มัคคุเทศก์วิญญาณกับสถาปนิกผู้เห็นรอยร้าวในอดีต•ตอนที่ 19

ความจริงหลังม่านควัน

ผลงานโดย นภากระซิบผี
ปลายปากกาหมึกซึมในมือของธาวินสั่นน้อย ๆ ไม่ใช่เพราะความหนบหนาวของยามวิกาลที่โรยตัวปกคลุมเมืองโบราณแห่งนี้ แต่เป็นเพราะเส้นสายบนกระดาษไขแผ่นใหญ่ที่เพิ่งถูกทับซ้อนเข้ากับแผนผังเมืองยุคอาณานิคม มันกำลังฟ้องความจริงที่น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าสถาปนิกคนใดจะจินตนาการถึง "ไม่ใช่แค่ผังเมืองเพื่อการค้า... หรือระบบระบายน้ำใต้ดินแบบที่พวกเราสันนิษฐานไว้ตอนแรกใช่ไหมคะ คุณธาวิน" เสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความเฉียบขาดดังขึ้นจากมุมห้อง รินรดาในชุดเสื้อคลุมยาวสีเข้มกำลังยืนอยู่หน้าแผนที่สามมิติที่ถูกฉายขึ้นด้วยศิลาอาถรรพ์ แสงสีครามจากพลังงานวิญญาณส่องกระทบใบหน้านิ่งสงบของเธอให้เห็นเงาลึกใต้ดวงตา ค่ำคืนนี้พวกเขาร่วมกันไขปริศนามานานหลายชั่วโมง จนกระทั่งแผ่นแปลนสุดท้ายถูกวางทับลงไป ธาวินกวาดสายตาผ่านแว่นสายตา มองลอดผ่าน "รอยร้าว" สีทองจาง ๆ ที่ปรากฏขึ้นบนอากาศ รอยแตกเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากความชำรุดของอาคาร แต่มันคือเส้นสายพลังงานที่เชื่อมโยงทุกตึกรามบ้านช่อง ถนนทุกสาย และสวนสาธารณะทุกแห่งในเมืองนี้เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ระเบียบของมันแม่นยำเสียจนน่ากลัว เป็นโครงสร้างทางเรขาคณิตที่ซ่อนเร้นภายใต้ความเจริญรับรองของผังเมืองสมัยใหม่ "ครับ... ไม่สิ ดิฉันหมายถึง มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยค่ะคุณริน" ธาวินรีบแก้คำพูดเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงคุ้นชิน เขาพ่นลมหายใจยาวเพื่อเรียกสติ "ลองดูเส้นรอบวงของกำแพงเมืองเก่าสคะ มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันข้าศึกจากภายนอก แต่ถูกคำนวณสัดส่วนมาเพื่อสะท้อนและบีบอัดกระแสจิตวิญญาณให้อยู่ภายในวงจำกัด" นิ้วเรียวยาวของรินรดากดลงบนจุดกึ่งกลางของแผนที่ ซึ่งตรงกับตำแหน่งของจัตุรัสกลางเมืองพอดี "ค่ายกลปิดตายวิญญาณระดับมหภาค" เธอพึมพำ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด "โครงสร้างแบบนี้... ดิฉันเคยอ่านพบในบันทึกโบราณของสำนักมัคคุเทศก์วิญญาณ มันคือค่ายกล 'หกภพไร้ทางออก' ที่ใช้กักขังดวงวิญญาณนับแสนดวงไม่ให้ไปผุดไปเกิด เพื่อดึงเอาพลังงานดิบของพวกเขามาหล่อเลี้ยงบางสิ่งบางอย่างใต้ดิน... บางสิ่งที่กำลังหลับใหล" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วคราว กลิ่นอายของกระดาษเก่าและหมึกซึมผสมผสานกับกลิ่นอายความเย็นเยียบของวิญญาณที่ลอยวนเวียนอยู่รอบอาคาร ธาวินรู้สึกได้ถึงก้อนเนื้อในอกที่กระตุกวูบ ภาพเหตุการณ์ตึกถล่มในอดีตที่พรากครอบครัวของเขาไปแวบเข้ามาในหัว ความรู้สึกไร้พลังในวันนั้นสะท้อนกลับมาอีกครั้ง แต่วันนี้ เขามีความรู้ มีร่องรอย และมีสหายร่วมรบที่ยืนหยัดเคียงข้าง "ถ้าเมืองทั้งเมืองคือค่ายกล... แปลว่าตึกทุกหลังที่ผมเคยตรวจสอบโครงสร้าง และซ่อมแซมรอยร้าวมาตลอดหลายปีนี้ แท้จริงแล้วไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง แต่เป็น 'หมุดอักขระ' ที่ตอกตรึงวิญญาณให้อยู่กับที่อย่างนั้นสินะคะ" ธาวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาหลังกรอบแว่นฉายแววเจ็บปวดเมื่อตระหนักว่า ตนเองในฐานะสถาปนิก กลับเป็นผู้ช่วยดูแลและเสริมความแข็งแกร่งให้แก่คุกยักษ์แห่งนี้โดยไม่รู้ตัว "อย่าเพิ่งโทษตัวเองเลยค่ะคุณธาวิน" รินรดาเดินเข้ามาแตะบ่าของชายหนุ่มแผ่วเบา สัมผัสอุ่น ๆ จากเธอช่วยดึงสติเขาให้กลับคืนมา "พวกมันจงใจใช้มนุษย์ที่มีความรู้เรื่องโครงสร้างมาเป็นเครื่องมือตั้งแต่แรก ผู้สร้างค่ายกลนี้รู้ดีว่า หากไม่มีสถาปนิกคอยบำรุงรักษาตึกเหล่านี้ตามอายุไข ค่ายกลจะเสื่อมสลายไปเองในร้อยปี พวกมันจึงปล่อยให้คุณมองเห็นรอยร้าว เพื่อให้คุณซ่อมแซมและต่ออายุให้มันต่างหากล่ะคะ" ความจริงข้อนี้หนักหนasเกินกว่าจะรับไหว แต่ในฐานะสถาปนิกผู้รอบคอบ ธาวินไม่ยอมปล่อยให้ความสิ้นหวังครอบงำ สมองของเขาเริ่มคำนวณย้อนกลับอย่างรวดเร็ว โครงสร้างย่อมมีจุดอ่อน แรงกระทำย่อมมีจุดศูนย์ถ่วง และค่ายกล ต่อให้ใหญ่โตแค่ไหน ย่อมต้องมีรอยต่อที่เปราะบางที่สุด "ถ้าตึกเหล่านี้คือหมุด... เราก็แค่ต้องถอนมันออกทีละตัว" ธาวินเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่น ไหวพริบและความรู้ด้านวิศวกรรมผสมผสานกับศาสตร์ลี้ลับในหัวของเขาเริ่มทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ "ดิฉันคำนวณการรับน้ำหนักของค่ายกลนี้แล้วครับ หากเราทำลายจุดเชื่อมต่อที่ตึกหอคอยกลางเมือง ซึ่งเป็นจุดรับแรงอัดหลัก ค่ายกลทั้งหมดจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่และพังทลายลงจากภายใน" "มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะคะ..." รินรดายิ้มจาง ๆ มุมปาก แม้จะมีความกังวลฉายชัดในแววตา แต่เธอก็ยอมรับในความกล้าหาญของชายหนุ่ม "เพราะทันทีที่คุณขยับหอคอยนั้น 'ผู้ดูแลค่ายกล' ที่หลับใหลอยู่เบื้องล่าง จะต้องรู้ตัวอย่างแน่นอน และบางที... มันอาจจะกำลังรอให้พวกเราเดินลงไปหาพอดี" สิ้นเสียงของรินรดา หน้าต่างกระจกบานใหญ่ของห้องทำงานก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงคำรามต่ำ ๆ ที่ดังมาจากใต้พื้นดินสั่นสะท้อนไปทั่วทั้งเมือง ราวกับมีสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์กำลังพลิกตัวตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน หลอดไฟบนเพดานกระพริบถี่ก่อนจะดับวูบลง พร้อมกับหน้าจอระบบวิเคราะห์พลังงานของธาวินที่ปรากฏข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานขึ้นกลางอากาศ **[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบพลังงานระดับ SSS กำลังตื่นตัว - ค่ายกลกักขังวิญญาณเข้าสู่ภาวะวิกฤต]** **[คำเตือน: เป้าหมายไม่ทราบฝ่าย กำลังเคลื่อนตัวขึ้นมาจากชั้นใต้ดินของหอคอยกลางเมือง ระยะห่าง 300 เมตร และกำลังพุ่งตรงมายังตำแหน่งของคุณ]** ธาวินกวาดสายตาไปยังเงาดำมหึมาที่ทาบทับลงบนผังเมืองผ่านรอยร้าวของกระจก ก่อนจะหันมาสบตากับรินรดาที่ชักกระบี่อาถรรพ์ออกจากฝักด้วยท่าทางนิ่งสงบ แล้วขอบฟ้าเบื้องล่างก็สว่างวาบด้วยเปลวเพลิงสีคราม พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่กำลังก้าวขึ้นมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องของพวกเขา ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งอดีตมาด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ นภากระซิบผี
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัคคุเทศก์วิญญาณกับสถาปนิกผู้เห็นรอยร้าวในอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%