวีไอพีระดับแพลตตินัมนะเว้ย!"
รินชะงักมือที่กำลังจะยื่นบัตรออกไปเล็กน้อย เขากลอกตาไปด้านหลังด้วยความรำคาญใจเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมองตามต้นเสียงที่คุ้นหูอย่างประหลาด
ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทแบรนด์เนมยับยู่ยี่ ใบหน้าบวมเป่งและมีรอยฟกช้ำจากการถูกการ์ดของตึกไล่ตะเพิดมาหมาดๆ กำลังยืนชี้หน้าด่ากราดพนักงานรักษาความปลอดภัยด้วยความโมโหโทโส... และเมื่อดวงตาสองคู่ประสานกัน ร่างของชายคนนั้นก็แข็งทื่อราวกับถูกสาบให้เป็นหิน
นั่นคือ "กิตติ"... อดีตหัวหน้างานจอมเผด็จการผู้เคยเหยียดย่ำและถ่มถุยใส่รินและมินตราในออฟฟิศเมื่อเช้านี้เอง!
กิตติเบิกตากว้างจนแทบถลอกจากเบ้า อ้าปากค้างราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ เมื่อเห็นว่าไอ้ขยะไร้ค่าที่เขาเพิ่งไล่ออกไป กลับมายืนสง่าอยู่ท่ามกลางพรมแดงและเหล่าผู้บริหารห้างระดับประเทศที่กำลังโค้งคำนับให้ด้วยความยำเกรง
"แก... แก... ไอ้ริน!?" กิตติหวีดร้องออกมาเสียงหลง ขาพับอ่อนแรงจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้นในทันที
รินยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็น ดวงตาคมกริบเปล่งประกายความดุดันราวดั่งมัจจุราชที่ก้าวออกมาจากขุมนรก นิ้วเรียวยาวค่อยๆ เคาะหน้าบัตรเครดิตสีดำในมือเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังนับถอยหลังลมหายใจสุดท้ายของเหยื่อ
"บังเอิญจริ๊ง..." รินเอ่ยเสียงเรียบ เย็นเยียบจนกิตติสั่นสะท้านไปถึงไขกระดูก "ฉันเพิ่งคิดอยู่เลยว่า... สุนัขตัวที่สองที่จะโดนฉันเหยียบหัวให้จมดิน... ควรจะเป็นใครดีนะ?"
—--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ผู้กล้าตกอับ" มาโดยตลอดนะครับ!
ล็อกอินวันแรก! ระบบเทพเจ้าจ่ายไม่อั้น สยบพวกปากดีให้คุกเข่า•ตอนที่ 6
มินตราผู้ร่วมทุกข์
ผลงานโดย ผู้กล้าตกอับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ผู้กล้าตกอับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ล็อกอินวันแรก! ระบบเทพเจ้าจ่ายไม่อั้น สยบพวกปากดีให้คุกเข่า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!