“อย่าแตะต้องกลอนประตูนั่นรินรดา!”
เสียงของอาคมตวาดลั่นก้องโถงเรือนไม้สักเก่าแก่ แรงสั่นสะเทือนจากฝ่ามือของรินรดาที่แตะลงบนไม้กระดานสลักลายกนกส่งผลให้ทั่วทั้งหลังคาสั่นไหวราวกับเรือนไทยทั้งหลังกำลังกรีดร้อง ความมืดมิดที่ควรจะเป็นยามวิกาลกลับถูกแทนที่ด้วยสีดำสนิทที่เข้มข้นกว่าปกติ ราวกับว่าแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันในมือของเขากำลังถูกดูดกลืนให้หดเล็กลงเรื่อยๆ
รินรดาชักมือกลับทันควัน ดวงตาที่เบิกกว้างสั่นระริก เธอมองไปที่บานประตูใหญ่ที่เคยเปิดออกสู่ระเบียงริมน้ำได้ บัดนี้มันกลับแน่นหนาไร้รอยต่อ ราวกับไม้ชิ้นเดียวกันถูกเสกขึ้นมาปิดกั้นโลกภายนอกไว้อย่างถาวร
“อาคม... มันไม่ใช่แค่กลอนประตูธรรมดาแล้ว” รินรดากระซิบ เสียงของเธอแหบพร่า “ฉันรู้สึกถึงลมหายใจ มันกำลังหายใจอยู่... ใต้เนื้อไม้พวกนี้”
อาคมขยับเข้ามาใกล้ มือหนาของเขากำวัตถุมงคลที่คอไว้แน่น สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้อง ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นปราดขึ้นมาจากพื้นเรือน มันไม่ใช่ความหนาวจากสายลม แต่มันคือความหนาวที่ซึมลึกเข้าถึงกระดูกดำ เหมือนคนตายกำลังโอบกอดจากด้านหลัง
“มนต์ดำแบบนี้... นี่คือ ‘กรงขังมรณะ’ ที่หลวงปู่เคยเล่าให้ฟัง” อาคมกล่าวพลางก้าวถอยหลังอย่างระมัดระวัง “คนโบราณเชื่อว่าหากเจ้าของเรือนต้องการกักขังวิญญาณคนบาปไว้ในภพภูมิที่ไม่มีวันออกไปได้ เขาจะทำพิธี ‘ปิดตายเรือนตาย’ ไม่ใช่เพื่อป้องกันโจรขโมย แต่เพื่อไม่ให้คนที่อยู่ข้างในได้ไปเกิดใหม่”
“แล้วเรา... เราเข้ามาอยู่ในจุดที่เขาต้องการให้ขังพอดีเลยหรือคะ?” รินรดาถาม มือที่สั่นเทาเผลอไปสัมผัสกับผนังไม้ที่เย็นเฉียบจนเหมือนน้ำแข็ง
“ไม่ใช่แค่เรา” อาคมหันไปมองเงามืดที่มุมห้อง เงาของใครบางคนกำลังขยับเขยื้อน มันไม่ใช่เงาของพวกเขา แต่มันคือเงาที่สูงตระหง่านและมีหัวร่อที่บิดเบี้ยว “มันจงใจล่อพวกเราเข้ามา เพื่อให้เป็นตัวแทนที่ต้องรับโทษทัณฑ์แทนบรรพบุรุษของตระกูลคุณ”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทหนังแบบคนสมัยก่อนก็ดังขึ้นบนพื้นเรือน *ตึง... ตึง... ตึง...* จังหวะการก้าวเดินนั้นเชื่องช้า ทว่าทรงพลังจนพื้นไม้สั่นสะท้าน รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น กลิ่นธูปเก่าๆ ผสมกับกลิ่นสาบของศพโชยมาแตะจมูก
“คุณหลวง...” รินรดาอุทานแผ่วเบา
ร่างโปร่งแสงในชุดราชปะแตนสีหม่นปรากฏขึ้นตรงหน้าประตูที่ถูกปิดตาย ชายชราในเครื่องแบบขุนนางเก่าแก่ยืนสงบนิ่ง ดวงตาของเขาไม่มีแววตาสีขาวขุ่นมัวเต็มไปด้วยความเคียดแค้นที่สั่งสมมานานนับร้อยปี เขาไม่ได้มองมาที่รินรดา แต่มองทะลุผ่านเธอไปราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ
“กูสร้างเรือนนี้ขึ้นมาด้วยเลือด...” เสียงนั้นแหบพร่าและก้องกังวานราวกับออกมาจากห้วงลึกของบาดาล “ใครที่เหยียบย่างเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต... จงอยู่ที่นี่... ตลอดกาล”
“เราไม่ได้มาเพื่อลบหลู่!” อาคมตะโกนขึ้น พลางยกย่องมือขึ้นทำสมาธิ “เรามาเพื่อปลดปล่อยวิญญาณที่ถูกจองจำในตระกูลรินรดา การกักขังผู้บริสุทธิ์มีแต่จะทำให้บ่วงกรรมของคุณยิ่งหนาแน่นขึ้น!”
วิญญาณคุณหลวงหันขวับมามองอาคมทันที มุมปากที่ซีดเซียวเหยียดยิ้มอย่างสมเพช “ปลดปล่อยงั้นรึ? เจ้าเด็กเมื่อวานซืน... ความแค้นของข้าคือความจงรักภักดีที่ไม่มีวันจางหาย ใครที่สืบสายเลือดมา มันต้องชดใช้แทนบรรพบุรุษของมัน!”
สิ้นเสียงคำราม แรงลมมหาศาลก็พัดกระหน่ำเข้ามาในห้องปิดตาย ทั้งที่ไม่มีหน้าต่างบานไหนเปิดอยู่ สิ่งของในเรือนเริ่มลอยละล่อง โต๊ะไม้แกะสลักถูกฟาดฟันด้วยพลังลึกลับจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ รินรดารีบหลบหลังอาคม ในขณะที่ชายหนุ่มพยายามร่ายมนต์สกัดกั้น แต่พลังของเขากลับดูเหมือนจะลดทอนลงไปทุกขณะเมื่อเผชิญหน้ากับอำนาจมืดมหาศาลภายในเรือนแห่งนี้
“อาคม ระวัง!”
รินรดาผลักอาคมหลบคมดาบที่พุ่งออกมาจากเงามืดทันท่วงที มันเป็นดาบไทยโบราณที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ พุ่งเข้าใส่ตำแหน่งที่อาคมยืนอยู่เมื่อครู่ หากช้าไปเพียงเสี้ยววินาที เขาคงถูกแทงทะลุร่างเป็นแน่แท้
ความตึงเครียดภายในเรือนพุ่งถึงขีดสุด ทั้งคู่ถูกต้อนจนมุมไปติดที่มุมห้อง รินรดาเริ่มหายใจไม่ออก ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบคอไว้ ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจ แต่เธอก็รู้ดีว่าหากยอมแพ้ในตอนนี้ ทุกอย่างจะจบสิ้นลงอย่างถาวร
อาคมกัดฟันแน่น เลือดซิบออกมาที่ขอบปากจากการฝืนใช้พลังสมาธิ “รินรดา... ฟังผมนะ เราต้องทำพิธี ‘เปิดทวาร’ จากภายในเรือน แต่มันต้องใช้เลือดของผู้ที่มีเชื้อสายตระกูลคุณเท่านั้น... คุณกล้าไหม?”
รินรดามองดูมีดสั้นอาคมที่ยื่นมาให้ มือของเธอสั่นระริก แต่แววตาของเธอกลับแน่วแน่ขึ้น “ถ้ามันคือทางเดียวที่จะจบเรื่องนี้... ทำเลยค่ะ”
อาคมคว้ามือของรินรดาไว้แน่น เขาเตรียมจะกรีดลงบนฝ่ามือของเธอ แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่เคยเดินวนเวียนกลับหยุดลงอย่างกะทันหัน ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมไปทั่วเรือน ราวกับโลกทั้งใบถูกหยุดเวลาไว้
“หยุดมือของเจ้าเสีย” เสียงของคุณหลวงดังขึ้นใกล้ใบหูของรินรดาจนเธอขนลุกชัน เธอหันไปมองข้างตัวและต้องผงะเมื่อพบว่าวิญญาณคุณหลวงไม่ได้อยู่หน้าประตูแล้ว แต่เขากลับมายืนประชิดติดตัวเธอ ร่างกายที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งนั่นทำให้ผิวหนังของเธอรู้สึกปวดแสบ
“เพราะที่นี่ไม่มีทางออกตั้งแต่แรก...” วิญญาณคุณหลวงกระซิบเสียงเย็น “และคนที่พวกเจ้าพยายามจะช่วยน่ะ... เขาไม่ได้ต้องการออกไปจากที่นี่เลย”
ร่างที่ไร้วิญญาณร่างหนึ่งค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากใต้เงามืดในมุมห้อง ร่างนั้นสวมชุดโบราณสภาพขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าซีดเผือดจนเกือบจะเป็นสีคราม แต่เมื่อร่างนั้นเงยหน้าขึ้น รินรดาก็ต้องกรีดร้องออกมาด้วยความตกตะลึงจนสุดเสียง
นั่นไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่คือร่างของรินรดาอีกคนหนึ่ง ที่มีแววตาสีดำสนิทและใบหน้าที่ยิ้มกริ่มอย่างน่าสะพรึงกลัว!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดและเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้ายไปกับผมในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ศาลาริมน้ำโบราณ
คฤหาสน์ร้อยวิญญาณ: ปริศนาคำสาปเงาอดีต•ตอนที่ 36
กรงขังไร้ทางออก
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คฤหาสน์ร้อยวิญญาณ: ปริศนาคำสาปเงาอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!