ความมืดมิดในห้วงนิทราไม่เคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพิมพ์มาดา มันคือห้องกักขังชั่วนนิรันดร์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเศษซากของความทรงจำ กลิ่นอายของน้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาลลอยวนอยู่ในจมูก ชัดเจนเสียจนเธอเกือบจะสำลักออกมาเป็นหยดน้ำตา
เสียงร้องไห้ระงมของเด็กทารกแรกเกิดในความฝันดังบาดลึกเข้ามาราวกับมีใครเอาคมมีดมาเฉือนลงกลางใจซ้ำๆ
*“คุณแม่คะ… ช่วยหนูด้วย”*
เสียงเล็กๆ นั้นสั่นเครือและแหบพร่า ร่างไร้เรี่ยวแรงในชุดผู้ป่วยสีขาวของเธอกำลังวิ่งไล่ตามแสงไฟสีนวลที่อยู่ปลายอุโมงค์อันยาวไกล ทว่ายิ่งวิ่งไขว่คว้ามากเท่าไหร่ ระยะห่างก็ยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ ความหนาเหน็บของพื้นปูนซีเมนต์เย็นเฉียบกัดกินฝ่าเท้า เธอล้มลง หัวเข่ากระแทกกับพื้นจนเลือดซิบ แต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความเวิ้งว้างในอกที่ถูกคว้านจนกลวงโบ๋
ภาพในความทรงจำสีเลือดฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง… คืนฝนตกหนักเมื่อสองปีก่อน คืนที่เธอตั้งครรภ์ได้หเดือนเต็ม คืนที่เธอต้องนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นห้องน้ำโดยลำพัง ขณะที่ธันวา… สามีผู้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลเธอกับลูกในท้อง กลับเลือกที่จะปิดโทรศัพท์มือถือและอยู่เคียงข้างผู้หญิงอีกคนในงานฉลองความสำเร็จทางธุรกิจ
“ธันวา…” เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดริมฝีปากแห้งผากของพิมพ์มาดาที่สะดุ้งตื่นขึ้นจากภวังค์อันโหดร้าย
ดวงตากลมโตภายใต้แพขนตางอนเปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำตา เธอนั่งชันเข่าขึ้นแนบอก ปลายเล็บจิกเข้าที่ต้นแขนตัวเองแน่นเพื่อดึงสติตัวเองให้หลุดพ้นจากหลุมดำแห่งอดีต ลมหายใจหอบถี่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหัวใจที่เต้นรัวรากับคนใกล้หมดสติ ห้องนอนกว้างขวางในคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองยังคงมืดสลัว มีเพียงแสงไฟนีอオンจากตึกสูงระฟ้าภายนอกที่สาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาสะท้อนเงาความโดดเดี่ยวของเธอ
ผ่านมาสองปีแล้ว… แผลเป็นในใจไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา มันแค่เปลี่ยนสภาพจากแผลสดกลายเป็นแผลเป็นนูนหนาที่พร้อมจะปริแตกและสร้างความเจ็บปวดให้เธอได้ทุกครั้งยามที่เปลือกตาปิดลง
พิมพ์มาดายกมือขึ้นลูบท้องน้อยแบนราบของตัวเองโดยอัตโนมัติ พื้นที่ตรงนั้นเคยมีหนึ่งชีวิตเติบโต เคยมีหัวใจดวงเล็กๆเต้นอยู่ร่วมกับเธอ แต่ความไร้เดียงสาและความไว้ใจอันโง่เขลาในวันนั้น ได้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเธอจนหมดสิ้น
*ก๊อกๆๆ*
เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื่อมต่อกับระเบียงห้องดังขึ้นแผ่วเบา ท่ามกลางความเงียบสงัดยามตีสาม พิมพ์มาดาชะงัก หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับกระหน่ำเต้นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความหวาดระแวง เธอไม่ได้เปิดแอร์ที่ระเบียง และไม่มีเหตุผลอะไรที่ลมยามวิกาลจะสร้างแรงเคาะเป็นจังหวะจะโคนเช่นนั้น
หญิงสาวค่อยๆ ก้าวลงจากเตียงนอนอย่างระมัดระวัง สัญชาตญาณของทนายความสาวผู้ผ่านคดีความใหญ่โตมานับไม่ถ้วนทำให้เธอหยิบไม้กอล์ฟขนาดพกพาที่วางไว้ข้างหัวเตียงติดมือมาด้วย ฝีเท้าเบากริบย่างก้าวเข้าใกล้ผ้าม่านทึบแสงที่ปิดสนิท
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความเข้มแข็ง ก่อนจะกระชากผ้าม่านออกด้วยความรวดเร็ว!
ทว่า… ไม่มีเงาของโจรผู้ร้าย ไม่มีเงาของความอันตรายใดๆ
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างสูงโปรดของชายคนหนึ่งที่ยืนพิงราวระเบียงอย่างหมดอาลัยตายอยาก เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งหลุดลุ่ย เนคไทถูกถอดออกอย่างไร้ระเบียบ เรือนผมสีเข้มยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ใบหน้าคมคายที่มักจะเชิดขึ้นด้วยความเย่อหยิ่งและถือดีในยามปกติ บัดนี้กลับฉายแววความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดอย่างที่สุด ดวงตาคมกริบคู่นั้นแดงก่ำ และทันทีที่บานกระจกถูกเปิดออก ธันวาก็หันมาสบตาเข้ากับเธอพพอดี
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง ชั่วขณะหนึ่งไม่มีใครเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดออกมา มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจที่เต้นระรัวอยู่ในอกของคนทั้งคู่
พิมพ์มาดาลดไม้กอล์ฟในมือลงช้าๆ แววตาที่เคยฉายความตื่นตระหนกแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและไร้เยื่อใยในเสี้ยววินาที เธอไม่ได้เอ่ยถามว่าเขามาทำอะไรที่นี่ในยามวิกาล เพราะเธอรู้ดีว่าตึกนี้ระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาแค่ไหน หากไม่ใช่เพราะเขามีอิทธิพลมากพอที่จะบีบบังคับให้ทางนิติบุคคลยอมเปิดประตูให้ หรือปีนระเบียงห้องชุดชั้นสิบห้าขึ้นมาจริงๆ ซึ่งอย่างหลังเธอก็ไม่แปลกใจเลยหากคนอย่างธันวาจะทำมันจริงๆ เพื่อแลกกับการได้พบหน้าเธอ
“ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว คุณมาทำอะไรที่นี่คะ คุณธันวา” น้ำเสียงของพิมพ์มาดาราบเรียบ เย็นชา และเต็มไปด้วยกำแพงหนาเตอะที่ก่อขึ้นเพื่อป้องกันอันตราย
ธันวาขยับตัวเล็กน้อย รอยยิ้มขมขื่นผุดขึ้นที่มุมปากหยักลึก เขาไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่สายตากลับกวาดมองสภาพของหญิงสาวที่สวมชุดนอนผ้าไหมสีเทาเข้ม ร่องรอยคราบน้ำตาบนแก้มเนียนและดวงตาที่บวมช้ำเล็กน้อยจากการร้องไห้ ทำให้หัวใจของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลคนนี้ปวดหนึบราวกับถูกบีบด้วยคีมเหล็ก
“คุณ… ฝันร้ายอีกแล้วใช่ไหม” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาแหบพร่า มันไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่การคาดคั้น แต่มันคือความห่วงใยที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของความรู้สึกผิด ซึ่งสำหรับพิมพ์มาดามมันช่างน่าสมเพชเสียเหลือเกิน
“มันไม่ใช่ธุระอะไรของคุณ” พิมพ์มาดาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงเฉียบขาดไม่แพ้เวลาเธอยืนว่าความอยู่ในศาล “และกรุณากลับออกไปทางเดิมที่คุณเข้ามาด้วยค่ะ ก่อนที่ฉันจะแจ้งข้อหาบุกรุกยามวิกาล”
“พิมพ์…” ธันวาก้าวเท้าเข้ามาประชิดกรอบกระจก ทว่าสะดุดกับสายตาคมกริบที่ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าห้ามก้าวล้ำเข้ามาเด็ดขาด เขาจึงต้องหยุดชะงัก ร่างสูงใหญ่ดูราวกับเด็กหลงทางที่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต “ผมรู้ว่าผมไม่มีสิทธิ์… ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนหายใจอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ แต่ตลอดสองปีที่ผ่านมา ไม่มีคืนไหนเลยที่ผมไม่ฝันถึงคืนนั้น”
คำพูดของเขาทำให้มือที่กำไม้กอล์ฟสั่นเทาเล็กน้อย พิมพ์มาดาแค่นหัวเราะออกมาในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาและเกลียดชัง
“เพิ่งมาสำนึกได้ตอนนี้ มันไม่สายไปหน่อยเหรอคะ?” เธอก้าวเข้าไปประชิดกระจก กั้นขวางระหว่างโลกของเขากับโลกของเธอ แววตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอดีตสามี “วันที่ฉันนอนร้องไห้จนเลือดหมดตัว วันที่ลูกของเราหัวใจหยุดเต้นไปตลอดกาล… คุณอยู่ที่ไหนคะ คุณธันวา? คุณกำลังดื่มฉลองความสำเร็จกับผู้หญิงอีกคนไม่ใช่เหรอ? คุณบอกว่าลูกของเราเป็นแค่ความผิดพลาด เป็นอุปสรรคต่ออนาคตทางธุรกิจของคุณ!”
ทุกถ้อยคำเปรียบเสมือนคมหอกที่พุ่งปักเข้ากลางใจของธันวาจนเลือดสาด เขาไม่มีสิทธิ์แก้ตัว ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเบือนหน้าหนีความจริงอันโหดร้ายที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงหยาดน้ำตาของผู้ชายที่แข็งกระด้างที่สุดคนหนึ่งในวงการธุรกิจที่เอ่อคลอขึ้นมาในหน่วยตา
“ผมยอมรับผิดทุกอย่าง…” ธันวาเค้นเสียงพูดออกมาอย่างยากลำบาก ลำคอตีบตันจนแทบเปล่งเสียงไม่เป็นภาษา “เงินทั้งหมด อำนาจทั้งหมดที่ผมมี… ผมยอมแลกมันทุกอย่าง ขอแค่… ขอแค่ให้ผมได้มีโอกาสไถ่บาปให้คุณบ้าง พิมพ์… ขอร้องล่ะ”
“ไถ่บาปเหรอ?” พิมพ์มาดายิ้มเยาะ หยาดน้ำตาที่หลงเหลืออยู่ไหลรินลงมาอาบแก้ม แต่แววตากลับเด็ดเดี่ยวและมั่นคงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ “ความตายของลูกเรา เอาอะไรมาแลกก็ชดใช้ไม่ได้หรอกค่ะ ต่อให้คุณคุกเข่าอ้อนวอนจนตายอยู่ตรงนี้ รอยแผลที่คุญฝังไว้ในตัวฉันมันไม่มีวันจางหายไปไหนได้หรอก!”
หญิงสาวสะบัดหน้าหนี เตรียมจะหันหลังกลับเข้าไปในห้องเพื่อปิดม่านตัดขาดจากผู้ชายสารเลวคนนี้ให้พ้นสายตา
ทว่า… วินาทีที่เธอกำลังจะก้าวเท้าหนี เสียงทุ้มต่ำจากเบื้องล่างที่ดังแว่วขึ้นมาจากสนามหญ้าหน้าคอนโดฯ กลับทำให้เลือดในกายของพิมพ์มาดาเย็นเฉียบจนแข็งค้าง
*“คุณแม่ครับ! ปะป๋าบอกว่าจะพาไปกินไอศกรีมรสช็อกโกแลตจริง ๆ นะฮะ!”*
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยประมาณสองขวบเศษดังแทรกเข้ามาในความเงียบยามวิกาล พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักที่สะท้อนก้องขึ้นมาถึงชั้นสิบห้า พิมพ์มาดาตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึกในลำคอ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด ร่างกายหมุนกลับมามองที่ระเบียงทันที
ที่ด้านล่าง… ใต้แสงไฟสลัวของสวนหย่อมคอนโดมิเนียม ร่างของพี่เลี้ยงสาวกำลังจูงมือเด็กชายตัวน้อยในชุดนอนลายการ์ตูนน่ารัก หน้าตาของเด็กคนนั้นถอดพิมพ์ทรงมาจากธันวาอย่างไร้ที่ติ ดวงตากลมโต จมูกโด่งรั้น และรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้านั้น… ช่างเหมือนกับเงาสะท้อนในกระจกของอดีตสามีเธอบนระเบียงนี้ไม่มีผิดเพี้ยน!
ธันวาไม่ได้มองหน้าเธอในวินาทีนั้น ชายหนุ่มเพียงแค่ก้มมองลงไปเบื้องล่างด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความลับบางอย่างที่เขาจงใจปกปิดมาตลอด
พิมพ์มาดารู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังถล่มทลายลงตรงหน้า ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวค่อยๆ กัดกินหัวใจของเธอทีละน้อย หรือว่า… ลูกของเธอในคืนนั้น… จะไม่ได้จากไปอย่างที่เธอเข้าใจมาตลอดสองปีเต็ม?
แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
- กระจกเงาสะท้อนใจ -
ทนายหญิงมือเหล็กกับอดีตสามีที่เคยเหยียบย่ำ•ตอนที่ 8
รอยแผลที่ยังไม่จางหาย
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายหญิงมือเหล็กกับอดีตสามีที่เคยเหยียบย่ำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!