"อย่าดึง... มันจะขาดคาคีบ"
น้ำเสียงของอาคมแหบพร่าและเต็มไปด้วยความตึงเครียด ปลายนี้วของเขาเปื้อนคราบฝุ่นอิฐและหยาดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มขมับ แสงไฟฉายคาดหัวของชายหนุ่มสาดส่องตรงไปยังรอยแตกกว้างเกือบหนึ่งคืบ บริเวณซอกเสาไม้สักทองโบราณที่ถูกโบกทับด้วยปูนตำหนาเตอะ
รินรดากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากอย่างยากลำบาก หัวใจของเธอดิ่งวูบลงไปถึงตาตุ่ม สัมผัสเย็นยะเยือกที่แผ่นหลังไม่ได้มาจากลมค่ำที่พัดผ่านเรือนไทยโบราณหลังนี้ แต่มันคือ ‘ความหนาวเหน็บ’ ที่แผ่ซ่านมาจากความมืดมิดภายในช่องว่างของผนัง เสียงกระซิบแผ่วเบาคล้ายเสียงคนแก่บ่นพึมพำลอดออกมาจากรอยแยกนั้น ราวกับมีใครบางคนกำลังกดทับ หายใจรดต้นคอพวกเขาอยู่เบื้องหลัง
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความหวาดกลัวที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ นิ้วเรียวยาวสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่พยายามประคองคีมเหล็กในมือให้มั่นคง "ฉันระวังอยู่... แต่มันเหมือนมีอะไรบางอย่างยื้อไว้ข้างใน อาคม ฉันรู้สึกได้ มันกำลังดึงรั้ง"
"อดทนหน่อยริน เรามาไกลเกินกว่าจะถอยแล้ว" อาคมเอ่ยเสียงเข้ม ดวงตาคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยวแต่ก็ซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด เขาเอื้อมมือมาทาบทับมือที่สั่นเทาของหญิงสาว ฝ่ามือของชายหนุ่มอุ่นจัดและนั่นช่วยดึงสติของเธอให้กลับคืนมาบ้าง "จำไว้ว่าที่เรามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อรื้อฟื้นอดีต แต่มันคือการยุติคำสาปที่จองจำตระกูลของคุณมานับร้อยปี"
กรอบไม้สักเก่าลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับกระดูกที่กำลังหักสะบั้น กลิ่นอับชื้นของกาลเวลาผสมผสานกับกลิ่นสาบสางจางๆ คล้ายซากสัตว์เน่าเปื่อยพวยพุ่งออกมาเตะจมูกจนรินรดาสสำลัก เธอเบือนหน้าหนีเล็กน้อย ใช้มืออีกข้างปิดจมูก ทว่าในวินาทีนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นวัตถุสีคล้ำชิ้นหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในผนัง
มันคือสมุดบันทึกปกหนังสีดำสนิท ขอบกระดาษเปื่อยยุ่ยจนเกือบกลายเป็นผง รินรดากลั้นหายใจ เอื้อมมือสอดเข้าไปในช่องแคบๆ นั้น ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับความเย็นเยียบราดน้ำแข็งของผิวหนังเก่าคร่ำคร่า ก่อนจะออกแรงดึงมันออกมาอย่างระมัดระวัง
*พรึบ!*
ทันทีที่สมุดบันทึกเล่มนั้นหลุดพ้นจากผนัง ลมกระโชกแรงสายหนึ่งก็พัดกระหน่ำเข้ามาในห้องมืดทึบอย่างไร้ที่มา หน้าต่างไม้สักที่เคยปิดสนิทกระแทกวงกบเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากเปิด ไฟฉายคาดหัวของอาคมกะพริบไหวรุนแรงก่อนจะดับวูบลง เหลือเพียงแสงสลัวจากดวงจันทร์สีเลือดที่ลอยเด่นอยู่เหนือยอดไม้ ชาดฉานย้อมบรรยากาศภายในเรือนให้กลายเป็นสีชาด
"ไฟฉายเสียเหรอ?" รินรดาร้องถาม เสียงสั่นพร่าสะท้อนก้องในความเงียบ
"เปล่า... แบตเตอรี่เพิ่งเปลี่ยนเมื่อกี้" อาคมตอบเสียงต่ำ มือควานหาไฟฉายสำรองในกระเป๋าเสื้ออย่างรวดเร็ว "ระวังตัวนะริน บรรยากาศเปลี่ยนไปแล้ว"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจของรินรดที่เต้นโครมครามดังสนั่นในอก เธอก้มมองสมุดบันทึกในมือ น้ำหนักของมันช่างหนักอึ้งราวกับแบกวิญญาณคนนับร้อยเอาไว้ หน้าปกหนังปรากฏรอยเปื้อนสีคล้ำที่ต่อให้ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานแค่ไหน เธอก็ยังมั่นใจว่ามันคือ... "รอยเลือด"
ทั้งคู่ถอยร่นมารวมกันที่โต๊ะไม้ขาสิงห์กลางห้อง อาคมจุดเทียนไขเล่มเล็กที่พกติดตัวมา แสงวับแวมสีส้มสาดส่องใบหน้าที่ซีดเผือดของทั้งสองให้ดูเด่นชัดขึ้น ความมืดรอบตัวราวกับมีชีวิต มันขยับเข้าใกล้เข้ามาทุกที คล้ายฝูงเงาดำที่กำลังเกาะกุมระเบียงเรือน
"เปิดดูสิ" อาคมพยักเพยิด รินรดากลืนน้ำลายลงคอก่อนจะค่อยๆ พลิกหน้าปกสมุดบันทึกที่เปราะบางด้วยความทะนุถนอมสูงสุด
หน้าแรกของสมุดปรากฏลายมือหวัดๆ แต่หนักแน่นด้วยหมึกสีดำสนิทที่ยังดูสดใหม่อย่างน่าประหลาด ราวกับเพิ่งถูกเขียนขึ้นเมื่อวานนี้เอง หัวข้อด้านบนสุดเขียนด้วยตัวอักษรบรรจงที่แฝงไว้ด้วยความอาฆาตมาดร้าย:
*‘บันทึกแห่งการจองจำ: เลือดล้างเลือด วิญญาณแลกวิญญาณ’*
รินรดากวาดสายตาอ่านบรรทัดถัดไปอย่างรวดเร็ว สมองของเธอประมวลผลคำแต่ละคำที่ปรากฏบนหน้ากระดาษ หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อตระหนักว่า ลายมือนี้ไม่ใช่ของใครอื่น แต่เป็นของ ‘คุณหลวงวิชิตไพรี’ บรรพบุรุษผู้สร้างเรือนหลังนี้ขึ้นมา และเป็นเจ้าของเงาดำที่ตามหลอกหลอนเธอยามค่ำคืน
*‘...ข้ามิได้กระทำผิด ผู้ใดที่บังarชาญกล้ามาแตะต้องสมบัติแห่งตระกูล หรือคิดจะปลดปล่อยพวกมัน มันผู้นั้นจักต้องชดใช้ด้วยลมหายใจ ลูกหลานสายตรงคนสุดท้ายจักต้องถูกพรากวิญญาณมาเป็นบริวารข้าชั่วนิรันดร์ สัญญาเลือดนี้มิมีวันเสื่อมคลาย...’*
ปลายนิ้วของรินรดาสั่นระริกขณะไล่อ่านบรรทัดล่างลงไป รายชื่อของญาติผู้ใหญ่ในตระกูลที่เสียชีวิตอย่างปริศนาในอดีตถูกบันทึกไว้ทีละคน พร้อมกับสาเหตุการตายที่ระบุไว้อย่างน่าสยดสยอง—*‘ไหลตาย’ ‘ผูกคอตาย’ ‘วิกลจริตกระโดดน้ำ’*—และในหน้าสุดท้ายของบันทึก มีข้อความที่ถูกเขียนด้วยรอยเลือดข้นคลั่ก ลายเส้นบิดเบี้ยวราวกับคนเขียนกำลังคลุ้มคลั่งถึงขีดสุด
*‘...และในคืนที่จันทร์ดับ... รินรดา หลานรัก เจ้าคือร่างที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการคืนชีพของข้า’*
รินรดาชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก ความเย็นวาบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามเลียไปทั่วร่าง เธอยังไม่ทันได้เอ่ยปากเตือนอาคม พื้นไม้สักใต้ฝ่าเท้าก็ส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะราวกับรับน้ำหนักไม่ไหว
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังขึ้นที่บันไดทางขึ้นเรือน เสียงนั้นดังชัดเจน เป็นจังหวะ และใกล้เข้ามาทุกที... มันไม่ใช่เสียงของคนเดิน แต่เป็นเสียงลากของวัตถุหนักๆ คล้ายโซ่ตรวนที่ถูกลากไปกับพื้นไม้ พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่คลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณจนแทบอาเจียน
อาคมผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชักกริชโบราณออกจากฝัก แววตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่ประตูห้องที่ปิดสนิท "มันมาแล้ว..."
รินรดากำสมุดบันทึกในมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อกระดาษ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หน้าต่างบานที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดก็สะบั้นเปิดออกพร้อมกัน แรงลมมรณะพัดเทียนไขในมืออาคมดับลงทันที ความมืดมิดสนิทเข้าโอบล้อมทั้งคู่ไว้ในชั่วพริบตา
ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงคำรามต่ำๆ ที่ดังมาจากมุมห้อง รินรดาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเงาดำมหึมาที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าประตู ไม่ได้มีแค่ร่างของคุณหลวงวิชิตไพรีเท่านั้น... แต่ยังมีเงาของเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่เธอคุ้นเคยดี ยืนกุมมืออยู่เคียงข้าง พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
*“พี่ริน... สัญญากับหนูสิคะ ว่าเราจะอยู่ด้วยกันที่นี่... ตลอดไป”*
- ศาลาริมน้ำโบราณ
คฤหาสน์ร้อยวิญญาณ: ปริศนาคำสาปเงาอดีต•ตอนที่ 6
บันทึกที่หายไป
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คฤหาสน์ร้อยวิญญาณ: ปริศนาคำสาปเงาอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!