"ถ้าคุณยังกะพริบตาถี่แบบนั้น เส้นเลือดฝอยในจอประสาทตาคงจะแตกละเอียดก่อนที่วิญญาณตนแรกจะทันได้เอ่ยปากฟ้องร้องเสียอีกนะคะ ธาวิน"
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่มั่นคงของรินรดา ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องใต้หลังคาของสำนักงานสถาปนิก กลิ่นอายจางๆ ของธูปหอมโบราณและยางสนลอยอบอวลตัดกับกลิ่นอายฝุ่นละอองของกระดาษพิมพ์เขียวเก่าเก็บ บนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ ปรากฏรอยร้าวสีครามเข้มที่แผ่ขยายเป็นรัศมีคล้ายใยแมงมุม รอยร้าวนั้นไม่ได้เกิดจากความทรุดโทรมของโครงสร้างทางกายภาพ หากแต่เป็น "รอยร้าวแห่งมิติ" ที่เชื่อมโยงระหว่างโลกปัจจุบันกับเขตแดนของดวงวิญญาณที่ตกค้าง
ธาวินก้มตัวลงเล็กน้อย ฝ่ามือทั้งสองข้างยันขอบโต๊ะไว้แน่น เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผม ดวงตาคู่คมของสถาปนิกหนุ่มกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพที่เขาเห็นผ่านเนตรอาถรรพ์เวลานี้ไม่ใช่แค่รอยร้าวธรรมดา แต่เป็นกระแสพลังงานสีแดงฉานที่ไหลวนดั่งลาวาใต้ผิวโลก มันร้อนระอุ บดขยี้ และพร้อมจะระเบิดทำลายสติสัมปชัญญะของเขาได้ทุกเมื่อ อาการปวดศีรษะราวกับถูกเหล็กแหลมทิ่มแทงเล่นงานจนเขาต้องกัดฟันกรอดจนกรามขึ้นสันนูน ปมในอดีตจากเหตุการณ์ตึกถล่มที่เคยคร่าชีวิตครอบครัวผุดวาบขึ้นมาในหัว ซ้ำเติมความรู้สึกไร้พลังในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความเร้นลับ
"ผม... ควบคุมมันไม่ได้ รินรดา" ธาวินเค้นเสียงลอดไรฟัน สายตาที่มองผ่านรอยร้าวบนโต๊ะเริ่มพร่ามัว กระแสพลังงานสีแดงกำลังกลืนกินขอบเขตการมองเห็นของเขาจนเกือบหมด "แรงกดดันนี่มัน... มากเกินกว่าที่เนตรอาถรรพ์มนุษย์จะรับไหว"
รินรดาไม่ตอบด้วยคำพูด หญิงสาวก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ ชุดผ้าลินินสีเข้มพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว เธอยื่นมือเรียวบางที่สวมแหวนเงินโบราณสลักอักขระลึกลับออกไปแตะที่ข้อมือซ้ายของธาวินทันที
สัมผัสเย็นเฉียบราวกับสายน้ำในฤดูหนาวแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกายของสถาปนิกหนุ่ม ปัดเป่าความร้อนรุ่มและอาการวิงเวียนให้เบาบางลงอย่างน่าประหลาด
"อย่าใช้พลังด้วยการ 'ต้านทาน' มันค่ะ ธาวิน" รินรดาเอ่ยกระซิบข้างหู น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่มีพลังอำนาจดึงสติให้เขากลับมาอยู่กับปัจจุบัน "เนตรอาถรรพ์ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้คุณเป็นกระสอบทรายรับแรงกระแทกจากอดีต แต่มันคือ 'เครื่องมือ' ในการอ่านโครงสร้างของความจริง คุณต้องผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา ยอมรับกระแสพลังนั้น แล้วปรับจังหวะการหายใจให้สอดคล้องกับจังหวะของรอยร้าว ไม่ใช่ฝืนสวนกระแส"
ธาวินหลับตาลงตามคำแนะนำ เขาผ่อนลมหายใจเข้าและออกลึกยาวตามจังหวะที่หญิงสาวชี้นำ ท่ามกลางความมืดหลังเปลือกตา เขากลับมองเห็นการไหลเวียนของพลังงานได้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม แทนที่จะเห็นเป็นคลื่นพลังสีแดงที่ดุร้าย เขากลับเริ่มมองเห็น "โครงสร้าง" ที่ซ่อนอยู่ภายใน กระแสพลังนั้นมีจุดศูนย์กลาง มีจุดเชื่อมต่อ และที่สำคัญ... มันมีรอยต่อที่เปราะบางซึ่งสามารถเข้า
"นั่นแหละค่ะ... ดีมากค่ะ" รินรดากล่าวชมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ว่าชีพจรของชายหนุ่มเริ่มสงบลง "ตอนนี้แหละค่ะ ปลดล็อกขีดจำกัดชั้นแรกด้วยจิตวิญญาณของสถาปนิกผู้มองเห็นความจริง"
สิ้นคำพูดของมัคคุเทศก์วิญญาณ อักขระโบราณบนแหวนเงินของรินรดาก็เปล่งแสงเรืองรองสีครามออกมา มันสอดประสานกับรอยร้าวบนโต๊ะไม้สัก เกิดเป็นเสียงก้องกังวานคล้ายเสียงโลหะกระทบกันเบาๆ พลังงานสีแดงที่เคยปั่นป่วนในดวงตาของธาวินพลันเปลี่ยนสภาพกลายเป็นเส้นสายสีทองละมุนตา ขีดจำกัดที่เคยพันธนาการเนตรอาถรรพ์ของเขามาตลอดชีวิตถูกกระชากเปิดออก ราวกับประตูบานใหญ่ที่ปิดตายมาเนิ่นนานได้ถูกผลักให้เปิดกว้างรับแสงสว่าง
ธาวินลืมตาขึ้นอีกครั้ง โลกทั้งใบในสายตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขามองเห็นมิติซ้อนทับของห้องนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่เพียงแต่รอยร้าวบนโต๊ะทำงาน แต่เขายังมองเห็นร่องรอยประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และร่องรอยพลังงานที่หลงเหลือจากเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตที่เคยเกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้ เรียงร้อยต่อกันอย่างเป็นระบบระเบียบและมีเหตุผลรองรับชัดเจน ราวกับพิมพ์เขียวสามมิติที่ซับซ้อนแต่งดงามอย่างไร้ที่ติ
"สำเร็จแล้ว..." ธาวินพึมพำกับตัวเองด้วยความทึ่ง ขณะที่เหงื่อกาฬซกไหลแต่แววตากลับเปล่งประกายความมั่นใจและพลังชีวิตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
รินรดาลดมือลง ถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสม เธอมองสำรวจผลงานการปลดล็อกพลังของชายหนุ่มด้วยมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในฐานะผู้ชี้นำ
"ยินดีต้อนรับสู่โลกอีกใบนะคะ ธาวิน คุณก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ธรรมดามาได้อีกขั้นหนึ่งแล้ว" รินรดากล่าวเสียงเรียบ แต่ยังไม่ทันที่ธาวินจะได้เอ่ยปากขอบคุณหรือทดสอบขีดจำกัดใหม่ของตนเองให้มากกว่านี้ เสียงเตือนบางอย่างก็ดังขึ้น
*กริ๊ง...*
เสียงกระดิ่งสำริดโบราณที่แขวนอยู่เหนือประตูทางเข้าสำนักงาน ซึ่งถูกลงอักขระปิดตายและตัดขาดจากโลกภายนอกไว้โดยสมบูรณ์ กลับสั่นไหวขึ้นเองอย่างรุนแรงโดยไม่มีสายลม ทั้งที่ในห้องนี้ไม่มีหน้าต่างบานไหนเปิดอยู่เลย
รินรดาหุบยิ้มทันที แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับแปรเปลี่ยนเป็นความระแวดระวังขั้นสุด เธอก้าวเข้ามาขวางหน้าธาวินไว้โดยสัญชาตญาณ พร้อมกับที่รอยร้าวสีทองบนโต๊ะไม้สักเมื่อครู่ พลันเปลี่ยนสีกลับเป็นสีดำสนิทราวกับน้ำมันดิบ และแผ่ขยายลุกลามขึ้นไปตามผนังห้องอย่างรวดเร็ว
"ระวังตัวค่ะ!" รินรดาเอ่ยเสียงเฉียบขาดขณะที่สะบัดมือเรียกม้วนคัมภีร์ไสยเวทออกมาจากความว่างเปล่า "มีบางสิ่งที่น่ากลัวกว่าวิญญาณเร่ร่อนกำลังก้าวข้ามเขตแดนเข้ามา... และมันรู้ดีว่าคุณเพิ่งปลดล็อกเนตรอาถรรพ์สำเร็จ"
ธาวินหรี่ตาลง ใช้เนตรอาถรรพ์ระดับใหม่ที่เพิ่งตื่นขึ้นกวาดมองไปที่ประตูทางเข้าสำนักงานทันที และสิ่งที่เขาเห็นผ่านรอยร้าวของบานประตูก็ทำให้ลมหายใจของเขาติดขัดในลำคอ—
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับรอยร้าวแห่งอดีตนะคะ
มัคคุเทศก์วิญญาณกับสถาปนิกผู้เห็นรอยร้าวในอดีต•ตอนที่ 13
ประตูบานแรกเปิดออก
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัคคุเทศก์วิญญาณกับสถาปนิกผู้เห็นรอยร้าวในอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!