“ดับไฟเสีย! อย่าให้เหลือแม้แต่แสงเดียว!”
อาคมตวาดเสียงกร้าว มือหนาคว้าข้อมือรินรดาไว้แน่นดึงให้หลบเข้าหลังเสาไม้สักที่สั่นสะเทือนตามแรงกระแทกจากบางสิ่งที่มองไม่เห็น เทียนเล่มสุดท้ายที่ปักไว้บนบายศรีปากชามดับวูบลงราวกับถูกลมมรสุมพัดผ่าน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดที่ตลบอบอวลอยู่ในอากาศจนน่าสะอิดสะเอียน
พิธีกรรมสะกดวิญญาณที่ควรจะเป็นจุดจบของเรื่องราวกำลังแปรเปลี่ยนเป็นทัณฑ์ทรมานที่พวกเขากำลังร่วมกันก่อขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
“มันไม่ได้ผล...” รินรดากระซิบ เสียงของเธอสั่นเครือ ดวงตาที่เบิกกว้างในความมืดเห็นเงาร่างมหึมาของชายสูงศักดิ์ในชุดราชปะแตนสีหม่นยืนตระหง่านอยู่กลางเรือน ร่างนั้นไม่ได้มีเพียงความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความกระหายที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลที่ยาวนาน “อาคม... ยิ่งเราสวดมนต์มากเท่าไหร่ ท่านยิ่งดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้น”
“ข้าประเมินความแค้นของเขาต่ำไป” อาคมกัดฟันแน่น หยาดเหงื่อกาฬไหลซึมผ่านไรผม เขาคว้ากริชอาคมที่สลักอักขระขอมโบราณขึ้นมามั่น มืออีกข้างล้วงยันต์กันภัยออกมาเตรียมพร้อม “เขาไม่ได้ต้องการไปสู่สุคติ ริน... เขาต้องการ ‘เลือด’ เพื่อต่อลมหายใจในเงาของเรือนนี้”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกดังขึ้นจากมุมมืด ฟังดูเหมือนเสียงบดกระดูกของสัตว์ป่าที่ใกล้เข้ามาทุกที แสงสลัวจากจันทร์เสี้ยวที่ส่องผ่านหน้าต่างเรือนไทยทำให้เห็นเงาของคุณหลวงขยายใหญ่ขึ้นจนบดบังผนังไม้ทั้งหมด
รินรดารู้สึกได้ถึงสัมผัสเย็นเยียบที่แตะลงบนต้นคอ มันเป็นสัมผัสที่คุ้นเคย... เป็นสัมผัสของเลือดเนื้อเชื้อไขที่ผูกพันด้วยคำสาปแช่งนับร้อยปี เธอทรุดตัวลงคุกเข่า ความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้าสู่ขั้วหัวใจราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทง
“เจ้าพยายามจะขังข้าอีกครั้งรึ... รินรดา?” เสียงนั้นก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นเสียงที่ดังขึ้นจากความว่างเปล่า “บรรพบุรุษของเจ้าขายวิญญาณให้ข้า เพื่อแลกกับความรุ่งเรืองบนซากศพของผู้อื่น วันนี้... เจ้าจะมาเรียกร้องความยุติธรรมอันใด?”
“ข้าไม่ยอม!” รินรดาตะโกนตอบ แม้ความกลัวจะกัดกินหัวใจ แต่สายเลือดในกายเธอกำลังเดือดพล่าน “เรือนนี้ไม่ใช่ของท่านอีกต่อไป ท่านควรจะไปในที่ที่ท่านควรอยู่!”
อาคมพุ่งตัวออกไปขวางหน้าหญิงสาว เขาตวัดกริชลงบนฝ่ามือเลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นไม้กระดานทันทีที่เลือดแตะพื้น อาคมบริกรรมคาถาด้วยเสียงอันหนักแน่นและทรงพลัง วงล้อมแห่งแสงสีทองสว่างวาบขึ้นรอบตัวพวกเขา ทว่า... แสงนั้นกลับสั่นไหวและค่อยๆ หม่นแสงลงราวกับถูกสูบพลังงานออกไป
“อาคม ระวัง!” รินรดาร้องเตือนเมื่อเห็นเงาสีดำพุ่งผ่านทะลุหน้าอกของอาคมจนเขากระเด็นไปกระแทกผนังไม้จนแตกกระจาย
ชายหนุ่มกระอักเลือดออกมาคำโต เขายันกายลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก สายตาที่มองไปยังคุณหลวงเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง “มันไม่ใช่ผี... ริน... มันคือพลังงานด้านมืดที่ถูกสะสมไว้ในโครงสร้างของเรือนนี้ การทำพิธีเมื่อครู่คือการเปิดประตูให้มันกลับมามีอำนาจสมบูรณ์!”
“หมายความว่ายังไง?”
“หมายความว่า... ยิ่งเราทำพิธีไล่ มันยิ่งแข็งแกร่ง เพราะมันคือเจ้าของที่นี่โดยชอบธรรมตามสัญญาสีเลือดที่ตระกูลเจ้าทำไว้!”
คุณหลวงก้าวเข้ามาใกล้ แววตาที่ว่างเปล่าของวิญญาณร้ายจ้องมองรินรดาด้วยความสมเพช มือที่ดูโปร่งแสงแต่กลับเต็มไปด้วยพลังอำนาจเอื้อมมาบีบที่ลำคอของรินรดา เธอรู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังจะหลุดออกจากร่าง อากาศรอบตัวหายไปหมดสิ้น
รินรดาพยายามใช้มือแกะมือของวิญญาณร้ายออก แต่ยิ่งดิ้นรน ความเจ็บปวดกลับทวีคูณ เธอเหลือบไปเห็นอาคมที่พยายามจะวิ่งเข้ามาช่วย แต่ถูกม่านพลังที่มองไม่เห็นกระแทกจนล้มลงอีกครั้ง
“เจ้าไม่มีทางหนีพ้น...” เสียงของคุณหลวงกระซิบข้างหู “เมื่อตะวันขึ้น... ร่างของเจ้าจะเป็นภาชนะชิ้นใหม่ให้กับนางผู้รอคอยอยู่ในหลุมลึกใต้เรือนนี้”
รินรดารวบรวมสติที่เหลืออยู่น้อยนิด เธอกัดริมฝีปากจนเลือดซึมออกมา แล้วป้ายเลือดนั้นลงบนสร้อยคอประคำไม้กฤษณาที่เธอสวมไว้ ความเชื่อที่บรรพบุรุษทิ้งไว้บอกว่า ‘เลือดของสายเลือดที่แท้จริง คือกุญแจและคือโซ่ตรวน’
เธอไม่ยอมให้มันจบลงแค่นี้ เธอจะใช้เลือดนี้... ผูกมัดเขาไว้กับความแค้นที่ไม่มีวันดับด้วยตัวเธอเอง
รินรดากระชากสร้อยประคำออกแล้วขว้างใส่กลางอกของคุณหลวง ทันใดนั้น แสงสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นทั่วทั้งเรือน มันไม่ใช่แสงแห่งความบริสุทธิ์ แต่เป็นแสงแห่งการทำพันธสัญญาที่บิดเบี้ยว วิญญาณของคุณหลวงชะงักงัน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วป่าละเมาะรอบเรือน
ทว่า... ในวินาทีที่รินรดาคิดว่าเธอได้หยุดมันไว้แล้ว พื้นเรือนใต้ฝ่าเท้าเธอกลับทรุดตัวลงอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เดินขึ้นมาจากใต้ถุนเรือน... เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและจังหวะการเดินที่คุ้นเคยอย่างประหลาด
ร่างหนึ่งก้าวขึ้นมาจากความมืดเบื้องล่าง ในมือถือตะเกียงน้ำมันเก่าๆ ที่ดับไปนานแล้ว แต่มันกลับมีไฟลุกโชนขึ้นมาเองโดยไม่มีคนจุด
รินรดาเบิกตากว้างจนแทบหยุดหายใจ บุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอในขณะนี้ ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ‘ชายที่เธอเชื่อว่าเสียชีวิตไปแล้วในพิธีเมื่อห้าปีก่อน’
เขามองรินรดาด้วยสายตาที่เย็นชา ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของเธอพังทลายลง “เจ้าทำพลาดไปแล้วรินรดา... เพราะคนที่เรียกข้ากลับมาจากความตาย ไม่ใช่วิญญาณร้ายตนนี้... แต่เป็น ‘ตัวเจ้าเอง’”
ศาลาริมน้ำโบราณขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมลุ้นระทึกไปกับความดำมืดในจิตใจคนและวิญญาณนะครับ
คฤหาสน์ร้อยวิญญาณ: ปริศนาคำสาปเงาอดีต•ตอนที่ 28
ความแค้นที่ไม่มีวันดับ
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คฤหาสน์ร้อยวิญญาณ: ปริศนาคำสาปเงาอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!