มัคคุเทศก์วิญญาณกับสถาปนิกผู้เห็นรอยร้าวในอดีต•ตอนที่ 21

บาดแผลที่ได้รับ

ผลงานโดย นภากระซิบผี
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอายดินชื้นแฉะของเขตอาคมชั้นนอกยังคงลอยอวลอยู่ในโพรงจมูก ยามที่ธาวินขบกรามแน่นจนสันนูน พร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งกดแผลฉีกขาดบริเวณหัวไหล่ของรินรดาเอาไว้เพื่อห้ามเลือด ผ้าแพรไหมเนื้อดีที่เคยพาดผ่านร่างระหงของมัคคุเทศก์วิญญาณสาว บัดนี้ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตสีเข้ม ดวงหน้าหวานล้ำที่เคยนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก กลับซีดเซียวจนแทบไร้สีเลือด หยดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามขมับและไรผมของเธอท่ามกลางความเงียบงันของห้องใต้ดินร้างแห่งนี้ "อย่าขยับค่ะ... รอยร้าวพลังงานรอบตัวคุณยังหมุนวนไม่นิ่ง ถ้าฝืนเดินลมปราณตอนนี้ เส้นชีพจรวิญญาณอาจจะขาดสะบั้นได้นะคะ" เสียงของธาวินแม้จะเจือด้วยความเหนื่อยล้าจากการใช้เนตรสถาปนิกคำนวณโครงสร้างอาคมจนพลังจิตเกือบ "ฉัน... ไม่เป็นไรมากหรอกค่ะคุณธาวิน แค่พลาดท่าให้กลไกค่ายกลโบราณของตระกูลหลี่เข้าหน่อยเดียว... เคล็ดวิชาปักษาพิทักษ์ของพวกมันยังมีพิษตกค้างอยู่" รินรดาฝืนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ริมฝีปากที่เคยระเรื่อสั่นระริกเล็กน้อยยามที่เธอพยายามจะขยับตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ความเจ็บปวดแปลบปลาบจากบาดแผลบริเวณหัวไหล่ก็ทำให้เธอต้องสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างอดกลั้น ธาวินทอดถอนหายใจยาวนาน เขาไม่ใช่คนช่างพูด และยิ่งไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการปฐมพยาบาลแผลไสยเวท แต่ในฐานะสถาปนิกที่ใช้ชีวิตอยู่กับการอ่านโครงสร้างและรอยร้าว เขาตระหนักดีว่าความเสียหายระดับนี้หากปล่อยไว้ ร่างกายและจิตวิญญาณของรินรดาจะประสานกันไม่ได้อีก มือหนาเอื้อมหยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีชาบรรจุ "ผงหินศิลาทิพย์" ซึ่งเป็นยาสมานรอยต่อวิญญาณที่พวกเขาเพิ่งค้นพบจากห้องสมุดใต้ดินในภารกิจก่อนหน้า ออกมาจากกระเป๋าคาดเอวอย่างระมัดระวัง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจับจ้องไปยังบาดแผลด้วยความนิ่งสงบ ทว่าหัวใจข้างในกลับเต้นระรัวอย่างผิดจังหวะ "อดทนหน่อยนะคะ... อาจจะแสบสักหน่อย เพราะตัวยาต้องเข้าไปประสานกับไออาคมที่ตกค้างอยู่ในเนื้อเยื่อ" ธาวินเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เขาขยับกายเข้าไปใกล้ร่างบางจนไหล่แทบชิดกัน ความใกล้ชิดนี้ทำให้ทั้งคู่ต่างรับรู้ได้ถึงไออุ่นและจังหวะการเต้นของหัวใจอีกฝ่ายท่ามกลางความมืดสลัว รินรดาชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาสีนิลคู่สวยช้อนขึ้นมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความตั้งใจและจริงจัง แววตาของเขาไม่มีความฉาบฉวย มีเพียงความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีสุขุมรอบคอบ ไอร้อนจากฝ่ามือของธาวินที่แตะลงบนผิวเนื้อใกล้แผลเพื่อประคองร่างเธอนั้น ทำเอาหัวใจที่ด้านชามานานนับร้อยปีของมัคคุเทศก์วิญญาณเกิดอาการสั่นไหวอย่างประหลาด เมื่อผงยาสัมผัสกับปากแผล แสงสีฟ้าอ่อนก็เรืองแสงวาบขึ้นพร้อมกับเสียง "ซ่า..." เบาๆ รินรดาเผลอหลุดเสียงครางแผ่วออกมาด้วยความเจ็บ พร้อมกับมือเรียวที่เอื้อมไปกำชายเสื้อแจ็คเก็ตของธาวินไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว แรงบีบนั้นสะท้อนถึงความเจ็บปวดทางกายและจิตใจที่กำลังถูกเยียวยา ธาวินสังเกตเห็นอาการนั้น เขารีบใช้มืออีกข้างกุมมือเรียวที่กำเสื้อเขาไว้เบาๆ เพื่อถ่าย and ส่งกระแสพลังงานจิตที่บริสุทธิ์และอบอุ่นไปช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้เธอ "ฉันอยู่นี่ค่ะ... ไม่ต้องกลัว" คำพูดสั้นๆ ที่เรียบง่าย แต่น้ำเสียงทุ้มนุ่มและหนักแน่นนั้นกลับมีพลังประหลาดในการดึงสติและสร้างความอบอุ่นให้พายุอารมณ์ในใจของรินรดาสงบลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา เห็นภาพสะท้อนของตัวเธอเองในแววตานั้น และตระหนักได้ทันทีว่า... ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้เป็นแค่เพียงผู้ร่วมชะตากรรมที่บังเอิญต้องมาทำภารกิจร่วมกันอีกต่อไปแล้ว ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วครู่ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันและเสียงของเศษซากอาคมที่สลายตัวไปทีละน้อย บาดแผลฉีกขาดที่หัวไหล่เริ่มสมานตัวเข้าหากันอย่างช้าๆ ตามกลไกของยาและพลังจิตที่ธาวินถ่ายทอดเข้าไป "ขอบคุณนะคะ... คุณธาวิน" รินรดาเอמהเสียงเบาราวเสียงกระซิบ ใบหน้าที่เคยซีดเซียวเริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมาบ้างแล้ว เธอยังคงไม่ยอมปล่อยมือออกจากชายเสื้อของเขา เช่นเดียวกับธาวินที่ไม่ได้ถอนมือออกจากการกุมมือเรียวนั้น "คุณคอยปกป้องฉันจากกลไกค่ายกลเมื่อครู่ต่างหาก ถ้าไม่มีบาตรอาคมของคุณบังคับทิศทางแรงกระแทกไว้ ฉันเองก็คงไม่รอดเหมือนกันค่ะ" ธาวินตอบกลับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและเต็มไปด้วยความจริงใจ ทว่า... บรรยากาศอันละมุนละไมและอบอุ่นหัวใจนั้น กลับถูกขัดจังหวะลงอย่างกะทันหัน เมื่อผนังคอนกรีตหนาเตอะเบื้องหลังพวกเขาจู่ๆ ก็เกิดรอยร้าวขนาดมหึมาลากยาวจากเพดานลงมาถึงพื้น พร้อมกับเสียง "ครืน..." ที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินแยก เศษฝุ่นและละอองปูนร่วงหล่นลงมาประหนึ่งหิมะสีเทา รินรดาผุดลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ แม้จะมีอาการเซเล็กน้อย แต่สัญชาตญาณของมัคคุเทศก์วิญญาณกลับร้องเตือนภัยระดับสูงสุด เนตรสถาปนิกของธาวินส่องประกายแสงสีทองวาบขึ้นทันทีที่เขากวาดสายตามองผ่านรอยร้าวของกำแพง กระแสพลังงานสีดำทมิฬที่หนาแน่นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ กำลังพวยพุ่งทะลักออกมาจากรอยแยกนั้น ราวกับกรงขังโบราณกำลังถูกทำลายลงจากภายใน และก่อนที่พวกเขาจะทันได้ตั้งตัว ประโยคข้อความสีแดงฉานอันน่าขนลุกก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้า ด้วยระบบแจ้งเตือนที่ไม่ได้มาจากภารกิจปกติทั่วไป— **[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบ "ราชันวิญญาณไร้เศียร" บอสลับแห่งอาณาเขตชั้นในตื่นจากการหลับใหล... ระยะเวลาทำลายล้าง: 00:03:00]** ธาวินเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาทมิฬขนาดยักษ์ที่ไร้ศีรษะ แต่กลับถือดาบโบราณเล่มโตพุ่งทะยานออกมาจากรอยร้าวพร้อมกับรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว รินรดากัดริมฝีปากแน่น เธอยกมือขึ้นประสานอินทร์ปลุกยันต์ผนึกขั้นสูงสุดขึ้นมาเตรียมพร้อมรับมือ แม้บาดแผลที่หัวไหล่จะยังไม่หายสนิทก็ตาม "จับมือฉันไว้แน่นๆ นะคะคุณธาวิน... ศึกครั้งนี้... เราถอยไม่ได้แล้วค่ะ!" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งอดีตมาด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ นภากระซิบผี
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัคคุเทศก์วิญญาณกับสถาปนิกผู้เห็นรอยร้าวในอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%