“ถอยไปเถอะครับคุณเกรียงไกร... สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ มันไม่ใช่ความต้องการของคุณจริงๆ หรอก”
เสียงของอาคมดังก้องท่ามกลางความเงียบงันในโถงเรือนไทยโบราณที่อบอวลไปด้วยกลิ่นธูปและสาบดินชื้นแฉะ เขาพยายามรักษาจังหวะหายใจให้มั่นคง แม้ในมือจะไม่มีอาวุธใดนอกจากเหรียญโบราณที่กำไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
เบื้องหน้าของเขาคือเกรียงไกร ชายวัยกลางคนผู้เป็นทายาทสายรองของตระกูลที่ถูก ‘เงา’ ของคุณหลวงเข้าครอบงำจนมืดบอด ดวงตาของเกรียงไกรบัดนี้เหลือเพียงสีดำสนิท ไร้วี่แววของความเป็นมนุษย์ เขากำมีดสั้นเล่มหนึ่งแน่น ปลายมีดสั่นระริกชี้ตรงไปที่รินรดาที่ยืนอยู่ด้านหลังอาคม
“แก... แกมันคนนอก...” เกรียงไกรแค่นเสียงออกมา น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและบิดเบี้ยวราวกับมีคนสองคนกำลังพูดผ่านลำคอเดียวกัน “อย่ามาขวางทาง... คุณหลวงท่านสั่งไว้... เลือดของนาง... ต้องเป็นเครื่องสังเวยเพื่อเปิดประตูบานนั้น”
รินรดาขยับกายออกมาข้างหน้าเล็กน้อย สายตาของเธอไม่ได้มองเกรียงไกรด้วยความโกรธแค้น แต่มองลึกลงไปถึงดวงวิญญาณที่สิงสู่ สัมผัสพิเศษที่เธอมักจะหวาดกลัว บัดนี้กลายเป็นเข็มทิศที่ทำให้เธอเห็นเงาสีดำทมิฬที่เกาะกุมแผ่นหลังของชายผู้นี้เอาไว้ มันคือไอเย็นยะเยือกที่แผ่พุ่งออกมาจนบรรยากาศรอบข้างดูเหมือนจะแข็งตัว
“คุณหลวงคะ” รินรดาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอเรียบนิ่งแต่ทรงพลัง “ท่านตายไปนานแล้ว เกียรติยศที่ท่านต้องการรักษาไว้ มันพังทลายลงตั้งแต่วันที่ท่านยอมเป็นทาสของความอาฆาตมาดร้ายแล้ว ท่านไม่รู้สึกตัวบ้างหรือว่าสิ่งที่ท่านทำอยู่ มันมีแต่จะทำให้ตระกูลของเราสูญสิ้นไปชั่วนิรันดร์”
เกรียงไกรแผดเสียงหัวเราะลั่น เสียงนั้นบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของทั้งคู่ ก่อนที่ร่างของเขาจะพุ่งเข้าหาอาคมด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์!
อาคมเบี่ยงตัวหลบคมมีดอย่างฉิวเฉียด เขาอาศัยจังหวะที่เกรียงไกรเสียหลักกระแทกฝ่ามือเข้าที่กลางหลังของอีกฝ่าย หวังจะสกัดจุดกักขังวิญญาณ แต่ทว่า แรงปะทะนั้นกลับสะท้อนกลับมาอย่างรุนแรงราวกับเขาเพิ่งกระแทกเข้ากับกำแพงเหล็ก อาคมกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว รินรดารีบปราดเข้ามาประคองไว้
“อย่าเพิ่งเข้าไปใกล้ครับริน!” อาคมกระซิบเตือน เลือดสีแดงสดไหลซึมจากมุมปากของเขา
เกรียงไกรไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว เขาพุ่งเข้าหารินรดาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ใช้มีดเพียงอย่างเดียว แต่คว้าคอเสื้อของเธอไว้แล้วเหวี่ยงจนร่างบางกระแทกกับเสาเรือนต้นใหญ่ เสียงไม้ลั่นดังลั่นด้วยแรงปะทะ รินรดาจุกจนพูดไม่ออก แต่เธอก็ยังกัดฟันแน่น มือข้างหนึ่งหยิบสร้อยประคำที่ห้อยคอออกมา
“ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อสู้กับคุณเกรียงไกร...” รินรดากล่าวขณะพยายามยันกายลุกขึ้น “ฉันมาเพื่อปลดปล่อยคุณจากความทรมานนี้!”
เธอกระชากประคำขาดกระจาย เศษไม้กฤษณาพุ่งเข้าใส่เกรียงไกรราวกับกระสุน แสงสีทองจางๆ เปล่งประกายออกมาจากเศษไม้เหล่านั้น ทันทีที่มันสัมผัสกับผิวหนังของเกรียงไกร เงาสีดำที่ปกคลุมเขาก็กรีดร้องโหยหวน มันบิดเบี้ยวและพยายามจะหลุดออกจากร่างของเกรียงไกร
“แก! อีเด็กคนนี้... แกมันก็ไม่ต่างจากพวกมัน!” เสียงของคุณหลวงคำรามก้องอยู่ในเรือน แผ่นไม้ฝาผนังสั่นสะเทือนจนฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย ของตกแต่งในเรือนเริ่มโยกไหวราวกับแผ่นดินไหวขนาดย่อม
อาคมเห็นโอกาสนั้นจึงรีบหยิบยันต์เกราะเพชรที่เขียนด้วยเลือดอาคมขึ้นมาเตรียมซัด แต่ทันใดนั้น เกรียงไกรที่ดูเหมือนจะหมดสติไปครู่หนึ่งกลับเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาเปลี่ยนจากสีดำสนิทกลายเป็นสีแดงก่ำราวกับโลหิต เขากระชากสร้อยประคำที่ติดอยู่บนตัวออกอย่างบ้าคลั่ง เล็บที่ยาวขึ้นผิดปกติข่วนใบหน้าตัวเองจนเลือดไหลนอง
“ไม่ได้ผล...” อาคมหน้าถอดสี “วิญญาณของคุณหลวงแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้มาก มันยอมสละเนื้อหนังของเกรียงไกรเพื่อให้ได้พลังอำนาจนี้!”
เกรียงไกรกระโดดขึ้นไปบนขื่อเรือนด้วยท่าทางประหลาดเหมือนแมวร้าย เขาทอดสายตามองลงมายังรินรดาและอาคมที่อยู่เบื้องล่าง รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าเขาบิดเบี้ยวเกินกว่ามนุษย์จะทำได้
“พวกเจ้าช่างดื้อรั้นนัก” เสียงที่เปล่งออกมาไม่ใช่เกรียงไกรอีกต่อไป แต่เป็นเสียงทรงอำนาจของบุรุษสูงศักดิ์ที่เต็มไปด้วยความพยาบาท “ในเมื่อต้องการจะขัดขวางข้ามากนัก งั้นก็จงมาเป็นส่วนหนึ่งของเรือนนี้ไปตลอดกาลเสียเถิด”
ทันใดนั้น บานหน้าต่างทุกบานในเรือนก็ปิดลงพร้อมกันจนเกิดเสียงดังสนั่นเหมือนฟ้าผ่า ประตูทางออกที่รินรดาและอาคมเพิ่งเดินเข้ามาถูกปิดตายด้วยเงาดำที่หนาแน่นราวกับกำแพงเหล็ก แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันเริ่มหรี่ลงจนเหลือเพียงแสงวูบวาบเหมือนจะดับมอด
รินรดารู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง เธอสัมผัสได้ถึงมือที่มองไม่เห็นนับร้อยคู่ที่เริ่มยื่นออกมาจากรอยแยกของพื้นไม้ พวกมันคือเหล่าวิญญาณผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกกักขังไว้ในเรือนนี้มาก่อนหน้า
“ริน... ถอยมาข้างหลังผม!” อาคมตะโกนขึ้นพร้อมกับกางอาคมข่ายขึ้นปกป้อง แต่ทว่าเงาดำที่พุ่งออกมาจากร่างของเกรียงไกรกลับรวดเร็วกว่า มันเข้าจู่โจมข่ายอาคมของอาคมจนแตกละเอียดในคราวเดียว
รินรดาเห็นอาคมล้มลงกับพื้นอย่างหมดทางสู้ เธอจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่อันตรายที่สุด เธอหยิบมีดด้ามทองที่เธอเก็บได้จากห้องลับในใต้ถุนเรือนออกมา—มีดเล่มที่เป็นต้นเหตุของคำสาปทั้งหมด
“อยากได้เลือดนักใช่ไหม...” รินรดาพึมพำกับตัวเอง มือเรียวบางกรีดลงบนฝ่ามือของตัวเองจนเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา เธอไม่ได้หวาดกลัวต่อความเจ็บปวด เพราะเธอรู้ว่าเลือดของสายเลือดโดยตรงนี้ คือกุญแจสำคัญที่จะหยุดความบ้าคลั่งนี้ได้
ทว่าในขณะที่เธอเตรียมจะใช้เลือดนั้นวาดอาคมลงบนพื้นเรือน มือของใครบางคนก็คว้าข้อมือเธอไว้แน่น
“เจ้าทำอะไรของเจ้า... รินรดา?”
รินรดาหันไปมองเจ้าของมือนั้นด้วยความตกตะลึง เพราะคนที่คว้าข้อมือเธอไว้ ไม่ใช่ทั้งเกรียงไกร หรือวิญญาณคุณหลวง แต่เป็นชายหนุ่มในชุดไทยย้อนยุคที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ดวงตาของเขามีประกายเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก และเขาก็คือคนเดียวกับที่อยู่ในรูปภาพเก่าแก่ที่ถูกทิ้งไว้ในมุมมืดของเรือน... คนที่ตายไปเมื่อร้อยปีก่อน!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดไปกับผมในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ศาลาริมน้ำโบราณ
คฤหาสน์ร้อยวิญญาณ: ปริศนาคำสาปเงาอดีต•ตอนที่ 35
ต่อสู้กับคนเป็น
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คฤหาสน์ร้อยวิญญาณ: ปริศนาคำสาปเงาอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!