มัคคุเทศก์วิญญาณกับสถาปนิกผู้เห็นรอยร้าวในอดีต•ตอนที่ 16

งานเทศกาลคนเป็นและคนตาย

ผลงานโดย นภากระซิบผี
กลิ่นอายของธูปหอมเกรดต่ำและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลปะปนกับกลิ่นเหงื่อไคลของมนุษย์นับร้อยในลานจัดงานเทศกาลเฉลิมฉลองประจำปี เสียงกลองเพลงสะบัดรัวเร้าใจดังสะท้านสะเทือนแผ่นอก แต่สำหรับธาวินแล้ว เสียงเหล่านั้นเป็นเพียงฉากหน้าที่พยายามกลบเกลบเสียงโหยหวนอันน่าเวทนาของดวงวิญญาณเร่ร่อนนับร้อยที่ถูกตรึงอยู่ตามเสาไม้ประดับโคมไฟสีแดงฉาน ชายหนุ่มขยับกรอบแว่นสายตาเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบกวาดมองผ่าน "รอยร้าว" ของมิติอากาศที่บิดเบี้ยวตามหลักสถาปัตยกรรมอาถรรพ์ โครงสร้างเสาไม้ซุงขนาดใหญ่แปดต้นที่ตั้งตระหง่านค้ำยันซุ้มประตูทางเข้างาน แท้จริงแล้วไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับน้ำหนักทางกายภาพ แต่มันคือ "ค่ายกลสะกดวิญญาณ" แบบโบราณที่ซ่อนรูปไว้อย่างแนบเนียนภายใต้เปลือกนอกของงานรื่นเริง "อย่ามองนานเกินไปค่ะคุณธาวิน... พวกมันรู้ว่าคุณมองเห็น" เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นข้างหู รินรดาในชุดกิโมโนประยุกต์สีครามเข้มกลมกลืนไปกับฝูงชน เธอยื่นหน้ากากกระดาษลายจิ้งจอกสีขาวแต้มชาดมาให้เขา มือเรียวบางภายใต้ถุงมือผ้าสีดำสนิทจัดแต่งทรงผมให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่ออำพรางใบหน้าคมคายไม่ให้สะดุดตาหน่วยลาดตระเวนของสมาคมผู้ใช้คุณไสยฝ่ายมืดที่แฝงตัวอยู่ทั่วงาน ธาวินรับหน้ากากมาสวมอย่างรู้หน้าที่ ปลายประสาทสัมผัสของเขายังคงจดจ่ออยู่กับการวิเคราะห์รอยร้าวของพลังงานที่แผ่ออกมาจากเวทีกลาง "ค่ายกลนี้ไม่ได้ใช้พลังงานจากศิลาอาถรรพ์ทั่วไปค่ะอาจารย์ริน... ดูลวดลายแกะสลักบนคานไม้พวกนั้นสิ มันคือสถาปัตยกรรมแบบ 'เรือนตายสามวิถี' ที่ใช้โครงสร้างคานรับน้ำหนักกดทับดวงวิญญาณ เพื่อแปลงความโกรธแค้นให้กลายเป็นกระแสพลังงานดิบส่งตรงไปยังห้องใต้ดินของศาลเจ้า" ธาวินกระซิบตอบ เสียงของเขาต่ำและนิ่งสนิท แม้ภายใต้หน้ากากจิ้งจอก เม็ดเหงื่อกาฬจะผุดพรายขึ้นตามไรผมด้วยความอึดอัดจากแรงดันวิญญาณที่หนาแน่น รินรดาปรายตาคมกริบมองไปยังทิศทางที่สถาปัตยกรรมนั้นเชื่อมโยง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง "คุณมองขาดสมกับเป็นศิษย์ที่ดิฉันภาคภูมิใจค่ะ... โครงสร้างนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสูบวิญญาณของคนที่มาร่วมงานในคืนนี้เพื่อเป็นเครื่องสังเวยในการปลุก 'นายประตู' ขึ้นมา งานเทศกาลรื่นเริงนี้จึงเป็นเพียงฉากหน้าของพิธีกรรมเชือดนิ่มๆ ที่แยบยลมาก" เธอกล่าวพลางใช้พัดกระดาษในมือเคาะเบาๆ ที่ไหล่หนาของเขาเพื่อเตือนสติ "เดินตามติดดิฉันให้ดีค่ะ อย่าได้เผลอไปเหยียบแนวเขตอักขระที่พวกมันโรยเกลือสีดำไว้เด็ดขาด" ทั้งสองกลมกลืนไปกับฝูงชนที่กำลังเบียดเสียดแย่งกันซื้อขนมและเครื่องราง ธาวินใช้ทักษะการเป็นสถาปัตยกรรมศาสตร์คำนวณมุมอับสายตาและเส้นทางหนีทีไล่ในหัวอย่างรวดเร็ว ทุกตึกรามบ้านช่องในบริเวณงานถูกสร้างขึ้นด้วยไม้สักเก่าแก่ที่มีรอยร้าวสะสมจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อหลายปีก่อน รอยร้าวเหล่านั้นกลายเป็นเส้นทางเดินของกระแสพลังงานหยินที่ไหลเวียนราวกับกระแสเลือดในกายมนุษย์ ท่ามกลางเสียงหัวเราะรื่นเริงของผู้คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ธาวินสังเกตเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งกำลังยืนนิ่งอยู่หน้าซุ้มปาเป้า ดวงตาของเธอว่างเปล่า และที่น่าตกใจคือ ร่างกายของเธอโปร่งแสงจนมองทะลุผ่านไปเห็นเสาไม้ด้านหลังได้ ธาวินชะงักฝีเท้าลงโดยสัญชาตญาณ มือหนาเอื้อมไปควบจับข้อมือของรินรดาไว้เบาๆ เป็นเชิงส่งสัญญาณ รินรดารับรู้ได้ทันที เธอสะบัดพัดในมือออกเล็กน้อย ม่านพลังงานบางใสจึงกางกั้นไม่ให้คนรอบข้างมองเห็นการกระทำของพวกเขา "เด็กคนนั้น... ถูกดึงวิญญาณออกจากร่างจริงตั้งแต่ยังไม่เดินเข้างาน" ธาวินขมวดคิ้วแน่นใต้หน้ากาก ปมในอดีตจากเหตุการณ์ตึกถล่มแวบเข้ามาในหัวชั่วขณะ ภาพของผู้คนที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังซ้อนทับกับภาพของดวงวิญญาณนับร้อยในงานนี้ ความรู้สึกโกรธขึงพยายามถูกกดทับด้วยความรอบคอบ "เราปล่อยไว้ไม่ได้ครับ... เอ้ย... ค่ะ" เขาเผลอหลุดคำพูดตามความคุ้นเคยเดิม แต่รินรดาก็ไม่ได้ถือสา "ใจเย็นก่อนค่ะคุณธาวิน การที่เราจะทลายโครงสร้างรากฐานของค่ายกลนี้ เราต้องหา 'จุดศูนย์กลางแรงโน้มถ่วง' ของอาถรรพ์เสียก่อน ซึ่งมันไม่ได้อยู่บนดิน... แต่มันอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเราตรงแท่นบูชาหลักต่างหาก" รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตากลับเปล่งประกายความมุ่งมั่น ทันใดนั้น เสียงระฆังสำริดขนาดใหญ่จากหอคอยกลางงานก็ดังสนั่นหวั่นไหว "ก๊องงงง—!" บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนวูบในพริบตา โคมไฟสีแดงนับพันดวงเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตน่ากลัว ฝูงชนนับร้อยที่เคยส่งเสียงหัวเราะ กลับหยุดนิ่งพร้อมกันในท่าทางที่บิดเบี้ยว รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขายังคงค้างเติ่ง แต่ดวงตากลับกลายเป็นสีดำสนิทไร้แววตา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่ดังขึ้นจากตรอกซอกซอยมืดทึบรายรอบงาน ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทสวมหน้ากากเหล็กรูปอสูรนับสิบคนก้าวออกมาปิดล้อมเส้นทางหนีของพวกเขาไว้ทุกด้าน ตรงกลางกลุ่มมือสังหารเหล่านั้น ปรากฏร่างสูงโปร่งของชายคนหนึ่งในชุดสูทสไตล์ตะวันตกสลับผ้าไหมโบราณ เขากำลังถือคทาทองคำหัวกะโหลกที่แผ่ไอทมิฬรุนแรงจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว "ยินดีต้อนรับสู่พิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการครับ... สถาปนิกหนุ่มผู้มองเห็นรอยร้าว และมัคคุเทศก์ผู้พเนจร" เสียงทุ้มต่ำน่าขนลุกเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่ชายปริศนากระชากหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกที่เน่าเปื่อยจนเห็นกระดูกสีขาวโพลน "ข้าตามหารอยร้าวที่คุณทิ้งไว้ในโครงสร้างวิญญาณของตึกเก่าเมื่อปีก่อนมานานแล้ว... วันนี้ ถึงเวลาคิดบัญชีกันเสียที" ระบบแจ้งเตือนสีแดงฉานกระพริบวابขึ้นในห้วงความคิดของธาวิน พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนระดับวิกฤตที่ดังสะท้อนในโสตประสาท— **[คำเตือน: ตรวจพบศัตรูระดับบอส 'สถาปนิกเงา' / ค่ายกลระดับ SSS กำลังทำงานสมบูรณ์ 100% / พลังงานอาถรรพ์เกินขีดจำกัดวิกฤต!]** ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับรอยร้าวแห่งอดีตนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ นภากระซิบผี
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัคคุเทศก์วิญญาณกับสถาปนิกผู้เห็นรอยร้าวในอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%