มัคคุเทศก์วิญญาณกับสถาปนิกผู้เห็นรอยร้าวในอดีต•ตอนที่ 14

สายสัมพันธ์ข้ามภพ

ผลงานโดย นภากระซิบผี
กลิ่นฉุนของน้ำยาฟิล์มและกรดอะซิติกคละคลุ้งจนแสบจมูก ทว่าสิ่งที่ทำให้ธาวินต้องกลั้นหายใจไม่ใช่สารเคมีเหล่านี้ หากแต่เป็นรอยร้าวสีม่วงอมดำที่กำลังแผ่ขยายเป็นเส้นใยแมงมุมอยู่บนผนังปูนเปลือยของห้องมืดอัดรูป รอยร้าวเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากความเสื่อม ภายนอกของสถาปัตยกรรม แต่มันคือ "รอยแตกของห้วงเวลา" ที่กักเก็บความทรงจำอันเจ็บปวดและลมหายใจสุดท้ายของใครบางคนไว้ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน “อย่ามองตรงจุดที่ลึกที่สุดของรอยร้าวค่ะธาวิน... สติของคุณคือเกราะป้องกันเดียวที่มีในเขตอาคมระดับนี้” เสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาดของรินรดา ดังขึ้นท่ามกลางความมืดสลัวที่มีเพียงแสงไฟสีแดงเรื่อจากหลอดไฟนิรภัยส่องสว่าง หญิงสาวในชุดโค้ตยาวสีเข้มกำลังขยับปลายนิ้ววาดอักขระโบราณกลางอากาศ ละอองแสงสีทองจางๆ ร่วงหล่นลงกระทบพื้นคอนกรีต ส่งเสียงซ่าราวกับน้ำมันเดือดเมื่อสัมผัสกับไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากมุมห้อง ธาวินพยักหน้ารับช้าๆ สถาปนิกหนุ่มกวาดสายตาผ่านแว่นตากรอบบางที่สะท้อนแสงสีแดง เขาใช้ดวงตาพิเศษมองทะลุกำแพง โครงสร้างตึกเก่าหลังนี้กำลังกรีดร้อง ความทรงจำของเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2535 ยังคงฝังรากลึกอยู่ในเนื้อปูน และตรงใจกลางห้องมืดแห่งนี้ คือจุดศูนย์กลางของห้วงมิติที่ดวงวิญญาณของช่างภาพคนหนึ่งยังคงวนเวียนล้างฟิล์มม้วนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้จุดสิ้นสุด “เขายังไม่รู้ตัวว่าตัวเองเสียชีวิตไปแล้วสินะครับ... เอ๊ย... คะ” ธาวินเกือบหลุดปากใช้คำพูดคุ้นชิน แต่รีบเปลี่ยนหางเสียงอย่างรวดเร็วเมื่อนึกถึงกฎเหล็กในการสื่อสารกับวิญญาณระดับอาฆาต “ฉันหมายถึง... เขาคิดว่างานล้างฟิล์มชุดสุดท้ายยังไม่เสร็จสมบูรณ์ใช่ไหมคะ อาจารย์รินรดา” รินรดาลดมือลงเล็กน้อย ดวงตากลมโตภายใต้เงาหมวกปีกกว้างมองตรงไปยังชายร่างโปร่งแสงที่กำลังง่วนอยู่หน้าอ่างล้างสารเคมี มือที่ถือแผ่นฟิล์มสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของช่างภาพหนุ่มซีดเซียว ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวต่อประกายไฟในอดีตที่เขาไม่มีวันหนีพ้น “ถูกต้องค่ะ” รินรดาตอบเสียงเบาขณะก้าวเท้าเข้าไปใกล้เงาวิทยาธรนั้นอย่างระมัดระวัง “ความทรงจำของเขาหยุดนิ่งอยู่ที่วินาทีที่ไฟกำลังลามเลียห้องนี้ เขาเชื่อว่าถ้าเขาล้างฟิล์มม้วนนี้เสร็จ ครอบครัวที่รออยู่ด้านล่างจะปลอดภัย... ความยึดติดนี้กลายเป็นโซ่ตรวนที่ดึงเขาให้ติดอยู่กับสถาปัตยกรรมที่กำลังพังทลายทางพลังงาน” ธาวินขยับตัวเข้าประชิด เขาใช้ทักษะการอ่านโครงสร้างตึกคำนวณทิศทางของรอยร้าว “ถ้าอย่างนั้นเราต้องสร้าง ‘พื้นที่จำลอง’ ขึ้นมาทับซ้อนกับมิติปัจจุบัน เพื่อหลอกให้เขารู้สึกว่างานชิ้นนี้สำเร็จลุล่วงแล้ว... ฉันจะใช้พลังคุมโครงสร้างอาคารสร้างแนวรับแรงกระแทกจากอดีต ส่วนคุณรินรดาช่วยเตรียมบทสวดส่งวิญญาณและเปิดประตูมิติขั้นสุดท้ายนะคะ” “เป็นแผนที่ใช้ได้ทีเดียวค่ะ สมเป็นสถาปนิกผู้มองเห็นรอยร้าวของโลกวิญญาณ” รินรดายิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาฉายแววชื่นชมในความสุขุมของชายหนุ่ม “ลงมือได้เลยค่ะ ฉันจะคุ้มกันเขตอาคมเอง” สถาปนิกหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสมาธิแน่วแน่ ฝ่ามือทั้งสองข้างทาบลงบนผนังปูนที่แตกร้าว ทันใดนั้น กระแสพลังงานสีฟ้าครามก็พวยพุ่งออกจากปลายนิ้วของเขา ลวดลายเรขาคณิตสามมิติปรากฏขึ้นกลางอากาศราวกับแบบแปลนสถาปัตยกรรมเรืองแสง ธาวินกำลังใช้พลังจิตควบคุมโครงสร้างทางกายภาพของห้องให้ "ซ้อนทับ" กับอดีต เพื่อจำลองบรรยากาศในคืนวันเกิดเหตุ แต่แก้ไขจุดจบให้กลายเป็นความสำเร็จ เสียงชัตเตอร์กล้องในจินตนาการดังขึ้นก้องห้องมืด ช่างภาพวิญญาณสะดุ้งสุดตัว เขาก้มมองแผ่นฟิล์มในมือที่บัดนี้ปรากฏภาพถ่ายครอบครัวยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างชัดเจน ปราศจากคราบเขม่าควันหรือร่องรอยความเสียหายใดๆ “เสร็จแล้ว... ฉันล้างฟิล์มเสร็จแล้วจริงๆ ด้วย...” เสียงพึมพำด้วยความโล่งอกดังลอดริมฝีปากที่ไร้สีเลือด ดวงตาของวิญญาณช่างภาพหันมามองธาวินและรินรดาด้วยความงุนงง ก่อนที่รอยยิ้มแรกในรอบสามสิบปีจะระบายบนใบหน้า “งานของคุณเสร็จสมบูรณ์แล้วค่ะ เดินทางต่อไปเถอะนะคะ มีคนรอคุณอยู่ทางโน้นแล้ว” รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เธอโบกมือเบาๆ พร้อมกับร่ายอักขระสีทองสว่างวาบ ประตูมิติรูปวงกลมล้อมรอบด้วยอักษรโบราณเปิดออก เผยให้เห็นแสงสว่างอุ่นละมุนที่ปลายทาง ร่างโปร่งแสงของช่างภาพโค้งศีรษะขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง ร่างของเขาสลายกลายเป็นละอองแสงนับล้านดวง ลอยละลิ่วผ่านประตูมิติไปอย่างสงบ พร้อมกับรอยร้าวสีดำบนผนังห้องมืดที่ค่อยๆ สมานตัวเข้าหากันจนกลับมาเป็นผนังปูนเรียบเนียนไร้รอยขีดข่วน พลังงานกดดันทั้งหมดมลายหายไปในพริบตา ธาวินถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เขาทรุดตัวลงนั่งพิงชั้นวางสารเคมีอย่างหมดแรง เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า “ฟู่... เกือบไปเหมือนกันนะคะ แรงกดดันจากวิญญาณที่มีความแค้นฝังลึกนี่ไม่ง่ายเลยจริงๆ” “คุณทำได้ดีมากค่ะธาวิน การประสานพลังระหว่างสถาปัตยกรรมและอาคมโบราณของเราเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ” รินรดายื่นผ้าเช็ดหน้าสะอาดให้ชายหนุ่ม พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ที่ทำให้อุณหภูมิในห้องมืดดูอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ทว่า ความเงียบสงบหลังการปลดปล่อยวิญญาณยังไม่ทันได้ทอดยาวนาน เสียงแจ้งเตือนแปลกประหลาดก็ดังขึ้นจากอากาศว่างเปล่าตรงหน้าของธาวิน—เสียงที่ไม่ได้มาจากโทรศัพท์มือถือ แต่มันดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทและระบบพลังงานภายในของเขาโดยตรง *[แจ้งเตือนระบบภารกิจพิเศษ: ตรวจพบคลื่นพลังงานปริศนาแทรกซึมระดับ SSS]* *[ตำแหน่งเป้าหมาย: ใต้พื้นคอนกรีตชั้นใต้ดินของตึกนี้ - รอยร้าวต้นกำเนิดที่ถูกผนึกไว้เมื่อ 50 ปีก่อนกำลังถูก "บางสิ่ง" จากภายนอกกะเทาะออก]* ธาวินชะงักกึก ดวงตาหลังกรอบแว่นเบิกกว้างขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนระลอกใหม่ที่ไม่ได้มาจากแผ่นดินไหว แต่มาจาก "บางสิ่งที่กำลังเคาะประตู" จากเบื้องล่าง รินรดาหุบยิ้มทันที สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เธอกำด้ามกระบี่อาคมในมือแน่นจนข้อต่องอขาวโพลน ดวงตาคมกริบมองทะลุพื้นคอนกรีตลงไปเบื้องล่างด้วยความตื่นตะลึง “ไม่ใช่แค่วิญญาณเร่ร่อนแล้วค่ะธาวิน...” เสียงกระซิบของรินรดาเย็นเยียบจนน่าขนลุก “ผนึกโบราณที่ฉันทำไว้... กำลังถูกทำลายจากข้างใน... และไอ้สิ่งที่อยู่ข้างใต้นั่น มันตื่นจากการหลับใหลแล้วค่ะ” ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับรอยร้าวแห่งอดีตนะคะ
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัคคุเทศก์วิญญาณกับสถาปนิกผู้เห็นรอยร้าวในอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%